บุกทำเนียบรัฐบาล


เพิ่มเพื่อน    


    ม็อบบุกรุกธรรมศาสตร์ เสื้อแดงพรึ่บ! "ไมค์ ระยอง" นำทีมตัดโซ่ประตู ลั่นผมรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ก่อนยึดสนามหลวงตั้งเวทีถล่มรัฐบาล-สถาบัน "เพนกวิน" ประกาศปลุกม็อบแต่เช้า 8 โมง เคลื่อนไปทำเนียบรัฐบาล ฟุ้ง "บิ๊กตู่" อยู่ได้ไม่เกินเดือนนี้ "ธนาธร" โผล่เรียกร้องปฏิรูปกลุ่มทุนผูกขาด ปฏิรูปสถาบัน ขณะที่ม็อบปราศรัยมันปาก ขอค่าแรงขั้นต่ำวันละพัน เลือกตั้งผู้บริหารบริษัทเอกชน ตำรวจเตรียมยื่นศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งเรื่องการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย 
    เมื่อวันที่ 19 กันยายน การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มีประชาชนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศรวมตัวกันตั้งแต่ช่วงเช้า พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดง และหลายคนสวมเสื้อ นปช.มาด้วย  
    กระทั่งเวลา 11.30 น. ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนได้รวมตัวกันที่หน้าประตูใหญ่ทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งสนามหลวง  พยายามจะเข้าไปใช้พื้นที่ในการชุมนุม โดยมี น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และนายภาณุพงศ์ จาดนอก พยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าข้างในเจ้าหน้าที่อยู่ได้ แล้วทำไมประชาชนจะอยู่ไม่ได้
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่การเจรจาไม่เป็นผล ผู้ชุมนุมเริ่มไม่พอใจเจ้าหน้าที่ พากันตะโกนด่าทอรับใช้เผด็จการ บางคนพยายามจะปีนประตูเข้าไป โดย น.ส.ปนัสยาบอกกับมวลชนว่าเราจะเจรจากับเจ้าหน้าที่ หากไม่ยอม เราจะผลักดันเข้าไปภายใน ก่อนที่ น.ส.ปนัสยาจะเดินเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยเพื่อเจรจากับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย
    ต่อมาเวลา 12.03 น. หลังเจรจาเสร็จสิ้น น.ส.ปนัสยาเดินออกมาจากภายในมหาวิทยาลัย และได้ขึ้นปราศรัยว่า ขอใช้สิทธิ์นักศึกษาเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมโจมตีว่าขณะนี้จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ของอาจารย์ไม่เหลือแล้ว ถ้าอาจารย์ไม่เปิด มวลชนตรงนี้พร้อมที่จะเข้าไปภายใน 5 นาที
    จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมนำโดยนายภาณุพงศ์ได้ดันเปิดประตูเข้ามาภายในมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ก่อนนำขบวนผู้ชุมนุมเดินเข้ามาบริเวณกลางสนามฟุตบอล พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ที่นี่เปรียบเสมือนอนุสรณ์ของการต่อสู้เพื่อการเรียกร้องประชาธิปไตย อย่าให้เผด็จการต้องมาลบล้าง การที่เราใช้พื้นที่วันนี้ เราบอกแล้วจะมาใช้อย่างสงบ เหตุผลอันใดมหาวิทยาลัยถึงไม่อนุญาตให้เข้ามาใช้  ท่านมีอำนาจใดที่จะห้ามไม่ให้นักศึกษาเข้ามาใช้ แต่ทำไมเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไม่ต่ำกว่า 50 นายเข้ามานั่งหลบฝนกันได้ แต่ให้ชาวบ้านยืนตากฝน
    "วันนี้ที่พวกเรามาเพื่อต้องการมาไล่เผด็จการ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีคดีความหรือไม่ ผมจะเป็นผู้รับผิดชอบ ผมถือว่ายอมเสียสละอิสรภาพเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับมาจริงๆ และการต่อสู้ของเราครั้งนี้ต้องไม่สูญเปล่า"
