ถกงบ64กร่อย รวบ'อภิปราย' สับเรื่องค้างปี


เพิ่มเพื่อน    


    สภารุมยำงบต่อสู้คดีบริษัท คิงส์เกตฯ 111 ล้านบาท อัดบิ๊กตู่สั่งปิดเหมืองแร่ทองคำอัคราก็ต้องรับผิดชอบเอง ฝ่ายค้านไล่ทุบงบกระทรวงมหาดไทย ทั้งกรมที่ดิน-กรมการพัฒนาชุมชน    ข้องใจจัดซื้อชุดรังวัดที่ดิน มีเล่นตุกติก ตั้งราคายุโรปแต่ซื้อของจีน
    เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ.2564 ที่เป็นวันที่สาม ของการประชุมสภาเพื่อพิจารณาระเบียบวาระดังกล่าว และเป็นการประชุมวันสุดท้าย ทำให้วิปรัฐบาลพยายามเร่งการอภิปรายของ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณาวาระ 2 พิจารณาแล้วเสร็จเร็วขึ้นเพื่อให้การลงมติในวาระ 3 ที่เป็นการเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จภายในไม่เกินเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. และจะได้นำร่าง พ.ร.บ.ส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาในสัปดาห์หน้า
    โดยในการประชุมได้พิจารณามาถึงงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงพาณิชย์ วงเงิน 3.7 พันล้าน พบว่าการอภิปรายของ ส.ส.ส่วนใหญ่อภิปรายถึงราคาสินค้าเกษตรที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ รัฐบาลไม่ดูแลเหมือนกับที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่งภายหลังอภิปรายกันครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมก็ได้ให้ความเห็นชอบ
    ต่อมาในการพิจารณางบประมาณกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 2.6 แสนล้านบาท  ทางนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ปรึกษากรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญงบประมาณฯ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายงบของกรมที่ดินว่า เมื่อก่อนใช้การเดินรังวัดทำโฉนด ทุกวันนี้มีการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการทำโฉนดที่ดิน ซึ่งต้องมีเสาสัญญาณเป็นตัวรับ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรังวัดที่ดินด้วยระบบดาวเทียม 258 ล้านบาท ประกอบด้วยสถานีรังวัดดาวเทียมฐาน เป็นเสาหลักที่กระจายสัญญาณทั่วประเทศด้วยระยะ 20-80 กิโลเมตร กรมที่ดินซื้อชุดรังวัดที่ดินตั้งแต่ปี 2559 มาเรื่อยๆ ทุกปี
    นายวรวัจน์อภิปรายว่า บริษัทที่ได้รับสัมปทานคือบริษัท CC จำกัด ใช้เครื่องของจีนที่มีรัศมี 50 กิโลเมตร ขณะที่กรมแผนที่ทหารใช้เครื่องไลก้าของสวิตเซอร์แลนด์ที่มีรัศมี 80 กิโลเมตร นั่นหมายความว่ากรมที่ดินต้องตั้งเสาสัญญาณถี่กว่าเดิม 30% อีกทั้งกำหนดราคาเป็นของยุโรป แต่เอาเข้าจริงกลับซื้อเสาสัญญาณจีน โดยอ้างว่าของจีนดีกว่าของยุโรป
     “ในการประกาดราคา บริษัทอื่นเสนอมาเท่าไรก็ถูกปัดตก ด้วยกรมอ้างเหตุผลเทคโนโลยีทั้งหมด บริษัท CC ตั้งราคา 227 ล้านบาท แต่บริษัทอื่นๆ ไม่เกิน 100 ล้านบาท กลับไม่ผ่านเกณฑ์ ผมจึงขอตั้งคำถามว่ากระบวนการนี้โปร่งใสหรือไม่ ตั้งราคายุโรป แต่ใช้กลไกซ่อนเร้นตัดสิทธิ์บริษัทอื่นทั้งหมด ผมเชื่อว่าไม่โปร่งใสแน่นอนตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีอีกหลายหน่วยงานตั้งงบประมาณไม่เหมาะสมและไม่โปร่งใส” นายวรวัจน์กล่าว
    นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายขอปรับลด 5% เนื่องจากสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจัดซื้อวิทยุสื่อสาร 4,344 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อการสื่อสารในการประชุมสื่อสารแบบเครือข่าย แสวงหาความร่วมมือจากประชาชนในรูปแบบประชารัฐ สื่อสารแบบสองทาง และเพื่อให้เกิดการแจ้งเตือนภัยแบบรวดเร็ว จัดซื้อ 76,236 เครื่อง เฉลี่ยราคาเครื่องละ 56,980 บาท แต่จากการสืบค้นในเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ พบว่าวิทยุสื่อสารแบบที่ราชการจะจัดซื้อ 136-174 MHz แพงสุดราคาปลีกตกเครื่องละ 9,500 บาทเท่านั้น ซึ่งถ้าเปรียบกับงบประมาณที่ขอมาต่างกันหลายเท่า ดังนั้นจึงขอตั้งคำถามว่า จำเป็นเพียงใดที่จะต้องจัดซื้อวิทยุสื่อสาร ใช้เทคโนโลยีอื่นแทนได้ไหม เช่น ไลน์ และราคาเหมาะสมหรือไม่
    จากนั้น นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายท้วงติงงบโครงการโคกหนองนาโมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน ว่ารู้สึกกังวลโคกหนองนาโมเดลจะเหมือนกับ OTOP นวัตวิถีเมื่อปีที่เเล้ว ที่กรมการพัฒนาชุมชนชุดเดียวกันนี้ใช้งบไป 9,300 ล้านบาท แต่มีกรณีวัดครึ่งกรรมการครึ่ง ถ้าไม่เชื่อลองตามไปดูไม้ไผ่ที่ปักไว้ตามหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหนแล้ว ซึ่งเละเทะ เงิน 9,300 ล้านบาทเสียหายหมด ต้องมีการตรวจสอบโดย ป.ป.ช.และ สตง.แน่นอน 
