'แก้วสรร' มาแล้วออกบทความ 'สองโรค..สองภพ..ในปัจจุบัน'


เพิ่มเพื่อน    

19 ก.ย.63 - นายแก้วสรร อติโพธิ เผยแพร่บทความเรื่อง "สองโรค..สองภพ..ในปัจจุบัน" ผ่าน www.thaipost.net โดยมีเนื้อหาดังนี้

ในขณะที่วันนี้ต้องเฝ้าหน้าจอทีวีติดตามชุมนุม ๑๙ กันยา ด้วยห่วงอนาคตบ้านเมืองว่าจะรอดพ้น“โรคการเมืองรุนแรงเรื้อรัง” หรือไม่นั้น  ผมก็ต้องนั่งกินอาหารเหลวแล้วห่วงตนเองด้วยเหมือนกันว่า จะรอดตายจาก“โรคมะเร็ง”ได้หรือไม่

ท่ามกลางการทำงานทางความคิดถึงธรรมชาติของสองโรคนี้   ผมก็ได้วิธีคิดวิธีมองที่เหมือนกัน และได้เป็นคำอธิบายที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจมาก  ดังจะขอนำเสนอในทำนอง ปุจฉา – วิสัชนาไปโดยลำดับดังนี้
                                         
โรคมะเร็ง 

ถาม    อาจารย์เป็นมะเร็งได้อย่างไร
ตอบ    ผมใช้ชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจไม่เหมาะสม  สุขภาพของผมจึงเกิดมีสองภพคู่กัน คือภพปกติและภพมะเร็ง    ภพแรกเซลล์หลายล้านเซลล์ในตัวของผม จะอยู่ในมหภาคที่เติบโตไปตามปกติ  แต่เมื่อผมเครียดบ่อย ไม่พักผ่อนออกกำลัง ไวน์ถี่  ภพมะเร็งมันก็เกิดขึ้นมาครอบงำเซลล์หลอดอาหารของผม  กลายเป็นอีกภพหนึ่งในร่างกาย ที่กำลังครอบงำชักพาเซลล์ของผมให้เติบโตไปเองเป็นปฏืปักษ์และทำลายภพปกติลงไปทุกวัน 

ถาม    แล้วอาจารย์จะสู้กับมันอย่างไร
ตอบ    กับภพมะเร็ง เราก็มีเครื่องมือ ทั้งผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด  แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องปฏิรูปการใช้ชีวิตร่างกายเพื่อความเข้มแข็งของภพปกติด้วย  ต้องเปลี่ยนอาหารการกินลดเนื้อแดง ลดหวาน งดไวน์ฯ ชำระจิตใจให้สงบ พยายามออกกำลัง บางวิถีเขาเข้มถึงขนาดใช้การแพทย์ทางเลือกอย่างเข้มข้นจัดการกับภพปกติเพียงภพเดียว  ไม่ใช้แผนปัจจุบันจัดการภพมะเร็งเลยก็มี

ถาม    มองอย่างนี้ ความหวังของอาจารย์คืออะไร
ตอบ    ผมต้องปฏิรูปตัวเองเพื่อสุขภาพของเซลล์ในภพปกติ  และขณะเดียวกันก็พึ่งพาการแพทย์สมัยใหม่สยบเซลล์ในภพมะเร็งให้ได้    ถ้าทำได้  ผมจะทั้งรอดตายและได้ชีวิตใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม นี่คือวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ผมเริ่มจะเข้าใจแล้ว

ถาม    ภพมะเร็งจะหายไปไหม
ตอบ    ไม่หายครับ  เราทำได้เพียงสงบความกำเริบของมันเท่านั้น  ภพนี้เพื่อนหมอผมระดับอาจารย์เขาบอกว่า อันที่จริงภพนี้มันอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว   ใครใช้ร่างกายจิตใจไม่ถูกต้องมันก็กำเริบขึ้นมาได้ทุกทีแล้วถูกเรียกว่า “โรคมะเร็ง” ราวกับมีเชื่อโรคมาอาละวาดในตัวเรา   แต่แท้ที่จริงเป็นโรคของการใช้ร่างกายจิตใจผิดพลาดครับ  ไม่ใช่โรคอะไรที่ไหน
                                