    เมื่อถามว่า ได้แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ในวันนี้หรือไม่ นายภาณุพงศ์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทราบอยู่แล้วว่าเราจะจัดชุมนุม เราแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว เจ้าหน้าที่รับทราบ ไม่งั้นไม่เตรียมกำลังพลมาขนาดนี้ การแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ถือว่าเป็นการแจ้งเหมือนกัน ทุกคนรับทราบ ตำรวจก็ประชาชนเหมือนกัน ต้องขอพื้นที่ในการไล่เผด็จการ ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ออกจากการเป็นรัฐบาล เพราะไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อรถเวทีเข้าไปภายในมหาวิทยาลัย นายภาณุพงศ์ขึ้นรถปราศรัยยืนยันพร้อมจะขอรับผิดชอบเองกรณีนำมวลชนเข้ามาภายในมหาวิทยาลัย โดยผู้ชุมนุมเริ่มปักหลักชุมนุมพร้อมปราศรัยที่สนามฟุตบอลในที่สุด
"เพนกวิน"ต้อนรับเสื้อแดง
    เวลา 13.40 น. ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มซึ่งขึ้นเรือมาลงที่ท่าพระจันทร์ ฝั่งศูนย์หนังสือ ม.ธรรมศาสตร์ คาดว่าเหมาเรือกันมา 5 ลำ โดยที่พรรคก้าวไกลแจ้งความเคลื่อนไหนกลุ่มนี้ผ่านเพจของพรรคด้วย เมื่อถึงประตูรั้ว ตัวแทนผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า “มวลชนได้มาสมทบแล้ว โดยหนึ่งในนั้นมีนายพริษฐ์ แกนนำคนสำคัญ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้เดินทางมาที่บริเวณประตู 2 ฝั่งท่าพระจันทร์ เพื่อเจรจากับ รปภ.ว่าสามารถเปิดประตูรั้วมหาวิทยาลัยฝั่งท่าพระจันทร์ให้ได้หรือไม่ แต่ได้รับการปฏิเสธ
    สุดท้ายการเจรจาไม่เป็นผล นายภาณุพงศ์ หรือ ไมค์ ระยอง คนเดิม พร้อมกลุ่มผู้แต่งกายด้วยเครื่องแบบคล้ายเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้ถือคีมตัดกุญแจมาตัดแม่กุญแจที่คล้องโซ่ตรงประตูรั้วก่อนจะเปิดออก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ.ไม่ได้ขวางหรือห้ามมวลชนแต่อย่างใด
    จากนั้นต่อมานายพริษฐ์จึงพามวลชนคนกลุ่มนี้ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นเสื้อแดงจากย่านนนทบุรีนับร้อยคนเดินหน้าเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมเครื่องขยายเสียงก่อนเข้าไปสมทบที่เวทีใหญ่
    นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ. และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นสังคมนิยมประชาธิปไตย มีการนำภาพบุคคลที่สูญหายมาวางเรียงบนพื้น โดยให้ประชาชนนำดอกกุหลาบมาวาง รวมถึงการเขียนบิลความในใจ และนำบิลค่าน้ำค่าไฟแลกเป็นดอกกุหลาบไปวางบริเวณภาพบุคคลที่สูญหาย
    ต่อมา 15.30 น. เมื่อผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนออกมายังท้องสนามหลวงด้วยการพังรั้ว ท่ามกลางบรรยากาศฝนที่ตกปรอยๆ และตั้งเวทีที่นั่นแทน
    ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ามารวมตัวจับจองที่นั่งบริเวณหน้าเวทีปราศรัยจนแน่นขนัด โดยเวทีปราศรัยได้หันหน้าไปทางศาลฎีกา ซึ่งล่าสุดจำนวนผู้ชุมนุมได้เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเช้าเป็นอย่างมาก
    เวลา 16.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมาอ่านและติดหนังสือคำสั่งเจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ที่ 266/2563 เรื่องให้เลิกการชุมนุมสาธารณะ ระบุข้อความว่า ตามที่มีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้จัดให้มีการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีการชุมนุมภายนอก ซึ่งเป็นที่สาธารณะ โดยตามกฎหมายผู้ที่ประสงค์จะชุมนุมในที่สาธารณะต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่การชุมนุมครั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุม พ.ศ.2558 มาตรา 10 ถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 14
    ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกของประชาชนในการดูแลการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปโดยสงบ และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง อาศัยอำนาจตามมาตรา 21 (1) แห่ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จึงให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายใน 16.30 น. ของวันที่ 19 ก.ย.
