อำนาจแท้จริง "ประชาชน"


เพิ่มเพื่อน    

 

      เมื่อคืนเป็นไงครับ?

            ได้ดูกันเปล่า.........

                ประชุมรัฐสภาในนัด "แก้รัฐธรรมนูญ" เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั่นน่ะ

                แล้วผลเป็นไง?

                "ล่มปากอ่าว" น่ะซี!

                แต่อย่าไปพูดอย่างนั้นเลย เอาเป็นว่า "เพื่อความสมบูรณ์รอบคอบ" ดีกว่า

                คืออภิปรายกัน ๒ วัน ฝ่าย ส.ว.ฟัง ส.ส.พูด และฝ่าย ส.ส.ฟังฝ่าย ส.ว.พูด ต่างฝ่าย-ต่างเห็นเหตุผลในกันและกัน

                ว่าอย่าเพิ่งลงมติในขั้นรับหลักการหรือไม่รับหลักการในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๖ ญัตตินั้นเลย

                ตั้งกรรมาธิการ ๓ ฝ่าย "ส.ส.ค้าน-ส.ส.รัฐบาล-ส.ว." ไปศึกษาร่วมกันให้ตกผลึกก่อน ๓๐  วัน แล้วค่อยมาโหวตดีกว่า

                ที่ตั้งท่าจะขานชื่อ ๗๕๐ ส.ส.-ส.ว.โหวตเปิดเผยรายตัว "รับ-ไม่รับ" ร่างแก้ไขยันเที่ยงคืนนั้น

                เป็นว่า "เก็บเสื่อ-เก็บหมอน" รอไปก่อน

                อีก ๓๐ วัน เดือนพฤศจิกา.โน่น ค่อยมาโหวตกัน!

                สรุปคือ ที่ประชุมรัฐสภา ๗๑๕ คน

                ตกลงตั้งกรรมาธิการ ๔๕ คน ร่วมศึกษาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๖ ร่างนั้น ก่อนรับหลักการ 

                เห็นด้วย ให้ตั้ง ๔๓๒ คน

                ไม่เห็นด้วย ๒๕๕ คน

                งดออกเสียง ๒๘ คน

                ไม่ลงคะแนน ๑ คน

                แต่ในจำนวน ๔๕ กมธ.ที่จะตั้งนั้น ประกอบด้วย ส.ว. ๑๕ คน ส.ส. ๓๐ คน ปรากฏว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน "เพื่อไทย-ก้าวไกล-เสรีรวมไทย" ไม่ส่งคนเข้าร่วมเป็น กมธ.

                โดยเพื่อไทยประกาศ "ไม่ขอร่วมสังฆกรรม"

                วอล์กเอาต์จากที่ประชุม ก่อนมีพระบรมราชโองการฯ "ปิดสมัยประชุม" ตอน ๒ ทุ่ม

                ประเด็นหลักๆ ก็ประมาณนี้ ถ้าถามว่า แล้วต่อจากนี้ จะเป็นยังไง?

                ก็ไม่เป็นไง ถ้าตามเกม-ตามกติกา แต่ถ้าจะเล่นนอกเกม-นอกกติกา ก็อาจเป็น

                ดูอย่างเมื่อคืน กองกำลังสามสัสที่ไปล้อมสภาแต่บ่าย เมื่อทราบว่า เลื่อนการลงมติออกไป โกรธแค้นฝ่าย ส.ว.มาก โทษฐาน ไม่โอนอ่อนผ่อนตามกับเกมแก้รัฐธรรมนูญ

                เห็นว่า ตั้งด่าน หน้าประตูสภา จะล้อม ส.ว.ถ้ามาในแนวนี้ เมื่อไม่สมจินตนาในสภา ก็มีทางเป็นได้ ที่ขบวนการล่มชาติจะใช้พวกมากลากไป

                เล่นบท "อันธพาลประชาธิปไตย" นอกสภา!

                แล้วรัฐบาลจะเอาไง?

                จะเอาจริงๆ ด้วยอำนาจตามกฎหมาย ไม่ยาก แต่รัฐบาลคงไม่ต้องการทำอย่างนั้น ไหนๆ ก็บำเพ็ญตนเป็นฤษีตบะแข็งต่อการยั่วเย้าเหล่าโคโยตี้มาได้ช้านาน

                กลั้นไว้อีกซักไตรมาส ก็คงไม่ถึงขาดใจ เลวร้ายจริงๆ ก็แค่ "ยุบสภา" อย่างที่พวกขี้แพ้ชวนตีต้องการจะเป็นไรไป ในเมื่อ "งบประมาณ" ผ่านสภาเรียบร้อยแล้ว

                ปิดแอร์-วัดใจ "เลือกตั้ง" ล้างตาให้กระจ่างกันไปเลยว่า ประชาชนจะเอาประยุทธ์

                หรือจะเอาพวกล้มเจ้า-ล้มประเทศ?