    "สภาแห่งนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โครงการใหญ่แบบนี้ เป็นโครงการตามรอยพระราชดำริ เป็นโครงการที่เราจะต้องยกไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม แต่ถ้า กมธ.ยังไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด เเละปล่อยให้มีการรั่วไหลเหมือนโครงการนวัตวิถีปีที่เเล้ว ไม่เห็นด้วยแน่นอน" นายวิสารกล่าว
    ด้านนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ กมธ. ชี้แจงถึงการจัดซื้อเสาสัญญาณรังวัดที่ดินและการจัดซื้อวิทยุสื่อสารว่า กมธ.ได้ตรวจคุณภาพของครุภัณฑ์และการตั้งราคาว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ หากตั้งเกินก็จะปรับลด ซึ่งจากการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐานของการตั้งราคา
    หลังจากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในมาตรา 19 ตามที่ กมธ.แก้ไข ด้วยคะแนน 262 ต่อ 119 งดออกเสียง 7 เสียง
    จากนั้นพบว่าการอภิปรายงบประมาณตั้งเเต่เวลา 15.00 น. ที่ประชุมอภิปรายและโหวตงบประมาณของ 3 กระทรวงอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย มาตรา 21 งบกระทรวงยุติธรรม วงเงิน 13,216,651,000 บาท, มาตรา 22 งบกระทรวงเเรงงาน วงเงิน 65,688,427,300 บาท, มาตรา 23 งบกระทรวงวัฒนธรรม วงเงิน 4,567,907,000 บาท
    ต่อมาในช่วงเย็น ระหว่างการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการ นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบในมาตรา 24 ของกระทรวงศึกษาธิการ 3% โดยในจำนวนนี้ขอตัดงบครุภัณฑ์  งบการเดินทางต่างประเทศเพื่ออบรมสัมมนา และไอทีบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับยุคที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้อยากให้ลดในเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะความเหลื่อมล้ำมีตั้งแต่ช่วงที่เด็กเริ่มเข้าเรียน รวมถึงบุคลากรที่จะเข้ารับราชการครูที่ได้มีการแย่งเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในโรงเรียนที่อยู่ศูนย์กลาง
     จากนั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 129,854,825,700 บาท ว่างบลงทุนของ ศธ.ตั้งไว้ 21103.70 ล้านบาท ซึ่งแต่ละปีงบในส่วนนี้กระทรวงเบิกจ่ายไม่ทันประมาณ 5% ดังนั้นการเสนอให้มีการปรับลดงบ 1,853.31 ล้านบาทนั้น เป็นการตัดงบประมาณแบบอำพราง คือตัดงบที่เบิกจ่ายไม่ทันอยู่แล้วออกไป ต่อมาโครงการที่ดึงครูและนักเรียนออกจากห้องเรียนและสร้างงานธุรการให้กับครูยังไม่ได้รับการปรับลด จึงเสนอขอให้ปรับลดงบจำนวน 351.4598 ล้านบาท นอกจากนี้ ขอให้ยกเลิกวิชาลูกเสือเปลี่ยนเป็นชมรมแทน เนื่องจากชุดลูกเสือชุดหนึ่งราคา 1,000 บาท หนึ่งปีการศึกษาใส่ไม่เกิน 40 ครั้ง 2-3 ปีการศึกษาก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีก 
    ต่อมาเมื่อเข้าสู่การพิจารณางบประมาณรายจ่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ขึ้นมาอภิปรายเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จำกัดเอง กรณีใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา
    โดย นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า ขอตัดงบประมาณ 111 ล้านบาทเศษของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพราะงบที่ขอมาระบุไว้ชัดเจนว่าจะนำไปใช้จ่ายในการระงับขอพิพาทกับบริษัท คิงส์เกตฯ เพราะเห็นว่ารัฐไม่ควรเข้าไปรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ให้หัวหน้า คสช. งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเอง
     จากนั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขอให้ตัดงบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 111.1 ล้านบาท ในงบประมาณปี 2564 ทิ้งทั้งหมด เพราะสภาไม่ควรอนุมัติงบให้ พล.อ.ประยุทธ์ที่เคยระบุว่าตนเองไม่ใช่เจ้าหน้าที่นำงบประมาณไปสู้คดีปิดเหมืองทองอัครา อันเกิดจากการลุแก่อำนาจของตัวเอง
     "หาก พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่าเหมืองทองอัครามีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ก็สามารถสั่งปิดเหมืองได้ แต่ต้องใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ใช้การลุแก่อำนาจ สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบคือ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2563 บริษัท คิงส์เกตฯ ขึ้นเว็บไซต์แจ้งว่า รัฐบาลไทยอนุญาตให้บริษัทนำกากตะกอนทองคำ 4,750 ออนซ์ และเงิน 34,800 ออนซ์ รวม 42,550 ออนซ์ออกไปขายได้ ถือเป็นการเอาทรัพยากรประเทศไประงับข้อพิพาทใช่หรือไม่ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์รักษาเกียรติภูมิด้วยที่ไม่มีอยู่แล้ว การที่เคยลั่นวาจาจะรับผิดชอบเอง ขอให้สภาตัดงบการต่อสู้คดี 99.1 ล้านบาท เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์สั่งเอง ก็ต้องจ่ายเอง" นายวิโรจน์กล่าว.


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'