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเจ้าหน้าที่ติดคำสั่ง กลุ่มผู้ชุมนุมฮือเข้าไปกระทืบกระดาษคำสั่ง พร้อมฮือจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยจนต้องล่าถอยไป
เรือดำน้ำก็มา 
    เวลา 17.30 น. แกนนำธรรมศาสตร์และการชุมนุม นำโดยนายอานนท์, น.ส.ปนัสยา และนายพริษฐ์ เริ่มทยอยสแตนด์บายหลังเวทีเตรียมขึ้นปราศรัย โดยมีมวลชนที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าพื้นที่ทั้งสองฝั่งของท้องสนามหลวง
    ก่อนที่ น.ส.ปนัสยาได้ขึ้นเวทีเชิญชวนผู้ชุมนุมรอฟังการปราศรัยและกิจกรรมบนเวทีที่เตรียมไว้รับรอง ว่าจัดเต็ม เบิ้มๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่คนเสื้อแดงต้องการให้เริ่มเวทีเร็วขึ้นเพราะเกรงว่าฝนจะตก
    ทั้งนี้ บนเวทีมีการแสดงชุดมนุษย์ต่างดาวสะบัดชัย จากนั้นมีการสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยในประเด็นรัฐสวัสดิการ สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ประเด็นการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและหมดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นต้น
    ระหว่างการปราศรัย มีการนำเรือดำน้ำจำลองที่มีหมายเลข 999997 ขึ้นมาแสดงบนเวที เป็นการเสียดสีโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาล ซึ่งไม่มีความจำเป็นในช่วงที่ประชาชนกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤติโควิด ทำให้ชาวบ้านไม่มีจะกิน
    ขณะที่กลุ่มนักการเมืองในพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า ทยอยร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า การมาลงพื้นที่ครั้งนี้มาในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน มาร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อจะนำไปสะท้อนให้ถึงรัฐสภาและ ส.ว.อีก 250 คนในรัฐสภา ส่วนตัวเชื่อความคิดเห็นส่วนหนึ่งจะช่วยแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
    "ขอยืนยันว่าในส่วนของพรรคก้าวไกล ไม่มีส่วนร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ แต่จะมาช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมชุมนุม"
    ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ได้ติดตามและร่วมสังเกตการณ์ พบว่ายังเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการและความไม่เป็นธรรมตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรัฐประหารที่เกิดเป็นการสืบทอดอำนาจ และมีการนำทรัพยากรของประเทศทั้งหมดไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนกลุ่มคนหนึ่งอยู่ในอำนาจ จึงถึงจุดที่ประชาชนไม่สามารถทนกับระบอบประยุทธ์ได้อีกต่อไป 
    เขาเชื่อว่าความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้นจากฝ่ายประชาชนแน่นอน เพราะประชาชนไม่มีอาวุธ มีแต่ใจและอุดมการณ์ จึงอยากให้ทหารและตำรวจมองว่าผู้ชุมนุมเป็นประชาชนเหมือนกัน และในทางกลับกันทหารและตำรวจก็มีความอึดอัดกับระบอบที่เกิดขึ้น เราจึงหวังว่าพวกท่านจะหันกลับมารับใช้ประชาชนเพื่อสู้กับความไม่ชอบธรรมด้วยกัน
    น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวว่า มาร่วมชุมนุมวันนี้ในฐานะประชาชน มาเติมเต็มพลังมวลชน และยืนยันว่าวันนี้มามอบกำลังใจให้กับผู้ร่วมชุมนุม เนื่องจากตอนนี้เป็นการต่อสู้ของประชาชน โดยตนได้มาติดตามบรรยากาศการเตรียมความพร้อมการชุมนุมตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา และเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะยอมเปิดพื้นที่ให้ชุมนุม โดยอ้างอิงถึงเมื่อเหตุการณ์ตุลาคมในอดีตก็มีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนชุมนุมเช่นเดียวกัน 
    "ทำให้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาไม่มีภาพการตัดโซ่หรือพังประตู ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดี และคาดหวังว่าประชาชนจะเป็นพลังที่ไม่มีใครขวางกั้นได้และรัฐบาลจะฟังประชาชนอย่างคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือไม่"
ค่าแรงขั้นต่ำ 1 พันบาท
