ทุบทิ้งบ้านสี่เสาฯ ศาลนัดฟังคำสั่ง คดีจตุพรกับพวก


เพิ่มเพื่อน    


    ปิดตำนานบ้าน "สี่เสาเทเวศร์" บ้านพักของ "พล.อ.เปรม" ถูกทุบทิ้ง หลังกองทัพบกส่งคืน สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ศาลนัดพิจารณาคดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์สำนวน "จตุพร" แล้ว เจ้าตัวขอเลื่อนให้อัยการนำตัวผู้ต้องหาที่เหลือมาฟ้องให้ครบ ศาลจึงนัดฟังคำสั่ง 9 พ.ย.นี้ 
    เมื่อวันที่ 21 กันยายน มีรายงานข่าวว่าที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งอยู่เลขที่ 279 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กทม. ซึ่งเคยเป็นที่พักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว  โดยมีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่กำลังรื้อและทุบบ้านพักในส่วนที่เป็นปูน ซึ่งด้านหน้าบ้านที่เคยเป็นป้อมรักษาการณ์ได้ถูกทุบไปแล้วเช่นกัน เหลือแต่เศษหินเศษปูนเป็นกองๆ และบริเวณส่วนหลังบ้านมีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังทำงาน
    โดยสังเกตว่าบริเวณหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ ยังไม่มีการตัดหรือรื้อถอนกำแพงบ้านออก ทั้งนี้ไม่มีคนงานหรือเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณหน้าบ้านแต่อย่างใด
    สำหรับบ้านสี่เสาเทเวศร์เป็นบ้านพักของ พล.อ.เปรม อาศัยมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และอีกทั้งยังเป็นสถานที่ต้อนรับนายกรัฐมนตรี, ผบ.เหล่าทัพ, นักธุรกิจ, หัวหน้าส่วนราชการ, เอกชน และผู้มีชื่อเสียงต่างๆ ในโอกาสสำคัญ อาทิ ปีใหม่, สงกรานต์ และวันคล้ายวันเกิด
    ทั้งนี้ หากมองจากถนนด้านหน้าเข้าไปจะมีประตูทางเข้าออก 2 ด้านซ้ายและขวา ตรงกลางปลูกต้นไม้สูงคล้ายกำแพง เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปจะพบสนามหญ้าและสวนพร้อมกับบ่อน้ำขนาดใหญ่  เบื้องหลังเป็นบ้านปูนสีขาวซึ่งเป็นสถานที่พัก
    บ้านสี่เสาเทเวศร์มีหลังคาทรงหน้าจั่วปูกระเบื้องสีน้ำเงิน ปีกซ้ายของตัวบ้านใช้เป็นห้องรับรอง  ด้านขวาเป็นที่พักของทหารประจำบ้าน บริเวณด้านหลังเป็นห้องนั่งเล่น มีเปียโนของ พล.อ.เปรม ในขณะผนังบ้านหรือมุมต่างๆ ภายในห้องจะมีรูปถ่ายของ พล.อ.เปรม
     ผู้สื่อข่าวรายงาน บ้านสี่เสาเทเวศร์ปัจจุบันเป็นที่ดินในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ หลังจากกองทัพบกได้ส่งคืนเมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.เปรมปีที่ผ่านมา
    วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมคดีชุมนุมปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ ที่พัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี (สำนวนที่สอง) คดีหมายเลขดำ  อ.2799/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ชุมนุม นปช. เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 215, 216 
    กรณีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 แกนนำและแนวร่วม นปช.นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคนจากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวง ไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง สำหรับสำนวนคดีที่สองนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ภายหลังจากนายจตุพรซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พ้นสมัยประชุมสภา โดยก่อนหน้านี้คดีสำนวนแรก หมายเลขดำ อ.3531/2552 พนักงานอัยการได้ฟ้องแกนนำ นปช.และผู้ชุมนุมรวม 7  ราย ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุกนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ  นปช., นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 
    วันนี้นายจตุพรและนายศราวุธ จำเลยที่ 1-2 เดินทางมาศาลพร้อมทนายความ เมื่อถึงเวลานัด นายจตุพร จำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลว่า คดีนี้ในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการได้ตั้งสำนวนมีผู้ร่วมกระทำความผิดในส่วนของจำเลยพร้อมกับผู้ต้องหาอีกจำนวนหลายคน แต่เนื่องจากอัยการมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาแต่ละคนแยกสำนวนคนละคดีในลักษณะเลือกตัวบุคคลซึ่งเป็นการมิชอบ จำเลยที่ 1  เห็นว่า การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันในคดีเดียวกัน จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าว โดยยังไม่ให้มีการกำหนดวันนัดพร้อมเพื่อตรวจหลักฐาน ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องแถลงถึงเหตุที่อ้างดังกล่าวโดยละเอียด เพื่อศาลจะได้พิจารณาสั่งต่อไป โดยให้ยื่นต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันนี้ โดยศาลกำหนดนัดพร้อมเพื่อฟังคำสั่งดังกล่าววันที่ 9 พ.ย.63 เวลา 09.30 น. 
     ภายหลังนายจตุพรเปิดเผยว่า คดีบุกบ้านพัก พล.อ.เปรม สำนวนคดีที่ 2 ต่อจากสำนวนคดีแรกที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายวีระกานต์กับพวกรวม 7 คน ที่ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาอัยการฟ้องอีก 2 คน การแยกสำนวนไม่ควรเกิด จำเลยไม่ได้ขอให้แยกสำนวนมาตั้งแต่แรก และเมื่อแยกมา 2  สำนวนก็ฟ้องไม่ครบ ยังมีผู้ต้องหารายอื่นที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง เช่น นายจรัล ดิษฐาอภิชัย, นายจักรภพ  เพ็ญแข (อดีตแกนนำ นปช.ซึ่งหลบหนีอยู่ต่างประเทศ) และคนอื่นที่ยังอยู่ในประเทศ เพื่อให้พิจารณาคราวเดียว ไม่ต้องฟ้องเป็นสำนวนที่ 3 อีก เรื่องไม่รกศาล ตนจึงร้องศาลให้อัยการนำตัวผู้ต้องหาที่เหลืออยู่มาฟ้องอย่างครบถ้วน อัยการก็ต้องแสดงความพยายามในการติดตามจับกุมผู้ต้องหา เมื่อจะดำเนินคดีต้องวางบรรทัดฐานยุติธรรมตรงไปตรงมา.


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'