ม็อบค้างคืนเป็นเดือน ‘อานนท์’นำทีมฟื้นคณะราษฎร/‘สุภรณ์’จวกก้าวล่วงสถาบัน


เพิ่มเพื่อน    

 “อานนท์” พร้อมเครือข่ายผุด “คณะราษฎรอุปโลกน์”  ปลุกม็อบ 14 ต.ค. เรียกร้อง 3 ข้อ “ประยุทธ์ลาออก-แก้รัฐธรรมนูญ-ปฏิรูปสถาบัน” โวทวงคืนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฟุ้งชุมนุมข้ามคืนยาวเป็นเดือน บอกไม่มีเจตนาขวางขบวนเสด็จฯ วันที่ 14 ต.ค. เพราะบอกกำหนดการล่วงหน้าแล้ว! “สุภรณ์” จัดหนักเป้าประท้วงหวังก้าวล่วงสถาบัน เผยมีอดีตนักการเมือง-อดีต ส.ส.-ส.ส.ขั้วตรงข้ามเป็นไอ้โม่งเติมเชื้อไฟและท่อน้ำเลี้ยง “หมู่บ้านเสื้อแดง” ประกาศไม่เข้าร่วม พร้อมผนึกเป็นเครือข่ายปกป้องสถาบัน

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เวลา 14.30 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง นายอานนท์ นำภา พร้อมแกนนำผู้จัดชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.นี้ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งประกอบด้วย น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี,   นายภาณุพงศ์ จาดนอก, นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้อ่านแถลงการณ์ร่วมกันว่า คณะราษฎรไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงอยู่ในหัวใจของราษฎรทุกคนที่รักประชาธิปไตย ณ สนามราษฎร์เวลานี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง รัฐบาลประยุทธ์ได้บริหารประเทศและเข้าสู่อำนาจอย่างหลอกลวง โฆษณาชวนเชื่อว่าสถานการณ์ยังอยู่ในการณ์ปกติ แท้จริงแล้วเศรษฐกิจกำลังพังพินาศ หลายชีวิตต้องอดอยาก ในขณะที่ชนชั้นศักดินา นายทุน นายพล สุขสบายบนความทุกข์ยากของประชาชน เมื่อรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องใดที่ผู้ชุมนุมก่อนหน้านี้ได้ประกาศไว้ เราในฐานะราษฎรและในนามคณะราษฎร ขอประกาศจัดการชุมนุม ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน วันที่ 14 ต.ค. เป็นต้นไป โดยมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
    1.พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี 2.เปิดประชุมวิสามัญทันที เพื่อรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากประชาชน และ 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
    โดยข้อเรียกร้องข้างต้นไม่ใช่การล้มล้างระบอบการปกครอง หากเป็นการทำให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบ เพื่อให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เพื่อมิให้ต้องมีผู้อดอยากแร้นแค้น สูญเสียโอกาสสูญเสียอนาคต จากการบริหารที่ผิดพลาด จากกฎกติกาที่บิดเบี้ยว ขอให้ราษฎรทั้งผองมาร่วมกัน นำอนาคตที่เป็นของราษฎรกลับมาสู่ราษฎรทั้งปวง ศักดินาพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ
 จากนั้นแกนนำได้ชู 3 นิ้ว โดยนายอานนท์กล่าวว่า ในวันที่ 14 ต.ค. เรานัดรวมตัวกันเวลา 14.00 น. โดยจะจัดกิจกรรมทวงคืนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งที่ผ่านมามีการนำต้นไม้ไปกีดขวาง โดยจะนำต้นไม้ออกจากพื้นที่ จากนั้นจะชุมนุมปราศรัยพร้อมพักค้างคืน อีกทั้งจะยื่นข้อเสนอ 3 ข้อถึงรัฐบาล โดยเพดานจะไม่ลดลง ซึ่งยุทธวิธีในกดดันรัฐบาล เปรียบเสมือนเราจะกินข้าวทีละคำ พร้อมคาดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมจะไม่น้อยกว่า 19 ก.ย. เนื่องจากมีพี่น้องจากต่างจังหวัดเตรียมเหมารถเข้ามา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดว่าจะกี่วัน และเคลื่อนที่ไปที่ใดหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนคนและสถานการณ์ โดยส่วนตัวเตรียมความพร้อมไว้เป็นเดือน