                กุมภา-มีนา ๖๔ โอกาสเป็นอย่างนั้นได้นะ ทำเป็นเล่น!

                ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. "เขียนใหม่" ทั้งฉบับนั้น

                ประเมินจากท่าที ส.ว.ที่ต้องมีส่วนร่วมว่าจะโอเคหรือไม่นั้น

                ผมว่า ๙๙.๙๙ โนเค

                แต่แก้ "รายมาตรา" ตามที่ กมธ.ศึกษาร่วมจะตกลงกันก่อน โดยไม่ตั้ง ส.ส.ร.เขียนใหม่ทั้งฉบับ แบบนี้ ๙๙.๙๙ โอเค

                ผมว่านะ ส.ส.หรือ ส.ว.เขา (ยัง) ไม่ได้ว่า!

                แต่จะสรุปลงเอยยังไง ต้องรอเวลาอีกนิด ฝ่ายค้านเขายังงอนอยู่ ปล่อยให้เขาไปหาที่ตั้งประเทศใหม่หรือให้ทำใจสักพัก แล้วค่อยประเมินจากปฏิกิริยาต่อจากนั้น

                ว่าจะอยากเล่นในเกมหรือนอกเกม?

                เขาประชุมกัน ๒ วัน ผมเพิ่งได้ฟังและได้ดู ส.ส.-ส.ว.อภิปรายกันจริงๆ จังๆ บ่ายวานนี้เอง (๒๔ ก.ย.๖๓)

                เมื่อฟัง....

                ด้วย "จิตสัมผัส" วิสัยทัศน์ด้านหยาบ-ด้านละเอียดในเชิงชั้นปัญญาสำนึกของ ส.ส.และ ส.ว.แล้ว

                ประมวลผลออกมาเป็นความรู้สึกว่า..........

                ในระบบรัฐสภา มี ส.ส.แล้ว ยังจำเป็นต้องมี ส.ว.ควบคู่ไปด้วย ก็เพราะอย่างนี้เอง!

                คือ ส.ส. "กลั่น" แล้ว ได้มาตรฐานระดับหนึ่ง

                จึงจำเป็นต้องมี ส.ว. "กรอง" อีกชั้น

                เพื่อกฎบัตร-กฎหมาย นั้นๆ จะได้ดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในตราประทับว่า ผ่านกระบวนการ "กลั่นกรอง" ครบถ้วน!

                ด้าน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ปกติประชุมสภาทีไร ต้องกัดกันทุกที

                แต่แก้รัฐธรรมนูญ ด้วยผลประโยชน์ร่วมกันลงตัว เปลี่ยนจากกัดเป็นจูบปากกันได้เหลือเชื่อ!?

                ไม่รู้ไปสรรเหตุผลว่า "แก้เพื่อประชาชน" มาจากไหนจ๋อยๆ เข้ากันเป็นผีกับโลง ทั้งพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย

                "ก้าวไกล" ไม่ต้องพูดถึง ยี่เกยุคใหม่ทรงเครื่องตั้งแต่ตัวหัวแถวไปเลย

                ".......จะสวยงามเพียงใด หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพวกเรา เริ่มต้นด้วยมาตรา ๑ อย่างเรียบง่ายว่า "อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน"

                "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หลานผดุง "ทาสประจำตัวทักษิณ" เขาละ ห้าวแบบจาวนิ่มป๋อยจริงๆ

                คราวนี้แหละจะได้แก้รัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ตั้งแต่มาตรา ๑ เป็นแม่นมั่น เปลี่ยนประเทศไทยจาก "ราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้"

                ไปเป็นระบบ "สาธารณรัฐ" ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาปนาระบบ "ประธานาธิบดี" ขึ้นแทนซะที

                พิธาและคณะ แต่ละคนอภิปรายกระชากโซ่เกรียวกราวไปทางนั้น

                คงนึกว่าเท่ รุ่นใหม่ต้อง "ขายชาติ-ล้มสถาบัน"?

                ยิ่งนายโรมนั่นด้วยแล้ว อย่านึกนะว่า ใต้หลังคารัฐสภาครอบ จะพูด-จะทำอะไร จ้วงจาบหยาบช้าสามานย์ได้ตามใจชอบ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                หรือมั่นใจ "กองทัพชีสเค้ก" ที่ยกมารายล้อมนอกสภาเป็นกำหลังหนุนนั่นน่ะ?