โรคการเมืองรุนแรงเรื้อรัง

ถาม    เราเป็นโรคนี้แต่เมื่อไหร่
ตอบ    ช่วงพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในอดีตก็ช่วงหนึ่ง   มาโผล่ช่วงหลังนับแต่ระบอบทักษิณมาจนปัจจุบันอีกช่วงหนึ่ง  ทั้งสองช่วงนี้มีสองภพคู่กันไปชัดเจน ทั้งภพปกติและภพปฏิวัติ
ผู้คนหรือเซลล์ในภพปกติจะอยู่กับตัวเองไม่มีชีวิตหมู่ของมวลชนปฏิวัติเข้าครอบงำเหมือนอีกภพหนึ่ง  เขาไม่มีการอุทิศตัว ไม่มีความจงเกลียดจงชัง ไม่มีความหวังความฝันอันบรรเจิด ไม่มีคัมภีร์ที่อธิบายโลกได้อย่างรวบรัดชัดเจน  ไม่มีการจัดตั้งควบคุมวิธีคิดวิธีทำจนกลายเป็นสาวก   

ถาม    แล้วภพปฏิวัติของคอมมูนิสต์ไทยเป็นอย่างไรครับ
ตอบ    เขายึดพื้นที่ชนบทเป็นป่าล้อมเมือง เปิดสงครามจรยุทธ์อยู่นาน   แล้วจึงขยายเข้ามาในเมืองแล้วถอยกลับไปหลัง ๖ ตุลา  พอผู้นำการเมืองภาคปกติของไทยจับมือกับจีน  เปิดทางออกจากป่าด้วยนโยบาย ๖๖/๒๓  และเปลี่ยนพื้นที่อินโดจีนจากสนามรบเป็นสนามการค้า  กระแสชีวิตปฏิวัติของคอมมูนิสต์ในภพปฏิวัติของการเมืองไทยก็สิ้นสุดลง

ถาม    ช่วงเริ่มต้นใหม่ในระบอบทักษิณเป็นอย่างไร
ตอบ    ระบอบทักษิณเป็นระบอบเผด็จการพรรคนายทุน  เกิดจากนายทุนที่ทะเยอทะยานราวกับฮิตเลอร์  กล้าลงทุนประกอบการทางการเมืองด้วยเงินเป็นหมื่นล้าน  ใช้เทคนิคการเมืองประชานิยมและสื่อตรงออกหน้าจอเป็นหลัก  จับมือผู้กว้างขวางตามท้องถิ่นต่างๆ สร้าง 7/11 ทางการเมืองจนได้ สส.อย่างทั่วถึง  ได้อำนาจก็เลือกขุนนางใหญ่มาอุ้มชูให้รับใช้ ซื้อสื่อหลักทุกกระแส ใช้อำนาจเป็นเงิน แล้วลงทุนใช้เงินเป็นอำนาจ เป็นพลวัตรไปอย่างนี้ เลือกตั้งสองครั้งก็ยึดอำนาจการเมืองไทยในภพปกติได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในที่สุด 

ถาม    แล้วมันเกิดภพปฏิวัติในช่วงไหน
ตอบ    ช่วงที่นำความเลื่อมใส และความสิ้นหวังของชาวบ้านระดับล่างทั้งในชนบทและในเมือง มาจัดตั้งเป็นขบวนการประชาชนขึ้นมาใช้ปะทะกับอำนาจหลักในสังคมครับรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์โดนขบวนการนี้ลุยไปเต็มๆ    ส่วนกระแสต้านระบอบทักษิณที่เกิดขึ้นทั้งพันธมิตรและ กปปส. นั้นเป็นการลุกฮือในภาคการเมืองปกติ   ไม่ได้ถูกจัดตั้งเป็นหมู่บ้านแดงๆเป็นชีวิตหมู่ที่ต่อสู้ผู้ปกครองเหมือน นปช.เขา