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมีความรุนแรงใด และบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะมีร้านค้าขายอาหาร ของแจกมากมาย ซึ่งบรรยากาศมีแต่ความคึกคัก และรู้สึกดีเป็นพิเศษ เนื่องจากว่ามีคนร่วมชุมนุมทุกกลุ่มทุกวัย ซึ่งเมื่อตอนการชุมนุม 18 ส.ค. ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นวัยรุ่น แต่ครั้งนี้มีครอบครัวพาลูกมา มีอดีตข้าราชการเกษียณ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีเด็กมัธยมและนักศึกษามาร่วม พร้อมย้ำว่าเป็นความสวยงามในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย
    "รัฐบาลจะต้องยอมรับว่านาทีนี้ประชาชนจะไม่ยอมอีกต่อไป ประชาชนลุกขึ้นต่อสู้แล้วโดยไม่มีอะไรขวางกั้น หากรัฐบาลพยายามขวาง มีแต่จะยิ่งพัง จะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ" น.ส.พรรณิการ์กล่าว 
    สำหรับเวทีปราศรัยสนามหลวง มีการปราศรัยต่อเนื่อง นายฉัตรชัย พุ่มพวง แกนนำกลุ่ม Union of Creative and Cultural Workers (UCC) ขึ้นปราศรัยเป็นคนแรกว่า เสนอให้เอามาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2475 อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายคืนมา เป็นหมุดหมายสำคัญ และเพื่อให้ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตย เสนอให้ผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยครึ่งหนึ่งมาจากแรงงานในบริษัท ให้แก้ไขกฎหมายที่มีช่องว่างให้นายจ้างที่เอาเปรียบลูกจ้างได้ ขอเรียกร้องให้เก็บภาษีคนรวย รวยมากจ่ายมาก มาทำรัฐสวัสดิการ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 800-1,000 บาท เหมาะสมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเพิ่มเบี้ยคนชราเป็นหลักหมื่น เพราะทำงานทั้งชีวิต ถึงเวลาพักผ่อนสบายใจ เป็นกำลังใจให้ลูกหลาน สังคมนิยมประชาธิปไตยคือหยุดคนรวยไม่ให้ปล้นคนจน
    นายธานี สะสม แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงปราศรัยว่า ต่อไปนี้หมดยุคปฏิวัติแล้ว เพราะตั้งแต่ 2549 ไม่เคยมีความเจริญ มีแต่ความฉิบหาย การที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำตาม พล.อ.ประยุทธ์ ตนขอให้ออกมาเลย จะได้รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ตนเองจะสู้จนถึงที่สุด ให้การรัฐประหารจบที่รุ่นเรา การที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาปฏิเสธ ก็อย่าไปเชื่อ เพราะเมื่อก่อน 22 พ.ค.57 ก็พูดเช่นนั้น แต่ในที่สุดก็เกิด พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีสัจจะลูกผู้ชาย เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อ อย่าถามความเป็นชายชาติทหารเลย
    นายมิน ซูฮัยมี สมาชิก สนท.ภาคใต้ปราศรัยว่า พื้นที่ชายแดนใต้เป็นพื้นที่จำลองการใช้อำนาจบาตรใหญ่ มีชาวบ้านถูกทำร่างกาย มีคนตายเพียงเพราะเห็นต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และพื้นที่ตรงนี้ (สนามหลวง) กำลังจะเป็นเหมือนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
    "สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่เคยมองและไม่เคยอยู่ในแผนพัฒนาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ความมั่นคง มั่งคั่ง ไม่เคยมี พวกเราอยู่ในความคิดของรัฐบาล จะมีก็แต่พวกศักดินา นายทุน  ถามจริงๆพวกเราอยู่ตรงไหน" นายมินกล่าว
    ในช่วงค่ำ บรรยากาศการชุมนุมคึกคักมากขึ้น เนื่องจากมีมวลชนทยอยเดินทางเข้ามาสมทบการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่ามีประมาณ 20,000 คน
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เจ้าของธุรกิจกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ปราศรัยด้านล่างเวทีว่า ต้องปฏิรูปกลุ่มทุน กลุ่มทุนผูกขาด เพราะกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากกลุ่มทหารที่ทำรัฐประหาร มีการต่างตอบแทนกันในรูปแบบสัมปทานผูกขาด ต้องปฏิรูปสถาบัน ต้องให้ไปด้วยกันกับประชาธิปไตย วันนี้เดินก้าวแรกไปด้วยกัน ให้ผู้มีอำนาจเห็นหัวกูบ้าง จะไม่ยอมให้อ้างการขูดรีดเป็นบุญคุณอีกต่อไป 
ตื่น6โมงไปทำเนียบฯ
    ขณะที่เฟซบุ๊กคณะก้าวหน้า โพสต์คลิปวิดีโอระบุว่า "ชีวิตที่กลับคืนมาใหม่ของสนามราษฎร์ ... ชัยชนะแรกของวันนี้ คือการทวงคืนสนามหลวงและเปลี่ยนให้เป็นสนามราษฎร์ ธนาธร พาเดินสำรวจชีวิตที่กลับคืนมาใหม่ของสนามราษฎร์"
