ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'


เพิ่มเพื่อน    

    เมื่อวาน.....
    ผมหยิบข้อความที่ "ธนาธร" ประกาศกลางม็อบล้มเจ้าที่ท้องสนามหลวง เมื่อคืน ๑๙ กันยามาให้อ่านคงจำกันได้ 
    ที่ว่า "วันนี้...เปิดประตูบานแรก"
    "วันนี้...เดินก้าวแรกไปด้วยกัน" นั่นน่ะ!
    "ประตูบานแรก" ที่ธนาธรเปิด ก็รู้แล้ว, เห็นแล้ว ว่า คือ ปฏิบัติการ "ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์"
    ตามที่ "เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" รวมทั้งตัวธนาธรเอง ทำให้ประจักษ์ ทั้งพูด ทั้งทำ และทั้งเอกสาร
    ก็อยากรู้ต่อไปว่า แล้วประตูบานที่สอง ก้าวที่สองของธรคืออะไร?
    น่าจะอยู่ตรง การตั้งเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ให้แก้รายมาตราในรัฐสภา ให้ลากออกไป "ตั้ง ส.ส.ร.เขียนใหม่" ทั้งฉบับนอกรัฐสภา
    และ "เร่งเร้า" จนออกนอกหน้า......
    ต้องปิดสวิตช์ ส.ว. "ด้วยการแก้มาตรา ๒๗๒" ไว้ก่อนตอนนี้เลย เพื่อปิดทาง ส.ว.ออกเสียงเลือกนายกฯ
    ผมก็ฉุกใจ ถ้าคิดจะแก้รัฐธรรมนูญด้วยเห็นว่า บางมาตรายากในทางปฏิบัติ เช่น รูปแบบ-วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส.ด้วยระบบสัดส่วน หรือจะมาตราไหนอีกก็ตาม
    ถ้าบริสุทธิ์ใจ ก็ให้ ส.ส.-ส.ว.นั่นแหละ ช่วยกันแก้รายมาตราในรัฐสภาได้ ไม่มีเหตุผลต้องตั้ง ส.ส.ร.ลากไป "เขียนใหม่" ทั้งฉบับ
    แบบนั้น มัน "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ทั้งฉบับทิ้ง ไม่ใช่แก้ แล้วให้ ส.ส.ร. "ใครก็ไม่รู้" ลากไปยำกันตามเจตนาที่ซุกซ่อนกันอยู่ 
    การเขียนใหม่ทั้งฉบับ "ธนาธร-ปิยบุตร" อ้าง เพื่อสานต่องาน "อภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔๗๕ ของคณะราษฎร"
    แต่ดูพฤติกรรมแล้ว อ้างประชาธิปไตยเพื่อพรางเจตนาและเป้าหมายแท้จริงมากกว่า
    สานต่องานอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔๗๕ ผมว่า ข้ออ้าง
    ข้อจริง คือ..........
    "สานต่องานอภิวัฒน์ระบอบทักษิณ ๒๕๔๙" ให้กลับคืนมา หลังปฏิบัติการ "แดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา" ล้มเหลว ไปเมื่อปี ๕๒-๕๓ 
    ทั้ง "นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย" เมื่อปี ๕๖ ที่หวังกันว่าจะช่วยให้ทักษิณกลับมาอย่างเท่ๆ นั่นก็พังไม่เป็นท่า 
    จนยิ่งลักษณ์ต้องยุบสภาหนีตีนประชาชนในที่สุด!
    นี่คือ "เชื้อชั่วที่ยังไม่ตาย" จากหน่อแนว มีความน่าจะเป็นสูงว่า 
    ประตูบานที่สอง-ก้าวที่สองจากงาน "ล้มเจ้า" ของคณะก้าวหน้า คือแก้รัฐธรรมนูญ โดยใช้ช่องทาง "ตั้ง ส.ส.ร." เขียนใหม่ทั้งฉบับนี่แหละ 
    หวัง "เขียนกฎหมายล้างกฎหมาย" นิรโทษกรรมสุดซอยโดยรัฐธรรมนูญ ประมาณนั้น
    อย่าลืม รัฐธรรมนูญปัจจุบัน เรียกกันว่า "ฉบับปราบโกง"
    เป็นแม่ให้กำเนิดกฎหมายลูก "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  พ.ศ.๒๕๖๐"
    นำไปสู่เนื้อหาหลักที่ว่า......
