'ศรีศักร' วิพากษ์ 'ม็อบเด็กก้าวร้าว' เคลื่อนไหวปฏิวัติวัฒนธรรมแบบฝ่ายเสรีประชาธิปไตยอเมริกา


เพิ่มเพื่อน    

21 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เผยแพร่บทความเรื่อง "เด็กก้าวร้าว : สัญญาณปฏิวัติวัฒนธรรม?" เขียนโดยศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการชื่อดังด้านมานุษยวิทยาและโบราณคดี ซึ่งนำเสนอผ่านทางวารสารออนไลน์ "สยามเทศะ https://siamdesa.org" โดยมีเนื้อหาดังนี้

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นนักวิชาการทางสังคม ไม่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์จะเป็นอุปสรรคของความเป็นประชาธิปไตยตามแนวคิดวิวัฒนาการทางสังคม หากมองในทางตรงข้ามว่า สถาบันกษัตริย์ยังมีหน้าที่ในทางคุณูปการแก่สังคมที่มีอยู่ในสยามประเทศตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ลงมาช้านานแล้ว เพราะเป็นสถาบันที่จรรโลงทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวและชุมชน อันเป็นสถาบันสากลในความเป็นมนุษย์

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านที่เป็นนักการเมืองใหม่ในสังคม เพื่อล้มล้างรัฐบาลในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตย์ทรงเป็นพระประมุข โดยการปลุกระดมให้มีเด็กนักเรียนออกมาเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้คือ การเคลื่อนไหวในลักษณะการปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีมาแต่ยุคสงครามเย็น

สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมก่อน พ.ศ.2500 ครั้งนั้น โลกแบ่งสังคมออกเป็นสองฝ่าย คือ 'ฝ่ายที่มีการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยม' กับ ฝ่ายสังคมนิยมประชาธิไตย' ที่คนไทยเรียกว่า 'คอมมิวนิสต์' เป็นสิ่งที่รัฐบาลและคนส่วนใหญ่ในประเทศมองว่าเป็นฝ่ายอธรรม ที่กำลังขยายตัวแผ่อำนาจเข้ามายึดครองบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงการปกครอง ศาสนา ประเพณีวัฒนธรม และชีวิตวัฒนธรรมที่มีมาแต่เติมให้หมดไป

ครั้งนั้นข้าพเจ้าเป็นนักเรียน ข้าพเจ้าได้รับการอบรมบอกเล่าจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้รู้ในสังคมว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นปลุกขึ้น สอนให้ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะบรรดาเด็กนักเรียนที่เป็นเยาวชนเลิกเคารพพ่อแม่ว่าไม่ได้เป็นผู้มีพระคุณแต่อย่างใด เพราะการให้กำเนิดลูกเต้านั้นเป็นผลมาจากความสุขในทางเพศ

ส่วนผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ก็เป็นเพียงแต่ผู้รับจ้างสอนหนังสือเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังและนบนอบ เด็กและผู้ใหญ่ทัดเทียมกันหมด ส่วนเรื่องศาสนาก็เป็นเรื่องงมงายไม่จำเป็นต้องมีวัดและมีพระหรือนักบวชเพื่อสั่งสอนศาสนาและทำพิธีกรรม

ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กนักเรียนการบอกล่าและอบรมให้เด็กและคนตามท้องถิ่นต่างๆ ในชนบทหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ดูได้ผลดีเพราะคนที่เป็นชาวบ้านพื้นถิ่นมองคอมมิวนิสต์เหมือนภูตผีปีศาจ กลายเป็นความเชื่อที่อยู่สืบมาจนกระทั่งราว พ.ศ.2509-2510 สมัยเมื่อข้าพเจ้าไปเก็บข้อมูลทางชาติวงศ์วรรณาในชุมชนหมู่บ้านที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อนำไปเขียนเป็นวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยาสังคมเสนอต่อมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเสีย เพราะตามบ้านเรือนของชาวบ้านมักมีรูปภาพของหัวกะโหลกผีและรูปภูตผีปีศาจ มีเขาแบบผีฝรั่ง เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายแบบคอมมิวนิสต์

ความเชื่อดังกล่าวนี้มีผลถึงข้าพเจ้าที่เข้าไปศึกษาพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนเพราะระยะแรกๆ ที่เข้าไปในฐานะคนแปลกหน้า ไมใช่คนในชุมชน ข้าพเจ้ามักถูกมองและสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ก็เป็นสายลับของทางราชการ เพราะชาวบ้านนอกจากไม่ชอบคอมมิวนิสต์แล้วยังไม่ชอบคนที่เป็นข้าราชการด้วย

ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นบุคคลไม่น่าไว้ใจรวม 4-5 เดือน แต่เมื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมได้เป็นที่วางใจแล้ว ราว 6 เดือนต่อมา ชาวบ้านก็ยอมรับและมักเรียกข้าพเจ้าเป็นญาติพี่น้องเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในชุมชน แต่ในขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษานานาชาติ เช่น มาเลเชีย ญี่ปุ่นและเวียดนามรวมอยู่ด้วย ข้าพเจ้าและนักศึกษาที่เป็นคนไทยมักถูกมองจากบรรดานักศึกษาจากประเทศอื่นว่ามาจากประเทศที่เป็นขี้ข้ารับใช้อเมริกันในการทำสงครามกับเวียดนาม มักถูกมองด้วยสายตาที่เย้ยหยัน เลยพยายามหาทางทำความเข้าใจว่าทำไมนักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นไม่ชอบคนไทย

จนได้บทเรียนจนหายโง่เมื่อพบปะสนิทสนมกับนักศึกษาเวียดนามใต้คนหนึ่ง และถามเขาว่าทำไมมีใจให้กับเวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์ เขาบอกว่าเขาเป็นคนชาติเวียดนาม เช่นเดียวกันทั้งเหนือและใต้ แต่อเมริกันคือผู้รุกรานและใช้เมืองไทยเป็นฐานทัพ ส่งเครื่องบินและกำลังรบไปทำลายบ้านเมืองเขา คนเวียดนามผู้เป็นพี่น้องร่วมชาติภูมิล้มตายเป็นล้านๆคน บ้านเมืองพินาศวอดวายอย่างทนโท ไม่น่าจะต้องมาวุ่นวายกับการเป็นคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยที่ทั้งคนไทยและอเมริกันถือว่าเป็นความสำคัญ ข้าพเจ้าเห็นใจและเข้าใจในความรู้สึกของนักศึกษาคนนั้น และกลับทุเรศในความเป็นคนไทยที่บ้าบอกับลัทธิความเป็นคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย

เมื่อได้เรียนรู้วิชามานุษยวิทยาสังคมและมีโอกาสออกไปศึกษาความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนตามท้องถิ่นต่างๆ ข้าพเจ้าก็สามารถทำความเข้าใจได้ว่า ความเป็นระบอบการเมืองที่เรียกว่าประชาธิปไตยเป็นอุดมคติของทั้งสองค่ายแต่ต่างกันทางรูปแบบ

ทางค่ายคอมมิวนิสต์คือสังคมนิยมประชาธิปไตย ในขณะที่ทางค่ายประชาธิปไตยคือทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่เน้นเสรีภาพของปัจเจกบุคคลในการลงทุนทางเศรษฐกิจ ส่วนทางด้านคอมมิวนิสต์เน้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือกลุ่มทางสังคมเป็นสำคัญ โดยใช้ฐานทางสังคมที่เรียกว่า คอมมูนเป็นเป้าหมายของการอยู่ร่วมกัน

คอมมูนเป็นโครงสร้างและองค์กรที่มีรกเหง้ามาจากชุมชนอันเป็นองค์สังคมธรรมชาติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอย่างมีโครงสร้างและระเบียบแบบแผนจึงจะมีชีวิตรอดร่วมกันได้ การเกิดของชุมชนตั้งอยู่บนฐานของการเข้ามารวมกันของครอบครัวและเครือญาติ (Family และ kinship) ซึ่งนับเนื่องเป็นสถาบันสากลของความเป็นมนุษย์เพราะมนุษย์ไมใช่สัตว์โลกที่เป็นเดรัจฉานที่ช่วยตัวเองได้และแยกตัวออกไปอยู่ตามสำพัง

หลายครอบครัวและเครือญาติที่แตกต่งกันในทางสายเลือดและชาติพันธุ์มารวมกันเป็นชุมชนในพื้นที่ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดเดียวกัน และมีการเติบโตตั้งขึ้นจากชุมชนหมู่บ้าน (Village) มาเป็นเมือง นคร และรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีผู้นำผู้ปกครองและองค์กรทางรัฐศาสตร์และการบริหารทำหน้าที่ในการปกครอง ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากกษัตริย์ จนถึงประธานาธิบดีหรือผู้นำของรัฐ