    เวลา 19.50 น. นายพริ​ษฐ์กล่าวถึงกำหนดการชุมนุมในวันอาทิตย์ว่า จะนัดมวลชนให้ตื่นในเวลา 06.00 น. เพื่อเคลื่อนขบวนในเวลา 08.00 น. ซึ่งจนถึงตอนนี้ยืนยันว่าเป้าหมายคือทำเนียบ​รัฐบา​ล โดยไม่ได้เป็นการไปยื่นหนังสือเรียกร้อง แต่จะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์​แน่นอน และฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าส่งนายสุภรณ์​ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาฟังเสียงประชาชน เพราะคนนี้เป็นคนทรยศประชาชน ตนไม่ให้ราคา
    เรามาด้วยสันติ อหิงสา ​และมาด้วยมือเปล่า จึงเชื่อว่าการปะทะจะไม่เกิดขึ้นในใจ​ แต่หากเกิดขึ้นคงไม่ได้มาจากผู้ชุมนุม แต่มาจากฝ่ายรัฐบาล​ และการชุมนุมในวันพรุ่งนี้จะยุติเมื่อใด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ส่วนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ มี 3 ประเด็นคือ 1.คือการไล่ทรราชประยุทธ์ และพรรคพวกให้ออกไป รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ว่าจะศาลรัฐธรรมนูญ​หรือคณะกรรมการ​การ​เลือกตั้ง ​จะต้องลาออกทันที 2.การร่างรัฐธรรมนูญ​ใหม่​ที่ต้องแก้ไขได้ทุกมาตร​า และ 3.การปฏิรูป​สถาบัน
    นายพริ​ษฐ์กล่าวอีกว่า การต่อสู้​ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำวันเดียวเสร็จ แต่ประชาชนจะต้องร่วมมือกันมาก ซึ่งข้อเสนอทุกเรื่องทำได้ทันที ซึ่งต้องไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ ออกไปก่อน และส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ได้ไม่เกินเดือนนี้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์​กำลังโดดเดี่ยวทางการเมือง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์​ไม่ต้องยุบสภา แต่สามารถลาออกได้ทันที แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์​ไม่ยอมลาออก ตนคิดว่าประชาชนจะขับไล่มากกว่าเดิม
    "เรายืนยันว่าเราไม่มีนโยบายจะไปพระราชวังดุสิตตามที่มีกระแสข่าวกล่าวหาอย่างแน่นอน โดยเซอร์ไพรส์ของเราได้แรงบันดาลใจจากคณะราษฎร"
    นายพริษฐ์ยันว่า เรามาแบบสันติวิธี ไม่มีอาวุธ จึงไม่มีความกังวลอะไร และเราไม่มีอาวุธเลยสักคน หากเกิดเหตุรุนแรงรัฐบาลต้องรับผิดชอบ
    เวลา 21.00 น. ที่บริเวณสนามหลวง น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่า ภาพรวมในวันนี้จำนวนคนคาดว่ามากกว่า 200,000 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้มาชุมนุมเห็นด้วยกับสิ่งที่เราได้เสนอไป โดยเฉพาะ 10 ข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน โดยขอเรียกร้องในวันนี้จะลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น ส่วนเรื่องเซอร์ไพรส์นั้น ขอให้รอติดตาม 
         น.ส.ปนัสยายังกล่าวอีกว่า การยื่นข้อเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล เราต้องการให้ผู้ที่มีตำแหน่งสูงมารับข้อเรียกร้อง ถ้าไม่มาก็คือไม่ใส่ใจ ไม่แคร์ ก็จะยกระดับการขับไล่รัฐบาลต่อไป โดยจะมีการประเมินสถานการณ์หน้างานอีกครั้ง
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่สนามหลวง มีความกว้าง 0.15 กิโลเมตร ยาว 0.53 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ 0.0795 ตารางกิโลมตร หรือ 79,500 ตารางเมตร จุคนได้ 200,000 คน เฉลี่ย 1 ตารางเมตรจุได้ 2.52 คน แต่พบว่าผู้ชุมนุมครั้งนี้ไม่ถึงครึ่งสนามหลวง
    มีความเคลื่อนไหวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า กรณีตำรวจไปปิดประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เนื่องจากการชุมนุม 19 กันยา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อครบกำหนด 1 ชั่วโมง ผู้ชุมนุมไม่ออกจากพื้นที่ ทางตำรวจจึงไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้มีคำสั่งเรื่องการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งวันนี้ศาลปิดทำการ จึงไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.พหลโยธิน หลังจากยื่นคำร้องที่ศาลแพ่งเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ต้องรอคำสั่งของศาลแพ่งว่าจะเป็นอย่างไร ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ชุมนุม เพราะกฎหมายระบุว่าระหว่างรอคำสั่งจากศาลตำรวจมีอำนาจจัดกำลังตามความจำเป็น สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม.


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก