'ทักษิณ'โผล่โหนม็อบเด็ก


เพิ่มเพื่อน    


    "ทักษิณ" โผล่โหนม็อบธรรมศาสตร์ ถาม 14 ปีแล้ว  ชีวิตคนไทยโดยรวมๆ เป็นไงบ้าง เด็กๆ อายุ 20-30 กำลังตกงาน เสียรถเสียบ้าน มองไม่เห็นอนาคต อ้างยังเป็นคนไทย รักคนไทย รักผืนแผ่นดินไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง "หมอวรงค์" สวนกลับ ไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี เอาแต่โทษคนอื่น ข้องใจม็อบเงียบกริบไม่สนใจ พวกโกงชาติโกงแผ่นดิน นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่ไทยซัมมิท 
    เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  นักโทษหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก  โดยระบุข้อความว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 14 ปี ของรัฐประหาร ขณะผมมาประชุมสหประชาชาติ 19 ก.ย.2549 ผมขอฝากคำถามเดียวครับว่า 14 ปีมานี้ ชีวิตคนไทยโดยรวมๆ เป็นไงบ้าง ประเทศไทยในสายตาโลกเป็นไงบ้าง
    เด็กๆ ที่อายุระหว่าง 20 ถึง 30 ในปัจจุบัน 14 ปีที่แล้วเขาได้ยินได้เห็นพ่อแม่เขาคุยกันว่าเขากำลังมีงาน มีธุรกิจ มีรถ มีบ้าน แต่วันนี้เขาได้ยินว่าเขากำลังตกงาน ธุรกิจอยู่ไม่ได้ กำลังเสียรถ เสียบ้าน และตัวเขายังมองไม่เห็นอนาคตตัวเอง ถึงจะมีการศึกษาที่ดี เพราะวิธีคิดของเรากำลังถูกเอาเปรียบโดยทุนนิยมโลกที่เรารู้ไม่เท่าทัน เราล้าสมัยในหลายด้าน
    ถึงเวลาหรือยังที่เราจะปรับวิธีคิดใหม่ ทั้งฝ่ายบริหารบ้านเมืองและการเมือง เพราะที่ผ่านมา 14 ปีแล้ว เราไม่ทันโลกจริงๆ มีแต่ถูกเอาเปรียบ โลกไม่เหมือนเดิม คิดแบบเดิมไม่ได้ นโยบายที่เคยใช้ได้ในอดีต ปัจจุบันยิ่งใช้ยิ่งแย่ โดยเฉพาะโลกหลังโควิดจะเป็นโลกที่เห็นแก่ตัวมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อนที่แสนดีจะหายากขึ้น ผมหมายถึงการเมืองระหว่างประเทศ
    "ถึงแม้ผมไม่ได้ถือ passport ไทย แต่ผมตระหนักตลอดเวลาว่า ผมเป็นคนไทย รักคนไทย รักผืนแผ่นดินไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง" นายทักษิณระบุ
    ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นว่า 14 ปีแห่งการสูญเสียโอกาสของคนไทย ทุกครั้งที่ปฏิทินเคลื่อนผ่านวันที่ 19 กันยา ในฐานะรัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ที่เผชิญกับการรัฐประหาร 19 กันยา ดิฉันรู้สึกเสียดายที่พวกเราไม่ได้ขับเคลื่อนนโยบายอีกมากเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้อยู่ดีกินดี 
    แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในประเทศ ดิฉันรู้สึกหนักหนาไปกว่านั้น และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงรู้สึกอยู่เช่นกัน นั่นคือเป็น 14 ปี แห่งการสูญเสียประชาธิปไตย และโอกาสของคนไทย รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ ภายใต้สภาวะความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจในทศวรรษ 2540 คนไทยขาดความมั่นใจ ประเทศไทยติดหนี้ IMF แต่ให้หลัง 7 ปีของการบริหารประเทศ ผลจากการคิดใหม่ทำใหม่ ได้สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งโอกาส ทำให้เกิดการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ รวมถึงกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค 
