'เกศปรียา'มาแล้ว!เฉ่ง'ลุงตู่'ยับ ผ่านมา6ปี ประเทศถอยหลังทุกด้าน ลั่นผ้าอนามัยต้องปลอดภาษี


เพิ่มเพื่อน    

24 ก.ย.63-  น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา กรณีที่มีน้องๆ นักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ออกมาชุมนุมจนกลายเป็นกระแสหลักในสังคมอย่างกว้างขวาง เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย 3 ข้อ ได้แก่ “ต้องประกาศยุบสภา” “หยุดคุกคามประชาชน” และข้อสุดท้ายคือ “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ในขณะที่คนรุ่นเก่าบางส่วนที่ไม่ชอบประชาธิปไตย ไม่ชอบความเท่าเทียม ยินดีถูกกดขี่ และอยู่ในสังคมที่ไม่เท่าเทียม แต่ตนได้รับผลประโยชน์ เกิดอาการตกใจ งง และต่อต้านแนวคิดการแก้ไขปัญหาประเทศให้เป็นสากล ลดความเหลื่อมล้ำในทุกด้าน 
ทั้งในด้านกฏหมายและการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นธรรม กำจัดอภิสิทธิ์ชน แต่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับวิธีการคิด แนวคิดตามกรอบที่เผด็จการวางไว้  เป็นเด็กดีของเผด็จการ พยายามสร้างความเข้าใจผิดให้กับการเคลื่อนไหวของเยาวชน บางครั้งมีการใช้ความรุนแรงจะทำลายคุกคามความคิดที่แตกต่าง ด้วยความที่ไม่เข้าใจ วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคนรุ่นใหม่ แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่มีข้อโต้แย้งหรือสงสัยว่า ที่ผ่านมา 6 ปี ประเทศถอยหลังทุกด้าน เพราะกลุ่มผู้ปกครองเผด็จการทหารที่แทบจะไม่เคยตัดสินใจอะไรที่ไม่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อผลประโยชน์ของพวกตนเอง ยากที่จะหาการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการตัดสินใจเป็นอันดับแรก 
นี่เป็นประเด็นสำคัญของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยทุกวันนี้ ที่เราถูกเผด็จการปั่นหัวให้เกิดความแตกแยกเพื่อปกครองง่าย แต่สร้างผลร้ายให้ประเทศถอยหลังจนคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคตของตนเองจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออนาคตในวันข้างหน้า โดยมีกลุ่มคนที่เติบโตมากับยุคการสื่อสารทางเดียวที่ตกเป็นเครื่องมือให้เผด็จการที่มักจะรับฟังแนวคิดที่แตกต่างไม่ได้ ต้องการให้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ทำลายคนคิดต่าง ขอฝากถึงคนกลุ่มนี้ด้วยว่า ประเทศไทยเป็นของทุกคน ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ ดังนั้นอยายึดความรักชาติไว้กับตนเองฝ่ายเดียว
6 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องใกล้ตัวมากมายที่ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนต่ำเกินมาตรฐาน หรือไม่ดีเท่าที่ควรได้รับการใส่ใจ ที่เห็นชัดเจนคือปัญหาความยุติธรรมที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งทุกคนประจักษ์ทำให้วลีที่ว่า “คุกคือที่ขังคนจน” เป็นเรื่องจริงในสังคม ปัญหาเศรษฐกิจที่สร้างคนจนเพิ่มขึ้นหลายล้านคนมากกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ลดทอนคุณภาพชีวิต รวมทั้งอย่างเรื่องผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน  ที่เดียร์ได้เคยออกมาเสนอแนวคิดเรื่อง คุณภาพชีวิตและสุขภาพสตรี อย่างเรื่องผ้าอนามัย ว่าจัดเป็นของจำเป็นต่อชีวิตสตรี ซึ่งขาดไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงผ้าอนามัยได้ เนื่องจากครอบครัวมีรายได้จำกัด และในช่วงที่เป็นประจำเดือนทำให้ต้องหยุดเรียนไป สูญเสียโอกาส สร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น  ดังนั้น หากผ้าอนามัยปลอดภาษี จะทำให้ราคาถูกลง หรือมีแจกฟรีในสิทธิบัตรทอง ก็จะไม่สร้างภาระให้กับเยาวชนที่ยากจนต้องขาดโอกาสในการเข้าถึงผ้าอนามัย โดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคม ควรมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีในด้านนี้
จากตัวอย่างที่ทุกคนรับรู้และจับต้องได้ จะเห็นได้ว่าสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประชาชนในทุกๆด้าน ซึ่งถือเป็นความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคนในชาติ จะถูกผู้ปกครองเผด็จการมองแบบไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก ในทางตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญอย่างที่สุดในเรื่องความมั่นคงของอำนาจตนเอง ทั้งนี้หากผู้ปกครองลองคิดมุมกลับโดยมองและเน้นทำเพื่อผลประโยชน์และความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในที่สุด ไม่ใช่คิดหาแต่วิธีจะปราบปราบประชาชนให้สยบยอม อย่างเช่นกรณีนักแสดงทำอาหารไปเลี้ยงผู้ชุมนุมมีข่าวว่าจะโดนแจ้งความจับฐานสนับสนุนการชุมนุม แล้วบอกว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ....มันใช่หรือ?.
 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กรณีที่มีน้องๆ นักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ออกมาชุมนุมจนกลายเป็นกระแสหลักในสังคมอย่างกว้างขวาง...

โพสต์โดย พรรคเพื่อชาติ: เกศปรียา แก้วแสนเมือง - Ketpreeya Kaewsanmuang เมื่อ วันพุธที่ 23 กันยายน 2020


นี่...พูดกันตามเนื้องานเลยนะ ฝ่ายค้าน ๕-๖ พรรค "เพื่อไทย" เป็นแกนนำ พูดประจำว่า "เข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน" ในรัฐสภา จะเข้าปีที่ ๓ อยู่อีกไม่กี่เดือน

เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์