จ่อเช็กบิลข้อหาแกนนำพรึ่บ


เพิ่มเพื่อน    


    "จักรทิพย์" ขอบคุณกำลังพลดูแลม็อบเรียบร้อยไร้เหตุรุนแรง ตร.จ่อเอาผิดผู้ชุมนุม 3 กระทง บุกรุกสนามหลวง-ปักหมุดคณะราษฎร 63 ถอดเทปปราศรัยพบเข้าข่ายดำเนินคดีแน่  กทม.เร่งสำรวจความเสียหายเล็งเช็กบิลย้อนหลัง "ศรีสุวรรณ" ร้องอธิบดีกรมศิลป์-ผอ.เขตพระนครรื้อหมุดทิ้ง ส.ว.ไล่บี้ฟันแกนนำข้อหาหนัก ม.112 กับ ม.116
    เมื่อวันที่ 20 กันยายน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.), พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปชัย รอง ผบช.น. และคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” และประชาชน ณ โรงเรียนวัดราชบพิธ
    พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้เป็นตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่มาปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ ที่ได้เสียสละ อุทิศกาย อุทิศใจ ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ด้วยความอดทน เข้มแข็ง ซึ่งเป็นไปด้วยการเรียบร้อย ไม่เกิดเหตุความรุนแรงหรือความสูญเสีย
    "การปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการได้รับชัยชนะ หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ให้เกิดความสูญเสียแก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ สุดท้ายได้ฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในอีกครั้ง และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาที่ตั้งโดยสวัสดิภาพ" ผบ.ตร.ระบุ
    ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะโฆษก บช.น. แถลงถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมทำการปักหมุดคณะราษฎร 63 ที่สนามหลวงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย 2 หน่วย คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่สนามหลวง และกรมศิลปากรรับผิดชอบโบราณสถาน หากเข้าข่ายความผิดชัดเจน ตัวแทนทั้ง 2 หน่วยงานจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยความผิดดังกล่าวจะมีโทษตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 32 ข้อหาทำให้โบราณสถานเสียหาย เสื่อมค่า ไร้ประโยชน์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ส่วนจะต้องดำเนินการเอาออกหรือไม่ หากไม่มีความจำเป็นในสนามหลวง กทม. ต้องมีการพิจารณาเพื่อนำออกไป
    "การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ แม้ว่าจะเหตุการณ์จะต่อเนื่องกันก็ตาม การทำผิดส่วนที่ 1 ตั้งแต่ออกจากมหาลัยธรรมศาสตร์เข้าสู่สนามหลวง ถ้าสนามหลวงเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ ถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนใช้ แต่การชุมนุมโดยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ถือว่าเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเข้าไปในท้องสนามหลวงแล้ว อยู่เกินเวลาที่กำหนด ถือว่าเป็นการกระทำผิดในส่วนที่ 2 การกระทำความผิดส่วนที่ 3 คือการปักหมุดตรงนี้ถือว่าเป็นส่วนเกิน ไม่ใช่สิ่งที่พึงมีในท้องสนามหลวง ทาง กทม.ต้องพิจารณาต่อไป ส่วนผู้ที่กระทำความผิดในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพและเสียงไว้หมด" พล.ต.ต.ปิยะระบุ    
ถอดเทปปราศรัยผิดฟันแน่
    เมื่อถามว่า แกนนำผู้ชุมนุมปราศรัยเนื้อหาไม่เหมาะสมจะดำเนินการอย่างไร รอง ผบช.น.กล่าวว่า เริ่มตั้งแต่มีการชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีพนักงานสอบสวนกว่า 40 นายเฝ้าดู รวมทั้งบันทึกภาพ บันทึกเสียง เพื่อพิจารณาว่าการปราศรัยหรือการให้สัมภาษณ์เข้าข่ายความผิดหรือไม่อย่างไร หากพบว่าเข้าข่ายความผิดก็จะดำเนินคดี
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางไปรับหนังสือข้อร้องเรียนจากผู้ชุมนุมว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของหนังสือฉบับนี้ โดยกระบวนการหลังจากนี้ย้ำว่าจะดำเนินการขั้นตอนไม่ช้า โดยสิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำตอนนี้คือ จะส่งน้องๆ กลับบ้านให้ปลอดภัยที่สุด
    สำหรับกรณีที่มีการนัดการชุมนุมอีกครั้งวันที่ 23-24 ก.ย.ที่รัฐสภานั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามและประเมินสถานการณ์ตามความเหมาะสมอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าแม้จะมีการจัดกำลังการรักษาความปลอดภัยตามแผนชุมนุม 63 แต่ยืนยันไม่ใช่แผนจัดการกลุ่มชุมนุมที่มุ่งใช้กำลัง แต่เป็นการนำข้อผิดพลาดและบทเรียนเก่าๆ ในการชุมนุมสาธารณะมาปรับ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีความสมบูรณ์ รัดกุม ได้มาตรฐานสากลมากขึ้น กฎเป็นไปตามกฎหมายที่มีการเปลี่ยนไป โดยการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลัง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยเท่านั้น
    อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ชุมนุมเช่นนี้เกิดตั้งแต่เดือน ก.ค. 2563 ทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วประมาณ 30 ราย ส่วนความผิดที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ก่อนวันที่ 19 ก.ย. และวันที่ 19 ก.ย.นี้ จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง 
    พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมแยกย้ายออกจากสนามหลวง กทม.ได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด (อีโอดี) กองพิสูจน์หลักฐาน สน.ชนะสงคราม จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สุนัขตำรวจ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และเจ้าหน้าที่เขตพระนคร เข้าตรวจสอบวัตถุอันตราย หรือสิ่งแปลกปลอมบริเวณภายในท้องสนามหลวงและพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด ทั้งบริเวณใต้ต้นไม้ พุ่มไม้ ท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยตามปกติทุกครั้งภายหลังจากที่มีการชุมนุม
    หลังจากนั้น สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขตพระนคร และจิตอาสาพระราชทาน นำอุปกรณ์ รถฉีดน้ำแรงดันสูง และรถบรรทุกน้ำ ล้างทำความสะอาด เก็บขยะ พลาสติกปูนอน และฉีดน้ำล้างผิวการจราจรโดยรอบ รวมทั้งสำรวจต้นไม้ สนามหญ้า รั้ว ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ทางเท้า และผิวการจราจร ว่าได้รับความเสียหายหรือต้องฟื้นฟูปรับปรุงด้านใดบ้าง โดย กทม.จะเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงพื้นที่สนามหลวงให้กลับสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหาร กทม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจทรัพย์สินของ กทม.เตรียมนำเข้ารายงานต่อที่ประชุม เพื่อพิจารณาต่อไปว่าจะสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับผู้ที่ทำให้ทรัพย์สินของ กทม.เสียหาย หรือมีการกระทำใดๆ ที่ขัดข้อกฎหมายของ กทม.ได้หรือไม่ ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าจะมีการพิจารณาไปถึงการรื้อหรือไม่รื้อถอนหมุดที่กลุ่มผู้ชุมนุมนำไปติดตั้งไว้ด้วย
    ขณะที่ทำเนียบรัฐบาล ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 จำนวน 2 กองร้อย ยังคงตรึงกำลังเข้ม รวมถึงยังไม่ได้รื้อถอนแท่งแบริเออร์ปูนและรั้วลวดหนามที่ใช้ปิดเส้นทางเข้า-ออก ทำเนียบรัฐบาล และเส้นทางตั้งแต่ ถ.ราชดำเนินนอก จนถึงพระลานพระราชวังดุสิต ส่วนกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ซึ่งก่อนหน้านี้ได้นำรถมาสแตนด์บายเกือบ 10 คัน ได้นำรถออกจากพื้นที่แล้ว ขณะที่การจราจรบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลยังคงสัญจรได้ตามปกติ
บี้รื้อหมุดเร่งดำเนินคดีม็อบ
    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ทางกลุ่มจัดชุมนุมโดยฝ่าฝืนกฎหมายบุกรุกเข้าใช้สนามหลวงโดยไม่ได้ขออนุญาต ตัดทำลายรั้วซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ทั้งยังเจาะพื้นสนามหลวงฝังหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 สนามหลวงได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติมาตั้งแต่ปี 2520 ในวันที่ 21 ก.ย. สมาคมจะนำความไปร้องเรียนต่ออธิบดีกรมศิลปากร และ ผอ.เขตพระนคร ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ในการสั่งการให้ทุบรื้อทิ้งหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 และเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามกฎหมาย
    นายสนธิญา สวัสดี อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กระบุว่า “ในวันที่ 22 ก.ย. เวลา 13.00 น. ผมจะไปถอนหมุดที่กลุ่มผู้ชุมนุมจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ท้องสนามหลวง และเบื้องต้นจะไปยื่นให้กรุงเทพมหานครทำการถอนหมุดดังกล่าวไปในวันที่ 21 ก.ย.นี้ ที่ศาลาว่าการ กทม. เวลา 10.30 น."
    นอกจากนี้ นายสนธิญายังประกาศว่า ภายใน 2-3 วัน จะไปแจ้งความผิดตามมาตรา 108 และ 112 เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงด้วย
    นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สนามหลวงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติใน พ.ศ.2520 การที่กลุ่มผู้ชุมนุมร่วมกันบุกรุกเข้าไปชุมนุมในสนามหลวงที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 วรรคสอง ต้องระวางโทษไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการที่ได้มีการทำลายพื้นคอนกรีตและทำการฝังวัตถุที่เป็นโลหะลงไปบนพื้น เป็นการทำให้เสียหายซึ่งโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ย่อมมีความผิดตามมาตรา 33 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "อนาคตใหม่ของแกนนำมีแค่โรงพัก ศาลและเรือนจำ ประกาศชัยชนะแบบกะทันหันท่ามกลางความพ่ายแพ้ยับเยิน เพราะบุกลานพระรูปไม่ได้ ด้วยโดนบล็อกเส้นทางทั้งหมด พรรคการเมืองและมวลชนไม่เล่นด้วย แกนนำจึงต้องนำคำประกาศโจมตีสถาบันฯ ที่คุยว่าเซอร์ไพรส์บิ๊กเบิ้ม มาอ่านแถลงการณ์เมื่อคืน และหาทางลงด้วยการยื่นเอกสารต่อสำนักองคมนตรี แต่ไม่มีใครรับ ให้ ผบช.น.รับไปเป็นหลักฐานในคดีหมิ่น 112, 116 แทน และม็อบอาจยุติลงโดยเร็ว 
    ชีวิตของพวกเขาจากนี้ต้องจบที่เรือนจำ คลิปคำปราศรัยดังกล่าวเป็นการกระทำที่หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ชัดเจน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ผู้เขียนบทให้อ่านที่อยู่เบื้องหลังผู้ปราศรัย สถานีโทรทัศน์ v…tv และเจ้าของลูกชายนายใหญ่ที่ร่วมมือกันกระทำการในสิ่งที่มิบังควรกระทบกระเทือนจิตใจคนไทยทั้งประเทศ สมควรได้รับการพิจารณาดำเนินคดีตามมาตรา 112 อย่างเด็ดขาดต่อไปในเร็วๆ นี้".


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'