    เรานำเงินกลับสู่กระเป๋าของคนไทย เราฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของคนไทย เรากลายเป็นผู้นำของภูมิภาค เรามีบทบาทอันเข้มแข็งในเวทีโลก เราจึงกล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า รัฐประหาร 2549 ได้ตัดตอน และพรากโอกาสจำนวนมากทิ้งไปจากประเทศไทย เผด็จการที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานต่อเนื่องผ่านการรัฐประหาร ทั้งในปี 2549 และปี 2557 ไล่มาจนถึงการสืบทอดอำนาจในปี 2562 ได้เซาะกร่อนบ่อนทำลาย และแช่แข็งประเทศไปกับความสิ้นหวัง 
ยากเยียวยากว่าทุกครั้ง
    คุณหญิงสุดารัตน์ยังเผยว่า ไม่เพียงปัญหาปากท้องที่วิกฤติอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทว่าความเหลื่อมล้ำในด้านสังคมและเศรษฐกิจยังปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกพื้นที่ พี่น้องประชาชนบอกกับผู้แทนของเราว่า นอกจากเงินหายไปจากกระเป๋าแล้ว ที่สำคัญเขายังบอกด้วยว่า ประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชนได้หายไป รวมทั้งความยุติธรรมก็ได้หายไปจากประเทศด้วย คนรุ่นใหม่แทบจะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ภายใต้การปกครองประเทศของเผด็จการที่สืบทอดอำนาจ 
    "โดยเหตุทั้งหมดนี้ จะผิดอะไร หากเยาวชนคนหนึ่ง นักศึกษาคนหนึ่ง ประชาชนคนหนึ่ง จะออกจากบ้านมาชุมนุม เพื่อเรียกร้องโอกาสที่ดีกว่าให้กลับคืนสู่ประเทศ หลังจากที่ถูกพรากมันไปมายาวนานกว่า 14 ปี"
    คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า ขอส่งสารไปยังผู้มีอำนาจในโอกาส 14 ปี 19 กันยา ว่าวิธีการที่ผิด จะไม่ช่วย และไม่เคยนำพาพวกเราไปสู่เป้าหมายที่ถูก เหมือนที่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ยิ่งนำพาคนไทยเผชิญกับการสูญเสียโอกาสอย่างหนักหน่วง ยากเยียวยากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นี่เป็นเวลาที่ผู้มีอำนาจต้องตระหนักถึงความต้องการของประชาชน รับฟังและเคาะสิทธิของประชาชน แสวงหากติกาใหม่ที่ได้การยอมรับจากทุกฝ่าย ด้วยการคืนอำนาจการเขียน รธน.ใหม่ให้ประชาชน เพื่อเป็นทางออกจากวิกฤติของประเทศอย่างสันติ เพื่อให้โอกาสประชาชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของประเทศด้วยตัวเขาเอง
    นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มานาน 14 ปี คนที่ชื่อทักษิณ แม้อายุจะล่วงเลยเกิน 70 ปีไปแล้ว แต่คุณทักษิณก็ยังเป็นคุณทักษิณ มีแต่โทษคนอื่น ไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี ทำผิดไม่เคยรับผิด แม้ศาลท่านจะตัดสินแล้ว อยากบอกว่าคนไทยจิตใจดี ลืมง่าย ให้อภัย แต่ต้องรู้จักสำนึก แต่ถ้าไม่มีสำนึก เอาแต่โทษคนอื่น คนไทยก็จะจดจำไปอีกนาน
    ฝากช่วยบอกลูกอาซ้อไทยซัมมิทด้วยครับ เพราะท่าทางจะไปในแนวเดียวกัน ทำผิดไม่สำนึก การระดมคนมาวันนี้ ในเชิงความเลวร้ายของรัฐบาล ไม่มีอะไรชัดเจนเหมือนรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ แต่ดูเหมือนต้องการมาแก้แค้นเท่านั้นเอง
    เขายังระบุว่า แปลกไหมครับ ม็อบปลดแอกทำไมต้อง 2475 คนรุ่นนั้นไม่มีใครหลงเหลือแล้ว ยังพยายามขุดขึ้นมาบิดเบือน สิ่งนี้ทำให้ ประชาชนอยู่ดีกินดีหรือไม่ แม้เวลาจะผ่าน 88 ปี แต่ก็ยังออกมาสร้างจินตนาการ บิดเบือนความจริง อ้างชื่อคณะราษฎร แต่ราษฎรทั้งประเทศ ไม่รู้เรื่องต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น
    ความจริงก็คือพวกอีลิทเด็กนอก ได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนที่ฝรั่งเศส มักใหญ่ใฝ่สูง สมคบกับกองทัพในขณะนั้น อยากให้เป็นแบบฝรั่งเศส ปล้นพระราชอำนาจ แต่อ้างว่าปฏิวัติโดยราษฎร จบด้วยการแย่งชิงอำนาจกันเอง แค่นี้ก็บิดเบือนความจริงของประวัติศาสตร์
พวกโกงชาติโกงแผ่นดิน 
