อัดฉีด5.1หมื่นล.กระตุ้นบริโภค


เพิ่มเพื่อน    


    ปลุกเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปีแห่งวิกฤติโควิด "คลัง" ชง ครม.เคาะงบ 5.1 หมื่นล้านบาท อัดฉีดกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แจก 3,000 บาทให้ 10 ล้านคน พร้อมเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 500 บาทให้ 14 ล้านคนช่วง ต.ค.-ธ.ค.นี้ 
    นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในวันที่ 22 ก.ย.นี้  สศค.จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วย  โครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชนทั่วไป 10 ล้านคน และโครงการเพิ่มวงเงินซื้อของกินของใช้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ จำนวน 14 ล้านคน จาก 200-300 บาท เป็นคนละ 700-800 บาท หรือเพิ่มให้ 500 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ตุลาคม-ธันวาคม 2563 หรือคนละ 1,500 บาทต่อคน 
    "ทั้งนี้มาตรการที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณานั้น จะใช้วงเงินดำเนินการ 5.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคของประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปีให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเป็นการช่วยเหลือคนให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นถึง 24 ล้านคน" นายลวรณระบุ 
    นายลวรณกล่าวต่อว่า โดยรัฐบาลจะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com ในวันที่ 1  ต.ค.63 ซึ่งจะต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย เน้นร้านของกินหรือซื้อของใช้นิดหน่อยตามโชห่วยหรือร้านธงฟ้า ส่วนร้านค้าขนาดใหญ่ที่เป็นนิติบุคคล ร้านสะดวกซื้อ รัฐไม่เปิดให้เข้าร่วมโครงการ  และในวันที่ 16 ต.ค.63 เวลา 06.00-23.00 น. จะเปิดให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จองสิทธิ์ผ่าน www.คนละครึ่ง.com โดยระบบจะเปิดรับต่อเนื่อง 10 ล้านคน หากวันแรกไม่เต็มก็จะเปิดรับวันต่อๆ ไปจนเต็มตามจำนวน 
     ผอ.สศค.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หลังลงทะเบียนแล้วภายใน 2 วัน ผู้ลงทะเบียนจะได้รับข้อความ SMS  แจ้งว่าผ่านการพิจารณาหรือไม่ ผู้ที่ผ่านก็ให้โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งรัฐบาลจะโอนวงเงิน 3,000 บาท ให้กับผู้ได้สิทธิ เพื่อนำไปซื้อของกินของใช้จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าจะมีแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยผู้ได้สิทธิ์ก็ต้องโอนเงินส่วนที่จะซื้อของเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังของตัวเองด้วย เพราะมาตรการนี้เป็นการร่วมกันจ่ายคนละครึ่ง 
     ผอ.สศค.กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ได้สิทธิ์เริ่มใช้จ่ายในโครงการได้ในวันที่ 23 ต.ค.63 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.63 โดยรัฐบาลกำหนดช่วยจ่ายค่าซื้อสินค้าวันละไม่เกิน  100 บาท หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งการไปซื้อสินค้าจะต้องจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยนำแอปพลิเคชันเป๋าตังไปสแกนกับแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ  
    "ระบบการลงทะเบียนและการใช้เงินจะทำได้ในเวลา 06.00-23.00 น.ของทุกวัน เพราะระบบต้องหยุดเพื่อประมวลผลข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะการจ่ายเงินให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต่อไป โดยโครงการนี้ผู้ได้สิทธิ์ต้องจ่ายเงินชำระสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และต้องเตรียมเงินไว้ให้เพียงพอกับซื้อสินค้าด้วย ไม่สามารถชำระเป็นเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต" นายลวรณกล่าว 
    นายลวรณกล่าวว่า ผู้ที่ได้สิทธิ์แล้วจะต้องเริ่มใช้เงินภายใน 14 วันหลังจากได้รับ SMS หากไม่ใช้เงินระบบจะตัดชื่อออกเพื่อให้คนอื่นเข้ามาจองสิทธิ์ใหม่ โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ยังสามารถมาลงทะเบียนใหม่ โดยโครงการนี้ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายจริงๆ ไม่ต้องการให้มีการจองกั๊กสิทธิ์ของผู้อื่นที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ 
    "สำหรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการ โดยให้วงเงินซื้อสินค้าเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท จากที่ได้รับเดือนละ 200 กับ 300 บาท ก็จะได้รับเดือนละ 700 กับ 800 บาท เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ตุลาคม-ธันวาคม 2563 หรือเท่ากับได้เงินเพิ่มอีก 1,500 บาท เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงเทคโนโลยีลำบาก ทำให้ไม่สะดวกที่จะไปจองสิทธิ์รับเงิน 3,000 บาท จึงให้ความช่วยเหลือแยกออกมา  เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น" นายลวรณกล่าว 
    ด้านนายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มสินเชื่อในครึ่งปีหลังมองว่าจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินเชื่อขนาดใหญ่และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 3.09%.


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'