    "นักการเมืองขี้โกงหนีคดี คดีไม่มีหมดอายุความ"
    คือตามกฎหมายอาญา มาตรา ๙๘ เมื่อมีคำพิพากษาเป็นที่สุดให้ลงโทษจำเลยแล้ว อย่างกรณีทักษิณ, ยิ่งลักษณ์ หนีไป ครบ ๑๐ ปี ก็หมดอายุความ กลับมาได้สบายๆ
    แต่ด้วยผลจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โทษก่อนมีกฎหมายลูกฉบับนี้ ก็แล้วไป ไม่ย้อนหลัง 
    แต่โทษคุกจากคดีต่างๆ ทั้งที่ตัดสินไปแล้วและที่จะตามมาอีกหลายคดี หลัง ๒๒ ก.ย.๖๐ เป็นต้นมา ไม่มีหมดอายุความ
    ตายอยู่นอกประเทศนั่นแหละ....
    ตัวเป็นๆ กลับมาวันไหน จะ ๑๐-๒๐ หรือ ๑๐๐ ปี ต้องติดคุกด้วยโทษตามคำพิพากษาก่อนสถานเดียว!
    นี่คือ เงื่อนที่ฝ่ายอ้างประชาธิปไตย ทั้งเพื่อไทย ก้าวไกล ก้าวหน้าธนาธร ใช้คำว่า "แก้ให้เป็นประชาธิปไตย" คลุมซ่อนไว้
    "เผาบ้าน-เผาเมือง" ปี ๕๓ ก็แล้ว ใช้รัฐสภาทาส, สภาผัวเมีย ดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งก็แล้ว ไม่เป็นผลสำเร็จ เอาทักษิณกลับมาอย่างเท่ๆ ไม่ได้
    ธรก็รู้นี่ ตอนจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง ก็เอากะเค้าด้วย จนถูกกระสุนยางยิงร้องเอ๋งๆ มิใช่หรือ?
    จึงนำไปสู่เหตุผลสรุปว่า ทั้งนิ้วโป้ง-นิ้วก้อยตีนซ้าย-ตีนขวา ใช้เวลา ๑๔ ปี ป่วนบ้าน-ผลาญประเทศ ก็ยังเอาลูกพี่ทักษิณกลับมาไม่ได้
    ก็ต้องถึงมือ "ธนาธร" นี่ล่ะ ออกนำหน้า ในแพ็กเกจจิง "คนรุ่นใหม่" สมคบขบวนการทุนนอกชาติ, เอ็นจีโอ, นักวิชาการ บ่มเพาะเยาวชน
    เปลี่ยนแบรนด์ นปช. "แดงทั้งแผ่นดิน" เป็นส้ม "สานต่องานอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔๗๕"!
    เนื้อแท้ ก็สานต่อ "แดงทั้งแผ่นดิน" ทักษิณสถาปนา โดยตรง!
    ทักษิณสถาปนาอะไร?
    นั่นเป็น "ประตูบานที่สาม" ของธนาธร เดี๋ยวเราค่อยมาเปิดดูกัน!
    ทีนี้ มาดูประเด็น ที่ธนาธร "เร่งรัด-เพ่งเล็ง" ต้องแก้ก่อนทันที คือมาตรา ๒๗๒ ปิดสวิตช์ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ
    มาตรา ๒๗๒ มีอายุแค่ ๕ ปี ไม่ต้องแก้ ก็หมดสภาพไปเอง แต่เพื่อไทย-ธนาธร คงมีแผน ตีให้ประยุทธ์ต้องลาออก ในการโหวตตัวนายกฯ ใหม่ เพื่อความชัวร์ฝ่ายตัวเองจะได้เป็นรัฐบาล โดยไม่ติดเงื่อนไขเสียง ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ
    ก็ต้องรีบ "ปิดสวิตช์ ส.ว." เสียก่อนแต่ต้นลม!
    อีกอย่าง ถ้ารัฐบาลประยุทธ์ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรืออยู่ครบเทอม ส.ว.ยังมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ เป็นปีสุดท้าย เพื่อไทย-ธนาธรก็กลัวตรงจุดนี้อีก
    เลยต้องยื่นร่างขอแก้ไขกัน ทั้งตั้ง ส.ส.ร.เขียนใหม่ทั้งฉบับ ทั้งแก้ไข "ปิดสวิตช์ ส.ว." รายมาตรา ชนิดว่าเผยให้เห็นเจตนาที่ซุกซ่อนอยู่ชัดเจน
    บริสุทธิ์ใจก็แก้ในรัฐสภา ต้องเสียอีก ๑๕,๐๐๐ ล้าน ตั้ง ส.ส.ร.ลากไปแก้กันนอกรัฐสภาเพื่ออะไร?
    ทำเป็นสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดไปได้ ไม่ชอบกินบนบก จะต้องลากเหยื่อไปแอบกินในน้ำ-ใต้น้ำ  พิลึกจริง!
    อีกประเด็น คนส่วนใหญ่คล้อยตาม คือพวกนี้ อ้างว่า ส.ว.สรรหาไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องเลือกตั้งเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๔๐ จึงจะเป็นประชาธิปไตย
    นี่แหละ โปรดรู้กันไว้เลย..........
    ส.ว.เลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่โหยหากันว่าดีที่สุด เป็นประชาธิปไตยที่สุด นั้น
    ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า นำไปสู่ระบบ "เผด็จการรัฐสภา" ในรูปแบบ "สภาผัวเมีย" นำสู่การเมืองระบบรัฐสภาต้องวิบัติในที่สุด!
    ในเอกสาร "สถาบันพระปกเกล้า" รวบรวมบันทึกไว้เพื่อการศึกษาชัดเจน "ฐิติกร สังข์แก้ว และ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว" เรียบเรียงไว้ ตอนหนึ่งว่า........
    "สภาผัวเมีย คือลักษณะสถาบันรัฐสภา อันประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 
    แต่ถูกครอบงำโดยตระกูลการเมือง (political dynasty) ในด้านหนึ่งสภาผู้แทนราษฎรอาจมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นบุคคลในตระกูลการเมือง 
    ขณะที่วุฒิสภาก็มีบุคคลภายในตระกูลเดียวกันที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเช่นกัน (อาจเป็นสามี ภรรยา  หรือเครือญาติ) ปรากฏครั้งแรก หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 
    ซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543
    ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์การเมืองไทย ตั้งข้อสังเกตว่า
    ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง เคยสังกัดพรรคการเมือง และ/หรือ มีภูมิหลังเป็นเครือญาติกับนักการเมืองจำนวนมาก.....ฯลฯ......"
    ".............ในจำนวน ส.ว. 200 คน มีถึง 117 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 58.8 ที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไม่ทางใดทางหนึ่ง 
    กล่าวคือ ส.ว.ซึ่งสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์มากถึง 41 คน พรรคไทยรักไทย 29 คน พรรคความหวังใหม่ 17 คน พรรคชาติไทย 12 คน และพรรคชาติพัฒนา 10 คน 
    ขณะที่ สมบัติ จันทรวงศ์ ประเมินว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้งทั้งหมดมีสามี ภรรยา ลูกหลาน  และลูกหลานนักการเมืองไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 
    ขณะที่ส่วนที่เหลือล้วนเคยเป็นอดีตข้าราชการหรือข้าราชการเกษียณแทบทั้งสิ้น"
    นี่ไงล่ะ.....
    ที่นักเลือกตั้งเรียกร้องให้ ส.ว.มาจากเลือกตั้ง แค่ยกคำว่าประชาธิปไตยบังหน้า 
    จริงๆ แล้ว ต้องการระบบรัฐสภาผัวเมีย ครองอำนาจเบ็ดเสร็จเป็น "เผด็จการรัฐสภา" ในคราบประชาธิปไตย 
    ที่อ้างอิงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๔๐ ดีสุด ประชาธิปไตยสุด ก็ดีแน่นอน เพราะทำให้เกิด "สภาผัวเมีย-สภาทาส" ทักษิณเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตยเบ็ดเสร็จ
    ถึงยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ติดใจ ในปี ๒๕๕๖ ถึงขั้นรวมหัวยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๕๐ ต้องการฟื้นคืนระบบสภาผัวเมียขึ้นใหม่
    แต่ถูกประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านและ ๔๐ ส.ว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงตกไป
    นี่แหละ พวกเราอย่าติดแค่เปลือก เอะอะต้องเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ก็จะติดกับดักที่เขากำลังจะลากไปตั้ง ส.ส.ร.เขียนรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้ง ส.ว.เพื่อเอาสภาผัวเมียกลับมา
    กลับมาเพื่ออะไร?
    ก็เพื่อ ความสำเร็จตามแผน "ประตู ๓ บาน" ของธนาธรนั่นเอง
    บานแรก "ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์" ที่พวกเขากำลังได้ปลื้มว่า ก้าวแรกสำเร็จแล้ว
    บานที่สอง คือแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อลากไปตั้ง ส.ส.ร.เขียนใหม่ เปิดช่องให้ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์กลับเข้ามาได้ 
    พร้อมทั้งมีรัฐสภาผัวเมีย รองรับการคืนสู่ระบบ "เผด็จการรัฐสภา" ครองอำนาจในคราบประชาธิปไตยเบ็ดเสร็จ
    เมื่อสยบสถาบันพระมหากษัตริย์และยึดครองรัฐสภาเบ็ดเสร็จแล้ว 
    ทีนี้ก็...
    ถึงขั้น "เปิดประตูบานที่สาม" อันเป็นบานสุดท้าย คือ
    เปลี่ยนประเทศจากราชอาณาจักรไทย เป็นสาธารณรัฐแดงทั้งแผ่นดินไทย
    แล้วก็ เป่ายิ้งฉุบเอาซี ระหว่างทักษิณกับธนาธร ว่า
    ใครจะได้รับการสถาปนาเป็น "ประธานาธิบดี" คนแรก!?


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'