รัฐประหาร 2 ครั้งได้มา 10 คดี 'วัฒนา' ลั่นสู้มา 14 ปีก็รอวันนี้!


เพิ่มเพื่อน    

 24 ก.ย. 63 - ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 สมาชิกพรรคเพื่อไทย พร้อม น.ส.วีรดา เมืองสุข บุตรสาวของนายวัฒนา และทีมทนายความ เดินทางมารับฟังคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งมีนายวัฒนากับพวกเป็นจำเลยรวม 14 ราย

นายวัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมฟังคำพิพากษา สู้มา 14 ปีก็รอวันนี้ รัฐประหาร 2 ครั้งได้มา 10 คดี คดีนี้เป็นคดีสุดท้าย เกิดจากรัฐประหาร 2549 จนกระทั่ง 2557 คดีไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร ตนมีความมั่นใจ คดีมีพิรุธในทุกขั้นตอน หากผลคำพิพากษาไม่เป็นตามที่คาดนั้น ก็ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ตามกฎหมาย ฝากให้ช่วยผลักดันรัฐธรรมนูญ อยากให้คืนอำนาจให้ประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญเอง บ้านเมืองจะได้หมดยุคการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ หลักนิติธรรมจะได้กลับสู่บ้านเมือง สิ่งที่สู้มาตลอด โดนจับโดนอุ้มก็เพราะสู้มาเรื่องนี้

เมื่อถามถึง ส.ว. ที่แสดงท่าทีต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายวัฒนา กล่าวว่า ฝากไปบอกท่านว่า การคืนอำนาจให้ประชาชนไปเขียนกฎกติกาของประชาชนเองเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพราะอำนาจเป็นของประชาชน และไม่ใช่การตีเช็คเปล่าอย่างที่ท่านบอก ประชาชนเขียนมาก็ต้องเข้ามาที่รัฐสภา ถ้าเห็นว่าเขียนมาไม่ดีก็ไม่ต้องรับก็ได้ และสุดท้ายประชามติก็ต้องให้ประชาชนตัดสิน จะหวงอะไร นี่อำนาจของประชาชน บางท่านบอกเสียค่าใช้จ่าย แต่บ้านเมืองขัดแย้งเสียหายทางเศรษฐกิจเยอะกว่าเสียเงินทำประชามติ เราจะเสียเงินเพื่อทำประชามติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนทำไมจะทำไม่ได้ จะได้ยุติความขัดแย้ง

นายวัฒนา กล่าวอีกว่า การให้ประชาชนเขียนดีที่สุด เพราะถ้าแก้เป็นรายประเด็นเถียงกันทุกประเด็น สุดท้ายไม่ได้แก้ เอาอำนาจให้ประชาชนเขียน เขียนมาอย่างไรก็ยอมรับกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะประชาชนมาจากการเลือกตั้ง ถ้าเรายอมรับกระบวนการนี้ก็จบ จะหวงอำนาจทำไม ช่วยกันเอาประเทศออกจากกระบวนการความขัดแย้ง ตนรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (2560) ก็ถูกอุ้ม ถูกเอาไปขังก็สู้ มีคดีเป็น 10 คดี นี่ก็คดีสุดท้ายแล้วไม่รู้จะออกอย่างไร ก็สู้กันต่อ

"อยากให้ประชาชนได้มีรัฐธรรมนูญของประชาชนเอง บ้านเมืองขัดแย้งมาพอแล้ว เสียหายมาพอแล้ว หยุดกันได้แล้ว" นายวัฒนา กล่าว

นายวัฒนา ย้ำถึงคดีบ้านเอื้ออาทรว่า ตนสู้ตามกระบวนการ เผชิญหน้าไม่เคยหนี เพราะเชื่อในสิ่งที่ทำว่าเป็นประโยชน์และถูกต้อง คดีนี้ที่ตนไม่กังวล เพราะทุกขั้นตอนทำถูกต้องหมด ไม่มีเจ้าหน้าที่กระทำความผิด รายงาน ป.ป.ช.ก็บอกทุกอย่างทำถูกต้อง ตนถูกกล่าวหา 3 ข้อหา 1.บอกออกทีโออาร์ตามใจชอบ ป.ป.ช.ไต่สวนมาก็บอกว่าทีโออาร์ที่ออกมาเพราะแก้ปัญหาความล่าช้า เป็นประโยชน์ ส่วนที่อ้างเอาโควตาไปขาย ป.ป.ช. บอกทุกคนขอมาได้หมด 2.อ้างว่าตนออกทีโออาร์ฉบับนี้ ทำให้เคหะเสียหายต้องไปซื้อแพงขึ้น ป.ป.ช. ก็ไต่สวนเองบอกไม่ได้ซื้อแพงขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ และไม่มีใครได้ประโยชน์ ราคาที่เพิ่มขึ้นผู้ประกอบการก็ต้องไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์อีกเยอะแยะ แต่เคหะได้ประโยชน์ 3.อ้างตนเรียกรับผลประโยชน์ ตอบแทน อัยการก็หาหลักฐานอะไรไม่ได้ว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วจะให้ตนคิดอย่างไร ทนายที่ทำคดีกับตน ก็บอกว่าไม่เคยทำคดีไหนที่มั่นใจขนาดนี้ สิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ มีคนถามตนว่าไม่หนีเหรอ ก็จะหนีไปไหน และขอฝากรัฐธรรมนูญของประชาชนไว้ด้วย


ป๊อบแป๊บ "ไทยโพสต์" ๒๕ ปี ไม่ถือว่านาน แต่การที่ต้องอีโหลกโขลกเขลกกว่าจะผ่านในแต่ละปี นั่นแหละ ทำให้รู้สึกว่า ๒๕ ปี โอ้โห...นานเหลือเกิน!

'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