ทั้งหมดนี้นับเนื่องเป็นมิติทางสังคมที่มีอยู่ควบดูไปกับการสร้างวัฒนธรรม (Cultur) เพื่อชีวิตรอดร่วมกันที่มีศาสนาเป็นสถาบันสากล (Universal institution) ที่ขาดไม่ได้ในความเป็นมนุษย์ควบคู่ไปกับสถาบันทางสั่งคม อันได้แก่ ครอบครัวและชุมชนในยุคสงครามเย็นทั้งด้านทุนนิยมเสรีและสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ต่างก็ต้องมีการพัฒนาสังคม บ้านเมืองเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี โดยมีการสร้างแผนพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ เป็นฐานในการพัฒนาที่มีความแตกต่างกัน ทางฝ่ายทุนนิยมเสรีเน้นการพัฒนา หรืออีกนัยหนึ่งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะปฏิรูปที่มีการวางแผนแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่หักโหม เพราะเกรงว่าคนในสังคมที่มีหลากหลายระดับจะปรับตัวไม่ได้เท่ากัน เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง

ในขณะที่ทางค่ายคอมมิวสต์สร้างแผนพัฒนาแบบบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยอำนาจของรัฐ ในลักษณะที่เป็นการปฏิวัติ (Revolution)เพื่อให้ประสบผลสำเร็จโดยรวดเร็วทำให้ลักษณะการปกครองเป็นแบบเผด็จการ เกิดการฆ่าฟัน บรรดาเศรษฐี นายทุน ขุนนาง ข้าราชการและกษัตริย์ที่เคยมีมาแต่อดีต

การปฏิวิติดังกล่าวนี้มีลักษณะองค์รวมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสถาบันทางสังคม การเมืองเศรษฐกิจที่เรียกรวมๆ ว่าการปฏิวัติวัฒนธรรม หัวใจของการปฏิวัติดังกล่าวนี้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ (Young generation) ลึกๆลงไปในสาเหตุของการปฏิวัติวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ เนื่องมาจากความยากจน (Poverty) และความอดอยาก (Hunger) ผู้คนในระดับต่างๆ ทางสังคมได้รับจากการเอารัดเอาเปรียบจากบรรดาผู้มีอำนาจและนายทุนของบ้านเมืองในระบบการปกครองที่มีมาแต่เดิม จึงสรรหาวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นการปฏิวัติล้มล้างลัทธินายทุน และระบบการปกครองที่มีมาแต่เดิมที่ไม่สามารถทำให้คนจนในระดับล่างอยู่ดีกินดีได้

เพราะฉะนั้นเพื่อสร้างสังคมใหม่ให้ได้ผลดี ก็ต้องสร้างพลังอำนาจใหม่ให้เกิดขึ้น คือจากคนรุ่นใหม่ โดยทำลายสิ่งที่เป็นสถาบันในความเป็นมนุษย์ เช่น สถาบันครอบครัว ชุมชน และการแต่งงาน ซึ่งนับเนื่องในมิติทางสังคม กับสถาบันทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งคือ ศาสนา รวมทั้งความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นจากความมั่งคั่งและเป็นอารยธรรมที่มีมาแต่อดีต

สังคมมนุษย์ที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตที่กล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ อิสราเอลและจีนคอมมิวนิสต์อิสราเอล สร้างโรงเลี้ยงเด็กเป็นคอมมูนในนามของ คิบบุทซ์ เอง เด็กแยกออกจากพ่อแม่มาเลี้ยงให้การศึกษาอบรมให้กลายเป็นเด็กและคนของรัฐโดยไม่ต้องมีพ่อแม่ เช่นเดียวกันกับจีนคอมมิวนิสต์ สมัยเหมาเจอตุงเป็นผู้นำ จีนสร้างโรงเลี้ยงเด็กเพื่อเป็นกำลังของรัฐและภักดีต่อประธานเหมา อันเป็นผู้นำสูงสุดที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมของบ้านเมืองในนามของ เรดการ์ด ที่เติบโตอย่างทำให้เยาวชนและองค์กรเยาวชนมีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของบ้านเมือง รวมทั้งก่อความรุนแรงไม่กรงกลัวต่อกฎหมาย ขนบประเพณีของบ้านเมือง เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลต้องจัดระเบียบบ้านเมืองใหม่ และสมัยต่อมาเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำก็ได้ปราบปรามลดอำนาจของพวกเยาวชนเรดการ์ดให้หมด