ถาม    หลัง คสช.เป็นต้นมาเป็นอย่างไรครับ มีมวลชนปฏิวัติอีกไหม
ตอบ    ก็ที่เห็นอยู่ตรงหน้าในวันนี้นี่แหละครับ    นี่คือมวลชนที่ถูกปลุกเร้าในโลกไซเบอร์ให้จงเกลียดจงชังอำนาจหลักในสังคม  ก่อตัวมาตั้งแต่เกิด คสช. มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่อ่อนไหวต่อความหวังมากที่สุด คือเยาวชนคนหนุ่มสาว   สร้างชีวิตหมู่ แชตกันอยู่ทั้งวัน กดไลค์กันตะบันราด  มีนักจัดตั้งป้อนความคิด สร้างสถาบันปกติในสังคมให้กลายเป็นปีศาจน่ารังเกียจและสิ้นหวัง ทั้งครอบครัว โรงเรียน ระบบการเมือง ทหาร และสถาบัน   ตอนนี้เริ่มสร้างสัญลักษณ์ศักดิสิทธิ์ เพื่อแสดงชีวิตหมู่เป็นชูสามนิ้วแล้ว  
    ตอนแรกก็ปรากฏพลังในภพปกติเป็นคะแนนส่วนหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ก่อน มาวันนี้จึงปรากฏเป็นขบวนขับไล่รัฐบาล

ถาม    ทำไมเขาเชื่อกันง่ายอย่างนั้นครับ
ตอบ    ชีวิตหมู่มันต้องสร้างจากความจงเกลียดจงชัง  จนเป็นชีวิตแห่งความจงเกลียดจงชัง พอจัดตั้งจนสิ้นตัวตนเป็นสหายแดง สหายเขียวแล้ว ก็ทิ้งชีวิตปกติ อาละวาดได้ อุทิศตนได้   

ถาม    อย่างอาจารย์นี่ ถูกเขาปั้นข่าวในวิกิพีเดียว่า กำลังสุมหัวกับทหารวางแผนฆ่าหมู่นักศึกษาในการชุมนุม ๑๙ กันยา   แล้วตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้เป็นประธานสภานิติบัญญัติ   อย่างนี้เขาจะเชื่อกันไหม
ตอบ    เชื่อครับ  การป้ายร้ายอย่างนี้เขาไม่ได้ให้คนทั่วไปเชื่อหรอกครับ  เขามุ่งป้อนอาหารสร้างปีศาจให้สาวกเด็กพลุ่งพล่านเป็นหลัก   ยิ่งไปกว่านั้นการป้ายร้ายว่าอำนาจหลักกำลังจะวางแผนสร้าง ๖ ตุลา ฆ่าเด็กนี่   ในมุมหนึ่งก็เป็นการสร้างโปรแกรมไว้ในสมองเด็กๆด้วยเหมือนกันว่า  ๑๙ กันยานี้   มีใครตายก็ต้องเป็นแผนร้ายของอำนาจหลักด้วยทั้งสิ้น      ความพยายามของรัฐบาลประยุทธ์ที่จะใช้ความละมุนละม่อมอย่างเด็ดขาด  จึงถูกต้องแล้วในทางยุทธวิธี

ถาม    แล้วที่นายกฯประกาศขอว่าอย่าเดินขบวน จนโรคโควิดระบาดเสียหายต่อบ้านเมืองล่ะครับ
ตอบ    นั่นเป็นความโง่ทางการเมือง  ที่อดไม่ได้เพราะมีมานานแล้ว

ถาม    โง่อย่างไรครับ
ตอบ    ความวุ่นวายปั่นป่วน รุนแรง นับแต่ช่วงทักษิณเป็นต้นมา ที่ท่านประยุทธ์ขอเวลาอีกไม่นานว่าจะแก้ไขนั้น แท้จริงมันต้องปฏิรูปการเมืองในภพปกติให้ราษฎรพัฒนามาเป็นประชาชน มีตัวตนที่เข้มแข็งทางการเมือง รู้จักคิดรู้จักหวัง  งานนี้มันมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ หรือสร้างปึ๊งกระดาษที่เรียกว่าแผนปฏิรูปประเทศ มากมายนัก น่าผิดหวังจริงๆ

