ม็อบท้าทายสถาบัน ปักหมุดคณะราษฎรที่2/ชงเลิกใช้'ธนาคารไทยพาณิชย์'


เพิ่มเพื่อน    


    ม็อบท้าทายสถาบัน แกนนำเปลี่ยนแผนไม่บุกทำเนียบฯ อ้างไม่อยากปะทะ แต่ยื่นหนังสือผ่านประธานองคมนตรี ผบช.น.รับแทน ยังเหิมเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ  พร้อมประกาศแนวทางต่อสู้อีก 8 ข้อ พิลึก! ทำพิธีกรรมไสยศาสตร์เชิญดวงวิญญาณแกนนำคณะราษฎร-เทพยดาเป็นสักขีพยานปักหมุด "คณะราษฎร” หมุดที่ 2 กลางสนามลวง "เพนกวิน" ฟุ้งประสบความสำเร็จมหาศาล นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกคนที่ช่วยกันทำให้สถานการณ์เรียบร้อย "จตุพร" สอนรุ่นน้อง นปช.คนมามากกว่านี้หลายเท่า ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นักวิชาการเย้ยปัดหมุดฝาถังเกรอะโถส้วมวันอัปมงคล จะย้อนกลับมาแก่ผู้กระทำพิธี
    การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม   บริเวณท้องสนามหลวง ได้ยุติลงแล้วเมื่อช่วงสายของวันที่ 20 กันยายน หลังปักหลักชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนจะนัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ย.นี้ที่รัฐสภา
    โดยบรรยากาศช่วงเช้า เวลา 06.00 น. ที่ท้องสนามหลวง ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมได้เริ่มทำกิจกรรมวันที่สอง และมีการแจกจ่ายหนังสือ "ปกแดง" ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าเวทีมีการขุดพื้นปูนซีเมนต์เพื่อเตรียมปักหมุดทองเหลือง 11.6 นิ้ว และอ่านแถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 2 
    พร้อมกันนั้นได้มีการนำเหรียญที่ระลึกจำลองหมุดคณะราษฎรเป็นรูปชูสามนิ้วมาจำหน่าย โดยให้ผู้ประสงค์จะซื้อเหรียญดังกล่าวสามารถจ่ายเงินเท่าใดก็ได้ โดยเหรียญดังกล่าวจารึกอักษรว่า “ที่นี่ ผองราษฎรได้แสดงเจตนารมณ์ ประเทศนี้เป็นของราษฎร  ไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง”
    จากนั้น เวลา 06.27 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำผู้ชุมนุม ได้กล่าวถึงคุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หัวหอกหลักในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายครอง จันดาวงศ์ นายจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อน นศ. วันที่ 6 ตุลา วีรชน 35 ฯลฯ ถ้าท่านเกิดเป็นเทวดา จงเหาะเหินมา ณ ที่นี้   ตัวท่านตาย แต่ความคิดไม่สูญหาย ขอเชิญวิญญาณของวีรชนที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม เป็นสักขีพยานกับคณะราษฎรที่ยังไม่มีวันตาย
    ขออัญเชิญพระไพรีพินาศ ร.4 จัดทำขึ้น ผู้ที่ทำร้ายต่อแผ่นดินจะต้องพินาศ และขอความศักดิ์สิทธิ์ของหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ขอให้คุ้มครองชาติ ซึ่งไม่ใช่ของใครคนใด ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตในหมุดคณะราษฎรนี้ด้วยเทอญ พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมชู 3 นิ้ว 6 วินาที เพื่อระลึกถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร
    และในเวลา 06.39 น. จึงได้ทำพิธีปักหมุดและยึดหมุดตอกลงบนพื้นด้านหน้าเวที ซึ่งด้านหลังเวทีเป็นตำแหน่งของต้นมะขามในตำแหน่งที่มีการแขวนคอ นศ. เมื่อเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 
    ขณะเดียวกัน ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังโดยรอบ ไม่อนุญาตให้รถทุกชนิดเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนก็ห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมทั้งได้มีการนำแท่งแบริเออร์ขนาดใหญ่และรั้วลวดหนามมาปิดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมข้ามมายังทำเนียบรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลได้เรียกแถวเตรียมความพร้อมหลังจากที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่า เวลา 08.00 น. จะนำมวลชนเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี 