                ฟังวุฒิสมาชิกแต่ละท่านอภิปราย ต้องยอมรับว่า วุฒิภาวะตกผลึกสมสถานะ "วุฒิสมาชิก" จริงๆ

                ฟังท่านกล้านรงค์ จันทิก, ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน, ท่านสมชาย แสวงการ และ ฯลฯ

                อืมมมม...

                อโกธะ การไม่โกรธ ย่อมชนะผู้มากด้วยโมหะและโทสจริต สมจริงตามคำพระท่านสอน

                เมื่อไม่โกรธ สติดำรงอยู่ การพูด-การกระทำ ย่อมสมบูรณ์ ถึงพร้อมด้วยเหตุ-ด้วยผล ด้วยปัญญา พลิกสิ่งที่คว่ำด้วยโมหะให้หงายด้วยวิสัยทัศน์ตกผลึก

                ตรงจุดนี้เอง..........

                สร้างความฉุกคิดให้บรรดา ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลบางส่วนที่มีภาวะสำนึกรู้ ได้ตรองตาม เห็นตามด้วยเหตุ-ด้วยผล

                ว่า.......

                ที่ยื่นเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ เข้าไปด้วยข้อความเป็นหลักฐานว่า เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญใช้แทนฉบับปัจจุบันนั้น

                มันมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้วว่า "ทำไม่ได้"

                ถ้าจะเขียนใหม่ทั้งฉบับ ต้อง "ทำประชามติ" คือถามประชาชนก่อน ว่า "ยอมมั้ย?"

                เพราะ "อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ" เป็นอำนาจของประชาชน ไม่ใช่อำนาจของ ส.ส.หรือ ส.ว.

                เว้นแต่จะ "แก้รายมาตรา" ทำได้เลยในรัฐสภา!

                ถ้าใครฟังที่ ส.ว.สุรชัย และ ส.ว.กล้านรงค์อภิปรายบ่ายวาน จะเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด

                และเป็นจริงตามที่ ส.ว.อภิปราย คือ ญัตติที่ ส.ส.เสนอเข้าไปนั้น เอาจริงในทางปฏิบัติ เต็มไปด้วยคำถามและปัญหาในช่องทางไป คือไม่มีความละเอียด-รอบคอบอะไรเลย

                นอกจาก "ความอยาก"

                อ้างประชาชน "แก้รัฐธรรมนูญ" อย่างเดียว!

                แก้ส่อเล่ห์แบบ "ม้าอารี" ซะด้วย คือขอเอาหัวเข้าไปก่อนตรงมาตรา ๒๕๖ ว่าจะแก้แค่นั้น-แค่นี้ ตรงนั้นไม่แตะ

                แต่ถ้า ส.ว.หลงคารม ร่วมยกมือสนับสนุน แก้มาตรา ๒๕๖ ได้แล้ว มีหรือที่มันจะไม่ทะลวงยันดากทุกมาตรา ซึ่งถึงตอนนั้น มันยากจะห้าม

                ที่ทำได้ คือต้อง "หาม" กันอย่างเดียวเท่านั้น!

                แต่มี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลท่านหนึ่ง ขอแสดงความเคารพนับถือด้วยใจจริงมายังท่านด้วย

                คือ ส.ส. "ชาดา ไทยเศรษฐ์" พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอุทัยธานี

                การ "ถอดหัวใจพูด" ลูกทุ่งไทยๆ อย่างนี้แหละ ไม่ต้องประดิษฐ์วาทกรรมอะไรให้มากความ

                ผมเชื่อว่าชื่อ "ชาดา ไทยเศรษฐ์" ประทับอยู่ในหัวใจทุกคนที่ได้ฟังเมื่อบ่ายวานแน่นอน

                ท่านประกาศโต้งๆ ปู่ท่าน ย่าท่าน ไม่ใช่คนไทย มาแต่ตัว มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแผ่นดินไทย เป็นเนื้อ-เป็นตัว ร่ำรวยกว่าคนไทยด้วยซ้ำ

                ท่านประกาศเลย ไม่ควร และใครก็อย่าแตะต้อง "สถาบันพระมหากษัตริย์"!

                ผมรักความเป็น "คนจริง" ของท่านนะ ซึ่งแต่ก่อน ไม่ชอบท่านเลย ฟังท่านพูดบ่ายวาน ผมยอมทุกอย่างให้กับหัวใจท่าน

                เอาละมัง ดึกดื่น จนช่างแท่นด่าแล้ว...จบ.


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'