ถาม    ผิดหวังอะไรครับ 
ตอบ    มันน่าผิดหวังที่เราต้องเสียเวลาในยุค คสช.ไปกว่า ๕ ปี   แล้วยังมาสืบอำนาจจนบัดนี้ก็กลายเป็นนักการเมือง  เป็น “ เทพสองหน้า ” มีหน้าลิเกบึ้งๆ  กับหน้าอำนาจป้อมๆ แต่ประเทศกลับไปไหนไม่เป็นเช่นปัจจุบัน

The True Believer ของ Eric Hoffer

ถาม    อาจารย์ไปเอาความคิดความเห็นเรื่องภพปฏิวัติของชีวิตมวลชนปฏิวัติ มาอธิบายเป็นตุเป็นตะมาจากไหน
ตอบ    อาจารย์ผม ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์  ท่านส่งหนังสือเล่มเล็กนี้ให้ผมอ่าน  บอกว่าจะเข้าใจเมืองไทยในขณะนั้นได้ดี   ผมเองกำลังงุนงงว่า ทำไมเพื่อผมรุ่นน้องผมหายเข้าป่าไปหลายคน ก็หมกมุ่นอ่านเป็นการใหญ่ พอเข้าใจแล้ว ก็แปลเป็นไทยออกมาเผยแพร่ ๑,๐๐๐ เล่ม ชื่อหนังสือว่า “กำเนิดมวลชนปฏิวัติ” วางจำหน่ายในปี ๒๕๒๔ เห็นจะได้ครับ

ถาม    Eric Hoffer เขาอธิบายอะไร
ตอบ    เป็นข้อวิเคราะห์ทางสังคมจิตวิทยาการเมืองว่า  คนในชีวิตปกติ กลายเป็นมวลชนในชีวิตปฏิวัติมานานแล้ว ตั้งแต่ขบวนการทางศาสนาเช่นขบวนการลุกฮือของพระเยซู และโปรเตสแตนท์  หรือขบวนการชาตินิยมของไซออนนิสต์ นาซี และจีน ฯ  ทั้งหมดนี้มันต้องสร้างชีวิตหมู่จากความจงเกลียดจงชังและความหวังที่สวยงามกับทฤษฎีปฏิวัติที่ชัดเจน   สำเร็จแล้วก็จะได้พลังปฏิวัติจากความหมดตัวตนทั้งนั้น

Hoffer เขาพยายามที่จะอธิบายความจริง ให้เห็นเป็นอนิจจังทางจิตวิทยาการเมืองที่มนุษย์ต้องเวียนว่ายอยู่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น มันไม่ใช่การให้ร้ายป้ายสีใดๆ

ถาม    อาจารย์ไม่พิมพ์ “กำเนิดมวลชนปฏิวัติ ”อีกครั้งหนึ่งหรือครับ
ตอบ    มันน่าจะพิมพ์ให้พ่อแม่และลูกหลานไทยได้อ่านอยู่หรอกครับ  ครอบครัวไทยจะได้เข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับลูกหลานของตน  เด็กเองก็จะได้คิดได้รู้ว่าตัวเองตกอยู่ในภพปฏิวัติในโลกไซเบอร์แล้วด้วย ว่าจะเอาเงินออมมาสั่งพิมพ์โดยเร็วเลยครับ   อาจได้แจกในงานเลยก็ได้ครับ ถ้าผมยันภพมะเร็งเขาไม่ไหว
                                               ...................


ส.ส.เพื่อไทย "กรีดเลือดในสภา" ประกอบฉากไล่ให้นายกฯ ลาออกเย็นวาน (๒๗ ต.ค.๖๓) นั้นไม่น่าเจ็บตัวเปล่านะ!เพราะฉากนั้น "ยึดพื้นที่ข่าว" ได้แน่ 

นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์