    ต่อมา เวลา 08.00 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ พร้อมด้วย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง, นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมแกนนำคนอื่นๆ นำมวลชนยืนตรงเคารพธงชาติพร้อมกับชู 3 นิ้วบริเวณด้านหน้าเวที 
    จากนั้นนายพริษฐ์ได้ประกาศบนเวทีถึงบิ๊กเซอร์ไพรส์ใหญ่ที่สุดว่า ยุทธศาสตร์ขับไล่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และพวกพ้อง เราประกาศว่าจะไปไล่พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบฯ แต่เมื่อคืนตนคิดกับเพื่อนๆ เราจะไม่ไปทำเนียบฯ แต่จะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือ ทั้งข้อเรียกร้อง 3 ข้อ รวมถึงปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พาพี่น้องมาลั่นกลองรบและรักษาสัญญาว่าทุกคนต้องกลับบ้านปลอดภัย ดังนั้นเราจะไม่เข้าปะทะ พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนมือเปล่า แต่มีหัวใจและอุดมการณ์เอาชนะ และต่อสู้ด้วยความคิดขั้นต้น เราชนะไปหลายคืบแล้ว
ยื่นหนังสือปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ
     หลังจากนั้น เวลา 08.15 น. นายพริษฐ์พร้อมแกนนำขึ้นรถประกาศพามวลชนเคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวงด้วยการลั่นกลองสะบัดชัยบนเวที โดยแกนนำใช้เส้นทางออกจากสนามหลวงฝั่งศาลฎีกา เพื่อไปยื่นหนังสือถึงองคมนตรี ขณะที่กลุ่มมวลชนต่างพากันเก็บของและตั้งขบวนเดินตามรถแกนนำอย่างพร้อมเพรียง
     ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการตั้งแถวสองแถวพร้อมแผงเหล็กเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนผ่านบริเวณหน้าศาลฎีกา รวมถึงมีการนำรถเมล์จำนวนหนึ่งมาปิดกั้นขวางทางไว้อย่างเข้มงวด โดยแกนนำมอบหมายให้ น.ส.ปนัสยา เป็นตัวแทนไปยื่นหนังสือและพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่ 
    ขณะที่ตำรวจควบคุมฝูงชนต้องบล็อกพื้นที่บริเวณด้านหน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน มี พล.ต.ต.เมธี รักพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) ควบคุมกำลังตำรวจ และสั่งเสริมกำลังประจันหน้ากับผู้ชุมนุม จากนั้น น.ส.ปนัสยาได้เข้าไปเจรจากับตำรวจเพื่อเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเดินไปวัดพระแก้ว ซึ่ง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มาเป็นตัวแทนเจรจากับ น.ส.ปนัสยา
    ทั้งนี้ มี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ว่าที่ ผบ. ตร. มาดูแล สถานการณ์ด้วยตัวเอง ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมติดตามการชุมนุมและเคลื่อนขบวนออกจาก ท้องสนามหลวงด้วย 
     จากนั้นเวลา 08.45 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดทางให้ น.ส.ปนัสยา และแกนนำอีก 1 ราย เดินเท้าเข้าไปในหลังแนวกั้น โดยมี ผบช.น. ร่วมด้วย กระทั่งเวลา 08.58 น. พล.ต.ท.ภัคพงศ์เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือจาก น.ส.ปนัสยา โดย น.ส.ปนัสยาได้ขอคำสัญญากับ ผบช.น. ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว พร้อมอ่านข้อเรียกร้องบางส่วน โดย ผบช.น.ได้กล่าวว่าจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