แต่การปลุกปั่นเด็กเยาวชนให้เป็นครื่องมือทางการเมืองตามที่กล่าวมานี้ก็หาได้หมดไปไม่ ดูเหมือนจะไปเกิดขึ้นที่กัมพูชายุคเขมรแดง สมัยพล พต เป็นผู้นำ การดำเนินงานของเด็กเยาวชนที่มีอำนาจ ได้ทำให้เกิดการฆ่ากันอย่างมโหฬาร (Killing Fild) นับล้านคนในสังคมกัมพูชาก่อนที่พล พตจะสิ้นอำนาจ ถึงแม้ในทุกวันนี้การใช้เด็กเยาวชนเป็นเครื่องมือเพื่อการปฏิวัติและกระทำการรุนแรงก็ยังหาได้หมดไปไม่ เพราะได้ยินมาว่า การเกิดความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้ก็มีการใช้เด็กและผู้หญิงเป็นกำลังในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน

จนมาในทุกวันนี้การปลุกปั่นเด็กและยาวชนเพื่อการปฏิวัติ โผล่ให้เห็นในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เริ่มด้วยการแสดงออกของเยาวชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงในชั้นมัธยมออกมาด่าว่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ เช่นพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีพระคุณ เพราะเด็กเกิดมาอันเนื่องมาจากการเสพย์ต่อทางเพศ ส่วนครูบาอาจารย์ก็เป็นเพียงคนรับจ้างสอนหนังสือเพื่อเลี้ยงชีพ คนเหล่านี้ไม่
ทันโลก เป็นพวกเต่าล้านปีไดโนเสาร์อะไรทำนองนั้น

แต่สิ่งพี่ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจก็คือ วิธีการใช้เด็กเยาวชนเป็นเครื่องมือในการปฏิวัตินั้นหาได้เป็นความคิดมาจากสังคมที่เป็นคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม เช่น จีน รัสเซีย และอิสราเอล ที่เลิกไปนานแล้ว เพราะตระหนักดีว่าการใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการปฏิวัตินั้นใช้ในยุคที่สังคมวิกฤตที่ต้องต่อสู้เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติแล้วทุกอย่างในความเป็นมนุษย์ก็กลับมา ดังเช่นที่อิสราเอลและจีนไม่มีใครปล่อยให้ลูกอยู่ในคิบบุทซ์ และโรงเลี้ยงเด็กอีกต่อไป

ความเป็นสถาบันครอบครัวก็กลับมา เมื่อความคิดที่สอนให้เด็กอกตัญญกับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หาได้มาจากฝ่ายสังคมนิยมแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นว่ามีที่มาจากสังคมเสรีประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยมสามานย์ เช่น อเมริกาอย่างแน่นอน เพราะมหาวิทยาลัยสำคัญๆ ในอเมริกาสอนให้บรรดานักศึกษาไทยที่จบการศึกษามาเป็นข้าราชการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยว่า

'ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุดที่มีการปกครองแบบประธานาธิบดีนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพราะมีสถาบันกษัตริย์เป็นอุปสรรคในขั้นตอนวิวัฒนาการของประชาธิปไตยแบบอเมริกัน'

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นนักวิชาการทางสังคมที่ไม่ได้เรียนจบจากอเมริกา ไม่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์จะเป็นอุปสรรคของความเป็นประชาธิปไตยตามแนวคิดวิวัฒนาการทางสังคม หากมองในทางตรงข้ามว่า สถาบันกษัตริย์ยังมีหน้าที่ในทางคุณูปการแก่สังคมที่มีอยู่ในสยามประเทศตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ลงมาช้านานแล้ว

เพราะเป็นสถาบันที่จรรโลงทั้งสถาบันศาสนา และสถาบันครอบครัวและชุมชน อันเป็นสถาบันสากลในความเป็นมนุษย์ โดยหน้าที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกปกครองดูแลพระสงฆ์และวัด อันเป็นศูนย์กลางสังคมของครอบครัวและชุมชน ดังเห็นได้แต่อดีตมาจนปัจจุบัน วัดและบ้านหรือชุมชนเป็นอันหนึ่งอันเดียว การสร้างวัดคือการสร้างชุมชน เช่นในยามที่มีผู้คนโยกย้ายเข้ามาจากภายนอกเข้ามาเป็นคนในแผ่นดินก็มี หรือเมื่อมีการทำศึกสงครามกับประเทศอื่นเมืองอื่น การกวาดต้อนผู้คนเข้ามาก็นำเอามาเป็นพลเมืองโดยพระมหากษัตริย์ก็ไม่ฆ่าตี หรือเอามารับใช้เป็นทาสแบบอย่างที่มีในบ้านอื่นเมืองอื่นในยุโรปหรืออเมริกา