    ถ้าไม่มีการปล้นพระราชอำนาจเสียก่อน ปล่อยให้เป็นไปตามแผนที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 วางแผน เหมือนการเลิกทาส สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ระบอบประชาธิปไตยของชาติน่าจะได้นักการเมืองที่ดีกว่านี้ กระดุมแห่งประชาธิปไตยเม็ดแรก กลัดผิดมา 88 ปี แทนที่จะแก้ไข วันนี้ยังขืนดื้อดึง
    นพ.วรงค์ระบุว่า การรื้อฟื้นภารกิจ 2475ในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะล้มล้างอำนาจรัฐ แต่หวังใหญ่กว่านั้นคือ ล้มล้างสถาบัน อยากจะมาเป็นประธานาธิบดีเสียเอง โดยไม่ตักน้ำใส่กะลา ดูเงาหัวตนเองเสียเลย แค่เงินเมย์เดย์ 3,000 บาทถ้วนหน้า ยังโกหกไม่โปร่งใส มาก่อนได้ก่อนก็ยังไม่จริง ยังกล้ามาหลอกลวงประชาชนอีก
    ในขณะที่รัฐบาล พวกโกงชาติโกงแผ่นดิน เช่น จำนำข้าว หลายแสนล้านบาท ต้องเอาเงินประชาชนมาใช้หนี้ปีละ 50,000 ล้านบาทนานถึง 16 ปีกลับเงียบ
    ใช้อำนาจแก้กฎหมาย ให้ต่างชาติถือหุ้นโทรคมนาคมจาก 25% มาเป็น 50% หลังกฎหมายมีผล ก็ขายหุ้นโดยไม่เสียภาษีสักบาท ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ กลับไม่ว่า
    ให้รัฐบาลพม่ากู้เงินชาติ ซื้อของตนเอง แต่เอาเงินประชาชนมาจ่ายสมทบค่าดอกเบี้ย ไปเจรจาการค้าตนเอง แต่เอาประโยชน์ชาติไปแลกเปลี่ยน ให้เมียซื้อที่หลวงราคาถูก เอาวันที่ 31 ธันวา.เป็นวันทำงาน เผื่อโอนที่ไม่เสร็จ
    จังหวัดไหนไม่เลือกไม่ดูแล แทรกแซง กกต.จนต้องติดคุก เอาถุงเงินไปให้ศาล แต่ศาลไม่รับ รวมทั้งออกกฎหมายล้างผิดเพื่อให้คนโกงกลับบ้านอย่างเท่ๆ แต่ไม่พูดถึงสักคำ
    รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ เท่ากับว่าได้รับการสถาปนาโดยประชาชน แต่อยากจะแก้โดยไม่เห็นหัวประชาชนแม้แต่น้อย
    เท่ากับว่าคนพวกนี้ ตั้งใจไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ กำลังสนับสนุนพวกปล้นชาติ โกงแผ่นดิน มีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อล้มล้างสถาบัน ครองอำนาจรัฐ โดยไม่สนใจความถูกต้อง เปรียบแล้วก็เหมือนลูกเศรษฐี ที่ได้รับการตามใจ อยากได้ของเล่น แต่ลืมคิดไปว่า นี่คือประเทศ ไม่ใช่บริษัทของแม่
    นพ.วรงค์ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้ว ถ้ายังดื้อดึง ที่อยากจะได้ ต้องออกมาเล่นเอง หยุดหลอกลวงลูกหลานประชาชนได้แล้ว เพราะนี่คือประเทศไทย ไม่ใช่ไทยซัมมิท จะได้รับรู้ว่าประชาชนคนไทยนั้นรักและหวงแหนประเทศชาติขนาดไหน เลิกเป็นอีแอบได้แล้ว คนไทยจะไม่ยอมให้คนพวกนี้อยู่ประเทศไทย
    นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิงล้อการโพสต์ข้อความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้โพสต์ข้อความถามถึงคนไทยว่า 14 ปี จากการรัฐประหารชีวิตคนไทยเป็นอย่างไร โดยนายสุภรณ์ระบุว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 14 ปีของรัฐประหาร ขณะนั้นตนเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย และอยู่ในประเทศไทย
    “ผมขอตอบคำถามเดียวครับว่า 14 ปีมานี้ เด็กไทยชีวิตคนไทยโดยรวมเป็นไงบ้าง สิ่งที่เด็กๆ ไทยและคนไทยได้เห็นความแตกต่างจากอดีตเมื่อ 14 ปีที่แล้ว โดยได้ยินพ่อแม่คุยกันว่า ไม่เห็นเผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมากลากไป ไม่เห็นการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจนายทุน ไม่เห็นการออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ญาติพี่น้องในเครือข่ายนักการเมือง ไม่เห็นการออกนโยบายประชานิยมเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองตนเอง ไม่เห็นภาพผู้นำรัฐบาลที่มีการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง และที่สำคัญที่สุดไม่เห็นการออกนโยบาย อภิมหาเมกะโปรเจ็กต์เพื่อประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือน 14 ปีที่ผ่านมา" 