     หลังจากยื่นหนังสือแล้ว น.ส.ปนัสยาให้สัมภาษณ์ว่า เข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดจริงๆ เพราะเราไม่อยากให้เกิดการปะทะ ไม่อยากให้ใครเจ็บ ต้องดูว่า ผบช.น.จะดำเนินการให้หรือไม่ หากไม่ดำเนินการคราวหน้าก็เจอกัน ยอมรับว่าทำได้แค่นี้ จะติดตามว่าเป็นอย่างไรต่อไป
       ต่อจากนั้นแกนนำได้เดินเข้าไปยังเวทีกลาง โดยเวลา 09.15 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ประกาศแนวทางการต่อสู้หลังจากนี้ 8 ข้อว่า 1.ได้ยินเพลงชาติที่ไหนให้ชูสามนิ้ว 2.ได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ไม่ต้องยืนขึ้น แต่ให้ชูสามนิ้วขึ้นด้วย 3.ให้ผูกโบขาวไว้หน้ารถเพื่อให้รู้ว่ารักประชาธิปไตย 4.เขียนแผ่นป้ายประจานเผด็จการตามที่ชุมชนต่างๆ 5.ถ้าเจอขบวนรถของกลุ่มคนอภิสิทธิ์รวมไปถึงขบวนเสด็จให้บีบแตรใส่ 6.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปจังหวัดไหนขอให้ขึ้นป้ายคนจังหวัดนั้นไม่ต้อนรับเผด็จการ 7.นัดหยุดงานประท้วงรัฐบาล เริ่มต้นจากลาพักร้อนวันที่ 14 ตุลา พร้อมกันทั่วประเทศ และ 8.ทุบหม้อข้าวเผด็จการเลิกใช้บริการธนาคารไทยพาณิชย์ 
    นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 24 ก.ย. ใครที่มีเวลาขอให้ไปที่รัฐสภา ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไปดูว่าจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนหรือไม่
    หลังจากนั้น เวลา 09.30 น. นายพริษฐ์กล่าวขอบคุณผู้ชุมนุมที่มาร่วมชุมนุม ขอให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ และจะไม่หยุดจนกว่าอำนาจมืดจะหมดไป ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ
"เพนกวิน"ฟุ้งประสบความสำเร็จ
    ทั้งนี้ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมออกจดหมายเปิดผนึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ โดยมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและกลุ่มเครือข่ายผลประโยชน์ที่ถูกแต่งตั้งมา โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อธำรงไว้ซึ่งอำนาจของระบบเผด็จการลาออกทั้งหมด 2.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะต้องมีการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องร่างใหม่ได้ทุกหมวด ทุกมาตรา โดยเฉพาะหมวดพระมหากษัตริย์ 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามแนวทางที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เรียกร้อง 10 ข้อ ข้อเสนอดังกล่าวไม่มีข้อใดมีเนื้อหาล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไม่ หากแต่เป็นไปเพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์
     ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายพริษฐ์กล่าวภายหลังยุติการชุมนุมว่า การชุมนุมที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจากการต่อสู้อันยาวนานของเราคือ 1.เราได้ทวงคืนจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ทำเพื่อประชาชนและ ประชาธิปไตย นักศึกษาและประชาชนได้ร่วมกันทวงคืนจากอธิการที่รับใช้เผด็จการ 2.เราได้ยึดคืนสนามหลวงวันนี้เรามาคืนความเป็นชีวิตให้กับสนามหลวง และเราได้ปักหมุดเพื่อให้สนามหลวงเป็นสนามราษฎรโดยสมบูรณ์ หากมีใครมารื้อหมุดเราก็ปักใหม่ได้ อีกทั้งการรื้อหมุดก็เหมือนการเหยียบหน้าประชาชน หากใครรื้อขอให้พบเจอแต่สิ่งอัปมงคล 3.เราส่งตัวแทนของเรายื่นหนังสือถึงพระมหากษัตริย์โดยตรง จ่าหน้าซองถึงพระมหากษัตริย์เป็นตัวอย่างให้ทุกกลุ่มทุกองค์กรว่า ต่อไปนี้ราษฎรอย่างพวกเรา สามารถสื่อสารไปยังพระมหากษัตริย์ได้เหมือนกัน และ 4.เราพิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด แม้กระทั่งโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
    ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลเรื่องหมายจับและคดีความหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่สนใจ เพราะหมายจับนี้ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ตั้งแต่แรก ถูกจับทุกหมายที่ผมโดน เป็นประจักษ์พยานของความเน่าเฟะของระบบการเมืองและความยุติธรรมไทย ถ้าคุณจะจับนักศึกษาคนหนึ่งเพียงเพราะเขามาเรียกร้องประชาธิปไตย ก็เอาสิ ผมโดนมาแล้วหนึ่งรอบ จะกลัวอะไรอีกสักรอบ”
     เมื่อถามว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องล้มล้างการปกครอง นายพริษฐ์กล่าวว่า 10  ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีข้อใดที่ล้มล้างการปกครองบ้าง มีแต่บอกว่านี่คือการแก้วิกฤติศรัทธา ถ้าคุณคิดว่าเราไม่ล้มเจ้า เราก็ไม่ล้มเจ้า แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเราล้มเจ้า เท่ากับจะผลักให้เราล้มเจ้าไปจริงๆ เลยใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดู และนี่ไม่ใช่การบอกกับตนและเพื่อน เพราะพวกเราเป็นตัวแทนของคนที่คิดเหมือนกัน ซึ่งเมื่อวานก็มากันกว่า 200,000  คน นั่นคือการตีตรากว่า 200,000 คนคือคนล้มเจ้า และทุกคนที่เห็นด้วยที่มีมากกว่าครึ่งประเทศว่าล้มเจ้า ก็ฝากศาลรัฐธรรมนูญให้คิดให้ดี
    ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล หลังแกนนำผู้ชุมนุมประกาศเปลี่ยนจุดหมายเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องที่ทำเนียบองคมนตรี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงประจำการด้านในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นายประทีป กีรติเลขา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังติดตามสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคง 
    ด้านนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เตรียมพร้อมเพื่อเป็นตัวแทนรัฐบาลในการรับหนังสือข้อเรียกร้อง เปิดเผยว่า แม้เบื้องต้นแกนนำผู้ชุมนุมประกาศเปลี่ยนสถานที่ในการยื่นหนังสือข้อเรียกร้องแล้ว แต่ตนยังจะมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์เป็นระยะอยู่ในทำเนียบฯ ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทั้งนี้ การชุมนุมเป็นพื้นฐานการแสดงออกทางประชาธิปไตย สามารถที่จะชุมนุมได้อย่างสงบ และจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนเกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ฝากเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ขอให้ระมัดระวัง อย่ากระทำการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุส่อไปในทางที่ผิดกฎหมาย ผู้ที่รักษากฎหมายจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อที่จะไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น 
นายกฯ ขอบคุณทุกฝ่าย
    นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกคน ที่ช่วยกันทำให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่และประชาชนได้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการยั่วยุ เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น​ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งหวังให้ประชาชนมีสิทธิในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ภายใต้รัฐธรรมนูญและในกรอบของกฎหมาย ในขณะเดียวกัน นายกฯ ขอให้คนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ สามารถดำเนินการให้ผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จด้วยดีด้วยกัน
    พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี​ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้เตรียมการ  อำนวยการและปฏิบัติงานในการติดตาม อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  พร้อมทั้งขอขอบคุณผู้เข้าร่วมชุมนุม ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้า หน้าที่และร่วมกันชุมนุมอย่างสันติวิธีที่ผ่านมา
    ทางด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการชุมนุมกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชน คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการยุบเต็นท์คณะทำงานไม่ไปร่วมสังเกตการณ์การผู้ชุมนุมในวันที่ 20 ก.ย. ว่าเนื่องจากภารกิจของคณะทำงานเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 19 ก.ย. ที่ได้รวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว ทั้งกรณีการคุกคามประชาชนที่พบว่าไม่มีการคุกคามประชาชน รวมถึงข้อเสนอเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญและการยุบสภาในการชุมนุมก็ได้รวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว จึงเห็นว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนขบวนของกลุ่มนักศึกษาในช่วงเช้าวันที่ 20 ก.ย. ให้เป็นเรื่องของกลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการเอง จึงไม่มี ส.ส.เพื่อไทยไปร่วมสังเกตการณ์วันดังกล่าว
       นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี แนวร่วมนักเรียน นิสิต นัก ศึกษา ประชาชน นัดหมายชุมนุมครั้งหน้าวันที่ 23 ก.ย. ที่ลานคนเมือง วันที่ 24 ก.ย.ที่รัฐสภา เพื่อไปสังเกตการณ์การประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่ม เติมรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลต้องคิดวิเคราะห์ให้ดี อะไรคือปัจจัยหลักที่มีคนออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลใจกลางเมืองหลวงพร้อมๆ กันมากกว่า 2 แสนคน หากนับรวมคนที่ติดตามและมีส่วนร่วมทางการชุมนุมจากแพลตฟอร์มการสื่อสารรูปแบบต่างๆ อาจทะลุมากกว่า 10  ล้านคน ถ้ารัฐบาลคิดจะเบี้ยวข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระวังจะจบไม่สวย ถ้ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหา ต้องตัดสินใจเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงใจโดยเร็ว 
     นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ติดตามสถานการณ์การชุมนุม โดยสนับสนุนหากการชุมนุมเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญคือ สงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งก็มีการประกาศยุติการชุมนุม โดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่มีความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับคำปราศรัยของแกนนำบางคนที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงค่อนข้างชัดเจน ขณะที่การเรียกร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการบริหารราชการแผ่นดินแทบจะลดน้อยถอยลงไป
นปช.คนมากกว่าหลายเท่า
     "ถ้าการขึ้นเวทีปราศรัยของทนายอานนท์ นำภา มีลักษณะก้าวล่วงสถาบัน อันนั้นต้องแยกออกจากกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะนำทั้งหมดที่เกี่ยวกับการชุมนุมมาวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่ามีส่วนใดที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และส่วนใดที่อยู่นอกกฎหมายก็ต้องว่ากันต่อไป ซึ่งการขึ้นปราศรัยของแกนนำบางคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจ" นายราเมศกล่าว
     ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยื่นผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงประธานองคมนตรี นายราเมศกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเรียกร้อง แต่หากเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน จะต้องดูถึงความเป็นไปได้ ประกอบกับถ้อยคำบนเวทีปราศรัยเกินกว่ากรอบของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องจับตามอง
    ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซ.นวลจันทร์ รามอินทรา 40 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า เมื่อวานตนได้สแตนด์บายอยู่ตรงนี้ และมีเหตุผลว่าทำไมตนยังจะต้องอยู่รอบนอก เพราะในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนนั้นจะต้องมีคนคัดท้ายอยู่บ้าง การต่อสู้ไม่ได้จบภายในวันเดียว หนทางนี้ยังยืดเยื้อยาวนาน ถัดจากวันนี้ไปก็จะเป็นเรื่องเตรียมการของแต่ละฝ่าย และจะวิวัฒนาการตามลำดับ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องบัตร 2 ใบเรื่องปิดสวิตช์ ส.ว.เหล่านี้ไม่ได้ง่าย ดังนั้นอย่าชะล่าใจ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไทยต้องคิดที่จะบริหารประเทศไทยอย่างไร แต่ในทางปฏิบัติคนในรัฐบาลบางคนคิดจะเป็นนายกฯ ตามมาตรา 7 โดยที่นายกฯ ก็ไม่รู้จะต้องติดตามสถานการณ์ คนที่ผ่านสนามก็รู้มันเพิ่งเริ่มเท่านั้น อย่าไปตกใจกับคนเท่านี้ เราคนมากกว่านี้หลายเท่า ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อไป หวังว่าในเหตุการณ์ต่างๆ รัฐบาลควรได้รับบทเรียนกันพอสมควร ว่าการใช้หลักนิติศาสตร์มากกว่าหลักรัฐศาสตร์ทำให้คนเพิ่มปริมาณขึ้น 
    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า การยุติการชุมนุมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงและการรัฐประหารกลุ่มผู้นำรัฐบาล กลุ่มผู้นำรัฐสภาควรเปิดเวทีเจรจากับแกนนำการชุมนุมหากรัฐบาลไม่สะดวกใจที่จะดำเนินการ ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ ขออาสาเปิดเวทีเพื่อให้มีการปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ ขอคัดค้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ และเราขอต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ อันเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยและกฎหมายอันชอบธรรม ทางคณะกรรมการสถาบันจะจัดตั้ง “คณะทำงานเพื่อช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย” และจะออกแถลงการณ์เป็นระยะๆ เพื่อมีส่วนในการช่วยทำให้ สถานการณ์ไม่ถลำลึกสู่วิกฤตการณ์รุนแรง และนำไปสู่การเจรจาหารือสานเสวนาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศและประชาชนได้
    นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ม้วนเดียวจบ ชุมนุมบึ้มๆ 19 กันยายน โม้ว่ามีเซอร์ไพรส์ คนจะมาเรือนแสน สุดท้ายได้แค่นี้  อ้างว่าสะสมชัยชนะ เพื่อขับเคลื่อนต่อไปในวันหน้า ไอ้ที่ว่าแตกหักก็แค่นี้เอง ปักหมุด 20 กันยา ยื่นถวายฎีกาให้สถาบันฯ ปฏิรูปแกนนำและนักการเมืองที่หนุนหลัง คนนอกอย่างริชาร์ด บาร์โรว์ บล็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่ลงพื้นที่ชุมนุม เขียนลงเฟซบุ๊กว่า มีคนมาชุมนุมเพียงสองหมื่นคนเท่านั้น ประการสำคัญ คนที่มาร่วมม็อบแทนที่จะเป็นนักเรียน นักศึกษา กลับเป็นคนเสื้อแดง นปช.ที่มายึดพื้นที่เป็นมวลชนหลักของม็อบครั้งนี้ คนทั้งประเทศไม่เห็นด้วยเรื่องสถาบันฯ อย่างแน่นอน แต่อย่าลืมนะ แกนนำได้กระทำผิดกฎหมายหลายข้อหาหลายมาตรา ส่วนคนที่ศาลให้ประกันตัว อาจถูกถอนประกัน งานนี้ตัวใครตัวมัน เสร็จจากนี้ 14 ถึง 21 วัน สาธารณสุขคงต้องลงพื้นที่ตรวจหาการแพร่ระบาดใหญ่ของเชื้อโควิดที่อาจฝังตัวซ่อนอยู่ในกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุม
     นายสุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า นี่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ว่า 'ไม่เอาเจ้า' ของพวกแกนนำม็อบที่เป็นกลุ่มเยาวชนปลดแอก ม็อบที่มาจริงๆ เมื่อวานนี้ ให้เต็มที่สุดๆ คือ 50,000 คนเท่านั้นตามการประเมิน จริงๆ แล้วต่อให้มาเป็นแสนคนจริง ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วยังไง? เคยบอกไปตั้งแต่เกิดม็อบ 10 สิงหาคมแล้วว่า เรื่องนี้มันเป็น 'ตลกร้าย' ตั้งแต่แรกๆ  ผมยังได้เคยชี้ไปแล้วด้วยว่า "คนรุ่นใหม่" ที่หมกมุ่นกับการปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎร ไม่มีทางนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตแห่งยุค Datsism ของศตวรรษที่ 21 ได้ มีแต่พาเข้ารกเข้าพงเท่านั้น ส่วนพวกแกนนำที่ออร่า สู้แกนนำพันธมิตรฯ, แกนนำ นปช. และแกนนำ กปปส.ไม่ได้ แบบห่างชั้นกันมากเลย คงสะสมคดีอาญาต่อไปเหมือนพวกรุ่นพี่ก่อนหน้า     
ปัดหมุดฝาถังเกรอะวันอัปมงคล
     นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์ โพสต์ว่า การอ่านประกาศคณะราษฎรและฝังหมุดคณะราษฎร หมุดที่สอง ซึ่งเป็นหมุดทองเหลืองขนาด 11 นิ้ว บริเวณท้องสนามหลวงของกลุ่มเด็กเลว เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น พิธีกรรมประหลาด กระทำการกันตอน  06.40 น. พราหมณ์ปลอม ตุ๊ดตู่ เด็กโรคจิต มาพร้อมเพรียงกัน โบกปูนเสร็จสรรพ แถมสาปแช่งคนถอนหมุดนี้ ขอให้พบแต่ความวิบัติฉิบหาย เสื่อมลาภ เสื่อมยศ  หากแต่หมุดหมายนี้เด็กเลวที่รุมปักลงกลางท้องสนามหลวงทุ่งพระเมรุ ถ้าจะมีผลมันก็คือการแช่งชักตนเอง เมื่อมีการถอนหมุดคณะราษฎรที่ลานพระราชวังดุสิต ก็มิได้มีผลอะไรในทางสาปแช่งเช่นกัน หมุดอันใหม่นี้จึงเป็นเพียงฝาถังเกรอะโถส้วมเท่านั้น เทศกิจควรถอนหมุดนี้ออกจากท้องสนามหลวงโดยเร็ว เอาไปชั่งกิโลขายซาเล้ง ไม่มีผลอะไรในทางสาปแช่ง สุนัขเยี่ยวรดกันสนุกสนาน  วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นวาระสุดท้ายก่อนลาโรง สภาพม็อบนอกจากมุ้งมิ้งแล้วยังป๊อกแป็กอีกด้วย    
    นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ว่า ยิ่งเช้านี้ได้เห็นหมุดอุบาทว์ คณะราษฎร หมายเลข 2 ปักกลางพื้นคอนกรีตสนามหลวง ในวันอันเป็นวันอุบาทว์ห้ามทำการมงคล เวลา ที่ประกอบพิธีก็เป็นโจโรฤกษ์ อันเป็นสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้น พวกปลดแอกล้มเจ้า รู้หรือไม่ว่า สนามหลวงนั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงใด และการปักหมุดบนสนามหลวง ทำในกรณีใดเท่านั้น คำตอบคือการปักหมุดสนามหลวงเป็นการทำพิธีเพื่อก่อสร้างพระเมรุมาศ อันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและสั่นสะเทือนใจสำหรับคนไทยทั้งชาติที่ต้องสูญเสียพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นที่เคารพศรัทธาของปวงชนชาวไทย 
     "การตอกหมุดคณะราษฎรหลักที่สอง หมุดอัปรีย์ ฝาถังขี้เลอะเทอะเมื่อเช้านี้ ทำเพื่อหวังผลสิ่งใดกันแน่ เป็นเดรัจฉานวิชาที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ และเป็นการบังอาจเหิมเกริม และเป็นสัญลักษณ์อันไม่เป็นมงคลยิ่ง โดยคาดหวังผลสิ่งใด ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ก้าวล่วง จ้วงจาบหยาบช้าหรือไม่ การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำระยำสิ้นดี เป็นการอัปรีย์จัญไร เป็นอวมงคล และท้ายที่สุดเดรัจฉานวิชาเหล่านี้จะสะท้อนย้อนกลับมาแก่ผู้กระทำพิธีอุบาทว์ชาติชั่ว ให้มีอันเป็นไป" นายอานนท์กล่าว 
    พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ว่า สถานการณ์การชุมนุมม็อบล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแสดงตัวตน ธาตุแท้ออกมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสืบหาอีกแล้ว ประชาชนได้เห็นตัวตนชัดเจน ทั้งแกนนำ พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มทุนผู้สนับสนุนทุนและทรัพย์ ภาครัฐสามารถจัดการ ได้ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย จากนี้ขบวนการสามานย์นี้จะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ พรรคการเมืองและนักการเมืองที่สนับสนุนขบวนการสามานย์จะเริ่มทยอยถอนตัว รักษาระยะห่างกับแกนนำมากขึ้นเป็นลำดับ ขบวนการสามานย์จะเริ่มขาดความเป็นเอกภาพ สถานการณ์ในเดือน  ต.ค.63 จะสามานย์ยิ่งกว่า 19 ก.ย.63 นี้ แต่หากไม่เกิดการเผชิญหน้า แล้วสถานการณ์นับจากนี้ก็เป็นสถานการณ์ของม็อบคนบ้า ที่ผมขอเรียกว่า "ม็อบสาม สลึง"...พสกนิกรผู้จงรักภักดีต้องเตือนสติตนเองว่า "อย่าไปทะเลาะ อย่าไปตี อย่าไปทำ ร้ายคนบ้า"
    วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง พลังเงียบ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทั่วประเทศ จำนวน 1,651 ตัวอย่าง  ระหว่างวันที่ 10-19 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนของผู้สนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ กระจายตัวแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 33.9 สนับสนุน รัฐบาล, ร้อยละ 29.6 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 36.5 ระบุว่าตัวเองเป็นพลัง เงียบ ขออยู่ตรงกลาง
    เมื่อทำการวิเคราะห์แนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563  ถึงช่วงม็อบ 19 กันยายน พบว่า แนวโน้มกลุ่มคนสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ  21.8 ในช่วงเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 33.9 ในช่วงม็อบ 19 กันยายน ในขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลลดน้อยลงจากร้อยละ 57.3 ในการสำรวจช่วงเดือนกรกฎาคม เหลือร้อยละ 29.7 ในการสำรวจล่าสุด  ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มคนที่ระบุเป็นพลังเงียบเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 20.9 ในช่วงเดือนกรกฎาคม ขึ้นมาอยู่สูงสุดที่ร้อยละ  36.5 ในช่วงม็อบ 19 กันยายน 
     เมื่อถามถึงความตั้งใจจะเลือกพรรคการเมืองถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.5 จะเลือกพรรคที่เป็นการเมืองใหม่ ไม่สร้างความแตกแยกให้คนในชาติ ไม่โกงกิน มีผลงานลดความเดือดร้อนของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 5.3 จะเลือกพรรคเพื่อไทย, ร้อยละ 4.0 จะเลือกพรรคก้าวไกล, ร้อยละ 0.8  เท่านั้นจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 7.4 จะเลือกพรรคอื่นๆ
    นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ของกลุ่มพลังเงียบหรือร้อยละ 65.0 เห็นด้วยถ้านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพวก หันหน้ามาร่วมมือกับรัฐบาลแก้วิกฤติชาติและประชาชน กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 64.0 และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 61.7 เห็นด้วยถ้านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพวก หันหน้าเข้ามาร่วมมือกับ รัฐบาลแก้วิกฤติชาติและประชาชนร่วมกัน.


เชื่ออะไรผมอย่างได้มั้ย? คือผมจะบอกว่า..... เห็นความ "ดิบ-กระแดะ-ด้าน" ของนักเรียน-นักศึกษาใต้ปฏิบัติการล้างสมองของสามสัสแล้ว ไม่ต้องห่วงกันไปหรอกว่า เมื่อพวกนี้โตขึ้น จะเป็นผู้เข้ามากำหนดอนาคตประเทศ

ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