ล่ามแรงงานไทย สังเวยพิษ'โควิด' รายที่59ของปท.


เพิ่มเพื่อน    


    สธ.แจงล่ามแรงงานไทยเสียชีวิตจากโควิดรายที่ 59 เปิดไทม์ไลน์ติดเชื้อ-ป่วยหนักที่ซาอุฯ ก่อนผลตรวจเป็นลบส่งกลับมารักษาต่อที่ไทย บัวแก้วเผยข่าวดีเข้าสหราชอาณาจักรฉลุยไม่ต้องกักตัว 14 วันแล้ว
    เมื่อวันที่ 18 กันยายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 7 ราย ในสถานที่กักตัวของรัฐ ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,497 ราย มียอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 3,328 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมยังคงที่ 58 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 111 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ รายที่ 1 มาจากบังกลาเทศ เป็นชาย สัญชาติบังกลาเทศ อายุ 42 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางมาถึงไทยวันที่ 2 ก.ย. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐใน กทม. และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 13 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ  
    รายที่ 2-4 มาจากซาอุดีอาระเบีย เป็นนักเรียนหญิงไทย 2 ราย อายุ 14 และ 9 ขวบ และชายไทย อายุ 61 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มาถึงไทยเมื่อวันที่ 5 ก.ย. เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐใน กทม. และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 16 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ โดยพบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น มีน้ำมูก, รายที่ 5 มาจากกาตาร์ เป็นชายไทย อายุ 41 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงไทยวันที่ 13 ก.ย. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 1 ราย เข้าพักสถานที่กักกันจังหวัดชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 16 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ  
    รายที่ 6 มาจากปากีสถาน เป็นชาย สัญชาติปากีสถาน อายุ 10 ขวบ เดินทางมาถึงไทยวันที่ 13 ก.ย. และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 16 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ และรายที่ 7 มาจากซาอุดีอาระเบีย เป็นชายไทย อายุ 50 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงไทยวันที่ 5 ก.ย. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 8 ราย เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐใน กทม. และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 16 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ พบว่ามีประวัติติดเชื้อโควิด-19 เดือน ก.ค. 63 
    ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, ผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี แถลงข่าวกรณีมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19
    นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และยืนยันว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตที่ รพ.ราชวิถีจริง โดยไทม์ไลน์ของผู้เสียชีวิต ชายไทย อายุ 54 ปี อาชีพล่ามของสำนักงานแรงงานของไทยในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ผู้ป่วยเริ่มไม่สบายอาการเล็กน้อย ตั้งแต่ต้นเดือนก.ค. ได้รับการตรวจที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ต่อมาวันที่ 21 ก.ค. ตรวจพบเชื้อโควิด-19 แต่ยังไม่ได้นอน รพ. และกลับไปรักษาอาการที่บ้าน จากนั้นวันที่ 26 ก.ค. ผู้ป่วยเริ่มมีอาการมากขึ้น หายใจไม่ทั่วท้อง มีไข้ และไอ จึงได้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาล ต่อมาอาการแย่ลง ต้องย้ายจากแผนกสามัญไปแผนกไอซียู และผู้ป่วยมีอาการหยุดหายใจ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. แพทย์ปั๊มหัวใจและใส่ท่อช่วยหายใจ 
    โดยเคสนี้ ผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ประเทศซาอุฯ จำนวน 4 ครั้ง พบว่าเป็นบวก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 21 ก.ค. และวันที่ 5 ส.ค. และเป็นลบ 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 25 ส.ค. และวันที่ 30 ส.ค. หลังจากนั้น สธ.ได้รับการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงานว่า ผู้ป่วยและญาติอยากให้เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อดูแลอาการป่วย ดังนั้น จึงให้ผู้ป่วยเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยเครื่องบินพยาบาลจากกรุงริยาด วันที่ 1 ก.ย. เวลา 20.30 น. และวันที่ 2 ก.ย. เวลา 01.36 น. ทีมแพทย์จาก รพ.ราชวิถี ได้ไปเตรียมรอรับผู้ป่วยจากเครื่องบินพยาบาล โดยป้องกันการสัมผัสผู้ป่วยด้วยแคปซูลทรานเฟอร์ ขณะเดินทางผู้ป่วยไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจและมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น 
    ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. เวลา 08.00 น. ผู้ป่วยอาการแย่ลง จึงต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ และทำการเพาะเชื้อแบคทีเรีย เราได้ดูแลผู้ป่วยใน รพ.ราชวิถี ตั้งแต่วันที่ 3-18 ก.ย. อาการทรงๆ ทรุดๆ และช่วงอาทิตย์หลังทรุดมาตลอด 
    ด้าน ผศ.นพ.พจน์กล่าวว่า การประเมินช่วงแรกผู้ป่วยมีปัญหาปอดอักเสบที่มีต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนส่งตัวมา ถึงแม้ว่าการติดเชื้อโควิด-19 จะดีขึ้นตามลำดับ แต่มีการติดเชื้อปอดอักเสบจากแบคทีเรียดื้อยาแทรกซ้อน ตั้งแต่ก่อนเดินมาถึงประเทศไทย แต่ได้รับยาปฏิชีวนะมาต่อเนื่อง รพ.ราชวิถี จึงให้ยารักษาปอดอักเสบจากแบคทีเรียต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ระบบทางเดินหายใจและปอด พบว่าปอดด้านขวามีเงาทึบอยู่ ซึ่งเป็นผลมาที่ผู้ป่วยมีภาวะการอักเสบของปอดอย่างรุนแรงจากโควิด-19 ที่เรียกว่า เออาร์ดีเอส เมื่อเริ่มฟื้นสภาพจะมีภาวะพังผืดในปอด ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก หลังจากเข้ารับการรักษาได้ไม่ถึง 10 ชั่วโมง จึงต้องใส่ท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากผู้ป่วยหายใจได้ไม่ไหว
    นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เมื่อเข้ารักษาที่ รพ.ราชวิถี ได้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างสวิงอยู่ที่ 100-440 ทำให้ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ส่งผลต่อการรักษาการติดซ้ำจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยามีความยากขึ้น ระหว่างรักษามีการติดเชื้อซ้ำต่อเนื่องและได้รับยาปฏิชีวนะหลายขนานแต่ร่างกายตอบสนองได้ไม่ดี กระทั่งวันที่ 16 ก.ย. ต้องเพิ่มยาควบคุมความดันเลือด เนื่องจากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรงถึง 3 ชนิด ด้วยสภาพของปอดอักเสบต่อเนื่อง จึงทำให้ร่างกายโดยรวมทรุดลงรวดเร็ว ร่วมกับการทำงานของอวัยวะอื่นล้มเหลว และมีภาวะไตวายที่เป็นผลจากการติดเชื้อ ปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน จึงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
    นพ.โสภณกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้เป็นผู้ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ และนับเป็นผู้ป่วยในประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 ก.ย. ลำดับที่ 3,430 ของไทย โดยการส่งตัวมาเป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมโรค ไม่มีผู้สัมผัสเพิ่มเติม ซึ่งจากการที่ผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องรวม 54 วัน จนกระทั่งเสียชีวิต ทางระบาดวิทยาจึงอาจจะต้องนับว่าผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รายที่ 59 ถึงแม้สาเหตุการเสียชีวิตคือติดเชื้อ ดื้อยาหลายขนาน และอาการไม่ดีขึ้น แต่โดยอ้อมส่วนหนึ่งคือเพราะโควิด-19 ทำให้ปอดเป็นแผล อักเสบทั้ง 2 ข้าง ทั้งนี้้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการวิชาการภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ 2558 ให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า 
    วันเดียวกัน นายณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า สหราชอาณาจักรได้ประกาศเพิ่มประเทศไทยในรายชื่อประเทศ “Travel Corridors” ของสหราชอาณาจักร ทำให้ผู้ที่เดินทางจากประเทศไทยไม่ต้องกักกันเชื้อโรคเป็นเวลา 14 วัน  โดยการปรับเพิ่มรายชื่อประเทศดังกล่าว จะมีผลตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. เวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหราชอาณาจักรเป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นข่าวดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนไทย และส่งผลเชิงบวกอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจของไทยและนักเรียนนักศึกษาที่จะสามารถเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นผลสืบเนื่องจากการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ประเทศไทยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ.


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'