    เขากล่าวว่า ในฐานะเป็นคนไทย ผมรักประเทศไทย รักผืนแผ่นดินไทย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คิดว่าเด็กๆ และคนไทยคงปรารถนาอยากให้ประเทศไทยพ้นจากการมีนักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจเพื่อทำธุรกิจการเมืองเอื้อประโยชน์ธุรกิจให้กับตนเองและพวกพ้อง คนไทยจะมีความสุขและชื่นชมนักการเมืองไทย และจะเป็นภาพพจน์ที่ดีในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน
    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า การร่วมชุมนุมสามารถทำได้ตามหลักสิทธิเสรีภาพ ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย  โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความผ่านทาง Social Media ทุกช่องทาง ขอให้กระทำด้วยความระมัดระวัง ไม่เผยแพร่ข้อความที่เป็นเท็จ บิดเบือนหรือข่าวปลอม รวมถึงต้องไม่ยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยกในสังคม ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ 
เพื่อไทยเตรียมชิ่งม็อบ
    "ที่สำคัญ ต้องไม่ละเมิดสถาบันหลักของประเทศ เพราะการ กระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ จะติดตามและเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน หากมีการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการในทางคดีอย่างจริงจัง" รมว.ดีอีเอสกล่าว
    ที่บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง คณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงาน และนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย คณะทำงาน ร่วมกันแถลงข่าว
    นายสมคิดกล่าวว่า เริ่มผิดสังเกตตั้งแต่เวลา 10.00 น. มีผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเข้าพื้นที่จำนวนมาก โดยช่วงประมาณ 13.30 น. ทีมงานของเราประมาณการมีผู้ชุมนุมประมาณ 15,000-20,000 คน ได้รับการร้องทุกข์จากผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจเข้ม ก็ขอฝากเจ้าหน้าที่ให้ทำตามหน้าที่ได้ แต่อย่ากีดกัน เพราะคนเหล่านั้นแสดงออกทางการเมืองตามสิทธิเสรีภาพ ไม่มีพฤติกรรมส่อไปในทางที่ไม่ดี วันนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่ว่าจะเกิดอะไรที่ไม่ดีเลย
    เมื่อถามว่า หลายฝ่ายเป็นห่วงเกี่ยวกับเนื้อหาก้าวล่วงสถาบันฯ บนเวทีปราศรัย นายสมคิดกล่าวว่า ตนไม่ก้าวล่วง เพราะไม่ใช่หน้าที่ ไม่ขอเข้าร่วมผู้ชุมนุม เราทำหน้าที่เพียงเก็บข้อมูล ส่วนเวทีกับเนื้อหาชุมนุมเป็นสิทธิของผู้ปราศรัย
    ถามต่อว่า จะมีการเคลื่อนม็อบ คณะทำงานจะตามไปด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า เราจะยังอยู่ที่นี่ก่อน ไม่เคลื่อนไปตามม็อบ และขอประเมินสถานการณ์คืนนี้ก่อน
    ด้านนายสงวนกล่าวว่า แม้จะปิดสัญญาณหมด ก็เชื่อว่าจะมีการส่งข่าวสารได้ คาดว่าการชุมนุมในวันนี้น่าจะเหมือนกับเหตุการณ์ในฮ่องกงที่ไม่มีการนำ เมื่อสังคมภายนอกตั้งคำถามถึงผู้บริหารประเทศได้ทุกเรื่อง แปลว่าเขาผ่านความกลัวไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับเชื่อว่ากลัวที่สุดคือดีที่สุด ส่วนที่อยู่ตรงกลางมีแต่สื่อมวลชนที่จะช่วยอธิบายสถานการณ์ มั่นใจว่าวันนี้จะไม่มีความรุนแรง และพวกเราจะเป็นสะพานเชื่อมรายงานปัญหาถึงเจ้าหน้าที่.


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'