หากจะให้เข้ามาอยู่รวมกันในท้องถิ่นเป็นชุมชนด้วยการที่พระมหากษัตริย์ทรงกัลปนาที่ดินสร้างวัดแล้วกัลปนาผู้คนที่มาจากภายนอกให้เป็นข้าวัดตั้งบ้านเรือนและทำกันในที่ดินของวัด และดูแลรักษาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนและครอบครัว เพื่อคนจะได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนทางสังคม ที่กลายมาเป็นคนไทยตามท้องถิ่นในเวลาผ่านไป

สังคมไทยอยู่กันอย่างนี้เป็นบ้านเป็นเมือง เป็นรัฐแต่ราวพุทรตวรรษที่ 18 ในดินแดนที่เรียกว่า สยามประเทศ โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ร่วมกันกับชุมชนในศาสนาอื่นๆ ไม่มีความเดียดฉันท์ แม้ในปัจจุบันสังคมบนเมืองก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทุกแห่งทุกภาคของประเทศก็ยังคงเป็นสังคมที่มีบ้านและวัดอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตวัฒนธรรมที่ไม่ผิดแผกไปจากเดิม โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นประเทศประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของสาธารณรัฐ เช่น อเมริกาแต่อย่างใด

ในทุกวันนี้ทุกแห่งทุกภูมิภาคของประเทศก็อยู่กันอย่างเป็นชุมชนที่มีวัดเป็นศูนย์กลางที่มีมาแต่อดีตล้วนเป็นชุมชนที่ไม่ขาดแคลนในเรื่องอาหารการกิน เพราะเป็นชุมชนเกษตรกรแบบพอเพียงตามโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ข้าพเจ้าผ่านไปมาแทบทุกภูมิภาคก็แลไม่เห็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองเพื่อล้มล้างความเป็นมนุษย์ที่ต้องมีความกตัญญต่อแผ่นดินเกิด ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดินอย่างที่มีอยู่ในภาพข่าวทางทีวีหรือจากทางสื่อต่างๆ ที่ทำให้ดูเหมือนเมืองไทยกำลังเดือดร้อนภายใต้การปกครองของทรราชกดขี่อะไรทำนองนั้น

ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็แลเห็นความร่วมมือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนในชุมชนที่ถูกคุกคามโดยโรคระบาดร้ายโควิด 19 ที่ทำให้มีคนติดเชื้อและตายกันทั้งโลก เมืองไทยแต่อตีตจนปัจจุบันไม่มีใครอดอยาก ขาดแคลนอาหารการกิน ไม่มีทางที่จะเกิดความวุ่นวาย ฆ่าฟันกันอย่างประเทศอื่นๆ ในโลกที่มีการปฏิวัติทางสังคมเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดังเช่นในสังคมคอมมิวนิสต์หรือเป็นแบบในสังคมกัมพูชา เขมรแดงสมัยพล พต ทั้งๆที่บ้านเมืองก็เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์เช่นเมืองไทย

ข้าพเจ้ายังอดคิดไม่ได้ว่า การปฏิวัติ ฆ่าฟันกันอย่างเป็นสงครามภายใน เช่น กัมพูชาสมัยพล พตนั้น หาใช่มาจากความหิวโหยในเรื่องอาหารการกินและนำไปสู่ความโกรธ ความเกลียด ที่นำไปสู่การล้มล้างเผ่าพันธุ์ หากมาจากลัทธิการเมืองการปกครองที่มาจากความต้องการอำนาจ ความโลภละโมบในทางวัตถุที่ทำให้เกิดความโกรธ ความเกลียดและสุดท้ายก็ฆ่าฟันกันอย่างสิ้นความเป็นมนุษย์

และในสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าก็มองโลกในทางที่ดีว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องของเด็กและเยาวชนก้าวร้าวด้วยความคิดที่ผิดความเป็นมนุษย์เป็นเพียงแค่ 'แฟลชไลท์' วูบวาบอยู่พักหนึ่งเท่านั้น ที่มีที่มาจากการยุยงจากมหาอำนาจตะวันตกเสรีประชาธิปไตยที่ใกล้จะถูกทำลายโดยโควิด 19 สัตว์ตัวเล็กที่สุดในจักรวาล


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"