'ปิยบุตร'แนะแนวร่วมอ่านเปลี่ยนโลกบอกหนังสือบางเล่มอ่านแล้วตาสว่าง


เพิ่มเพื่อน    

4 ต.ค.63-ที่อาคารไทยซัมมิท นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เปิดตัวโครงการ "อ่านเปลี่ยนโลก" โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของหนังสืออยู่ที่การ เขียนและการเข้าไปอ่าน ซึ่งจะก่อให้เกิดความคิดขึ้นมาทันที หนังสือบางเล่มอาจมีความพลานุภาพทำให้ความคิดใหม่และตาสว่างขึ้นมาทันทีเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยน แปลงและคิดถึงโลกใบใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญา

"การอ่านเป็นกุญแจดอกแรกที่นำไปสู่ความรู้และเปิดสมองคนให้นำไปสู่การปฏิบัติการได้ การอ่านเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนโลกนั้นจะต้องทำให้เข้าถึงการอ่านว่าควรอ่าน หนังสืออะไรและอ่านกับใคร จึงนำมาสู่โครงการนี้ที่มีการแนะนำหนังสือหลากหลาย เช่น ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ปรัชญาการเมือง เป็นต้น" นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า เบื้องต้นเราได้คัดเลือกมา 21 ปกจาก12 สำนักพิมพ์ โดยเราหวังว่าอ่านแล้วจะเกิดการสร้างความคิดใหม่และเกิดการกระตุ้นออกไปเปลี่ยนแปลงสังคม  จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากการที่ตนเองได้เข้าไปเล่นทวิตเตอร์ โดยได้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ได้อ่านหนังสือจำนวนมาก และแต่ละเล่มนั้นมีเนื้อหาแบบหนัก แต่เป็น หนังสือที่มีราคาแพง ทำให้คิดว่าควรลงทุนสร้างห้องสมุดเล็กของคณะก้าวหน้าเพื่อแบ่งปันกันอ่าน โดยให้หนังสือเป็นทรัพย์สินร่วมกัน เมื่ออ่านจบแล้วจะนำมาส่งให้เพื่อน เพื่ออ่านต่อไป เราเชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้เยาวชนและประชาชนได้รวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนความคิดและออกไปปฏิบัติเพื่อให้การสร้างอำนาจนำใหม่ในสังคมไทย

นายธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราภิชานภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นผ่านระบบวีดีโอคอน เฟอร์เรนซ์ กล่าวว่า ส่วนตัวขอชื่นชมขบวนการของนักเรียนมัธยม เพราะในวัยแบบนั้นและบรรยากาศที่มีอำนาจนิยมในโรงเรียนการที่จะขบถทำได้ยาก ดังนั้น การขบถของ นักเรียนมัธยมต้องการการตัดสินใจที่ใหญ่กว่า ทั้งนี้ การอ่านจะทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรนั้นจะต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมการอ่านในระดับปัจเจกชน

จากนั้นนายธงชัย ได้อ่านแถลงการณ์ หัวข้อ "อ่านเพื่อเปลี่ยนโลก อ่านเพื่ออนาคตของเรา" โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่สามารถอาศัย เพียงกำลังทางกายภาพและจำนวนปริมาณเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยเจ้าของแผ่นดินทั้งหลายผู้มีปัญญาพร้อมจิตใจมุ่งมั่นกล้าหาญ ผลักดันสังคมให้ก้าวออกจากกรอบ ความเชื่องมงายซึ่งเป็นมรดกจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ถูกรื้อฟื้นป่าวประโคมขึ้นมาในกาลปัจจุบันให้จงได้ เพราะหากความคิดความเชื่อแบบเดิมยังคงดำรงอยู่  การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้

การต่อสู้กับความเชื่อเดิมๆ สร้างความคิดความเชื่อใหม่ๆเป็นสิ่งจาเป็นที่แยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของราษฎรที่เท่าเทียมกัน การเปลี่ยนแปลงเพื่อ  อนาคตที่ดีกว่าทุกวันนี้หลายอย่างน่าจะสามารถจบได้ในรุ่นเรา หลายอย่างเป็นกระบวนการไม่สิ้นสุดและไม่มีคาว่าสมบูรณ์ตราบเท่าที่โลกยังคงหมุนเปลี่ยนแปลง จึงต้องมี การถกเถียงแลกเปลี่ยนทางปัญญาอย่างมีเสรีภาพและอย่างอารยะภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบประชาธิปไตย เพราะเส้นทางเช่นนี้เท่านั้นที่จะสามารถแสวงหาทาง เลือกใหม่ๆได้อย่างสันติ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นเรื่อยไปไม่สิ้นสุด

วุฒิภาวะของสังคมบังเกิดไม่ได้เพียงเพราะความปราดเปรื่องของผู้นำหรือปัญญาชนจานวนน้อย แต่หมายถึงสังคมที่ประชาชนทั่วไปมีโอกาส มีวัฒนธรรมทางปัญญาใน ชีวิตประจาวันที่คุ้นเคยกับการแสวงหาความรู้และการสร้างสรรค์อย่างมีจินตนาการ มีความสามารถในการใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และมีส่วนร่วมในการใช้ อำนาจอย่างมีความรู้และปัญญา

วัฒนธรรมการอ่านเป็นพื้นฐานสาหรับการสร้างสังคมอุดมปัญญาเช่นนั้น เป็นวิธีเข้าถึงความรู้ พัฒนาวุฒิภาวะทางความคิด ยกระดับวิจารณญาณ เกื้อหนุน
จินตนาการสร้างสรรค์ และหล่อหลอมศีลธรรมทางสังคมแบบโลกวิสัย ความคิดใหม่จะเกิดขึ้นได้เพราะเราอ่าน จินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ มักมากับหนังสือที่เรา อ่าน เราเปลี่ยนโลกได้เพราะเราอ่านหนังสือ


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"