    “กลุ่มแจ้งขออนุญาตชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีการยื่นหนังสือใดๆ อีก หากรัฐบาลจะเจรจาหรือทำตามเงื่อนไขทางกลุ่มก็ยิ่งดี โดยสามารถเข้ามาเจรจาได้ตลอดเวลา”
    เมื่อถามว่า วันที่ 14 ต.ค.นี้ จะมีขบวนเสด็จฯ ผ่าน ถ.ราชดำเนิน เวลา 17.00 น. นายอานนท์กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยปกติ เราไม่มีเจตนาไปขวางขบวนเสด็จฯ เพราะเราประกาศไปล่วงหน้าก่อนแล้ว โดยในช่วงที่มีขบวนเสด็จฯ เราคาดว่าประชาชนก็อาจไม่เต็ม ซึ่งรถประชาชนทั่วไป รถเมล์ รถแท็กซี่ ยังคงผ่านได้ปกติ ขบวนเสด็จฯ ก็สามารถผ่านได้ ไม่มีอะไร ไม่มีการขัดขวางขบวนเสด็จฯ เราเป็นไปตามปกติ
โอ่มีเซอร์ไพรส์แน่นอน
    เมื่อถามว่าจะดูแลผู้ชุมนุมให้อยู่ในความสุขุมและรอบคอบอย่างไรบ้าง นายอานนท์กล่าวว่า ผู้ชุมนุมที่มาร่วมชุมนุมกับเรา เป็นผู้ชุมนุมที่มีวุฒิภาวะสูงมากๆ จะเห็นได้ว่าคนที่ความโกรธแค้นที่หน้ารัฐสภาก็ไม่ได้ไปทำลายทรัพย์สินอะไรแต่อย่างใด เพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยการชุมนุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันทั้งประเทศ อีกทั้งได้เชิญชวนกลุ่มการเมือง กลุ่มต่างๆ กปปส., เสื้อเหลือง และเสื้อแดง ที่มีจุดร่วมกับเราทั้ง 3 ข้อ สามารถมาร่วมชุมนุมกับเราได้ โดยการชุมนุมครั้งนี้จะมีเซอร์ไพรส์แน่นอน และรูปแบบของเวทีการชุมนุมจะปรับไปตามจำนวนมวลชนที่มาร่วมชุมนุม
“พูดตามตรงว่าเราเดินมาไกลมาก ไม่มีการยอมแพ้ ไม่มีการหาทางลงแน่นอน ทุกคนมุ่งไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยการชุมนุมครั้งนี้มีความแหลมคม ทั้งประเด็นและการต่อสู้ในเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน ที่มีหลายกลุ่มตอบรับเข้าร่วมในการชุมนุม”
    เมื่อถามถึงภาพความขัดแย้งระหว่างแกนนำ นายอานนท์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของการปรับตัว หากมีสิ่งใดผิดพลาดก็ต้องขอโทษ คนที่เป็นแกนนำก็ผิดพลาดกันได้ แต่อยู่ที่ว่าจะปรับตัวกันได้หรือไม่
    ขณะที่นายทัตเทพ แกนนำกลุ่มประชาชนปลดแอก กล่าวว่า นี่คือขบวนการประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมของราษฎรทุกคน เรามีปัญหามามากแล้ว ซึ่ง 3 ข้อเรียกร้องเป็นการแก้ไขโครงสร้างใหญ่ ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จึงขอเชิญชวนให้ร่วมกันทำภารกิจนี้ให้จบในรุ่นเรา
     ส่วน น.ส.ปนัสยา แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมระบุว่า กลุ่มแนวร่วมฯ ได้ร่วมกลุ่มที่เคลื่อนไหวเป็นคณะราษฎร เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน การรวมตัวกันจะทำให้มีพลังเคลื่อนไหว โดยทุกข้อเรียกร้องมาจากทุกกลุ่ม ถ้าทุกคนคิดว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวต้องเกิดขึ้น ก็ขอให้มารวมตัวกัน
    ขณะเดียวกัน นายอานนท์โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีชายคนหนึ่งขู่จะยิงในการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.นี้ ซึ่งจะให้โอกาสเขาจนถึงเที่ยง ถ้าไม่ขอโทษก็คงต้องแจ้งความ เพราะนี่คือการขู่ฆ่า เป็นอาชญากร
    สำหรับความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล นายประทีป กีรติเรขา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นประธานการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุในการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลกรณีการชุมนุมประท้วง โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ ตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองทัพบก สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 และตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเตรียมรับมือกับการชุมนุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 ต.ค.นี้
    นายสุภรณ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ใครคิดชุมนุมก้าวล่วงสถาบัน คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าร่วม แต่การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เชื่อว่ามีเป้าหมายเพื่อก้าวล่วงสถาบัน ซึ่งขณะนี้อดีตคนเสื้อแดงหรือแกนนำคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะไม่เข้าชุมนุม แต่ยังมีกลุ่มพรรคการเมือง เช่น อดีตผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ที่มีการปราศรัยในพื้นที่ต่างจังหวัดพยายามปลุกระดมให้คนมาร่วมชุมนุม จึงขอชี้แจงว่าไม่ควรมาร่วมชุมนุม เพราะจะก้าวล่วงสถาบัน นอกจากนี้ การชุมนุมจะทำให้รัฐบาลทำงานยากขึ้น เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว การชุมนุมไม่ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น มีแต่ซ้ำเติมประเทศชาติ ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ซึ่งเราจะไม่ประมาทกับการชุมนุมครั้งนี้ จะดูแลทุกอย่างให้รอบคอบ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุม และป้องกันอย่างเต็มที่ไม่ให้มีมือที่สามมาสร้างความวุ่นวาย รวมถึงขอผู้ชุมนุมอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมายและรุนแรง
แฉกลุ่มไอ้โม่งร่วมปั่นม็อบ
    “การชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดทำการปกติ ขอให้ผู้ชุมนุมตระหนักถึงตรงนี้ด้วย และการก้าวล่วงสถาบันเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ รวมถึงไม่ควรเข้าไปในสถานที่ราชการจนทำให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขอบอกไว้ว่าชีวิตความเป็นแกนนำ เหมือนผมที่สุดแล้วต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ถูกดำเนินคดี และในปัจจุบันแกนนำคนเสื้อแดงหลายคนได้รับพระราชทานอภัยโทษ” นายสุภรณ์กล่าว   
         ผู้สื่อข่าวถามว่า ด้านการข่าวมีใครให้การสนับสนุนการชุมนุมครั้งนี้บ้าง นายสุภรณ์กล่าวว่า การข่าวมีข้อมูลว่ามีอดีตนักการเมือง อดีต ส.ส. อดีตพรรคการเมืองไปชักชวนปลุกระดมจะจ่ายค่ารถและค่าเรือให้มาร่วมชุมนุม แต่หลายคนบอกว่าอยากได้เงิน แต่ไม่ร่วมชุมนุม เพราะรู้ว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เพื่อก้าวล่วงสถาบัน จึงไม่เดินทางมากัน
    เมื่อถามว่า สามารถเปิดเผยผู้ที่ชักชวนประชาชนได้หรือไม่ นายสุภรณ์กล่าวว่า เป็นอดีตนักการเมือง อดีต ส.ส. รวมถึง ส.ส.ปัจจุบันที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งเรามีหลักฐาน กำลังรวบรวมอยู่ ถ้าถึงขนาดเปิดเผยตัวบุคคลได้จะนำมาเปิดเผย และใครพบเห็นขอให้ถ่ายคลิปถ่ายวิดีโอไว้ด้วย เราจะนำมาเป็นหลักฐานประจานว่าคนเหล่านี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยุยงปลุกระดมให้ออกมาล้มล้างสถาบัน ส่วนเรื่องการดำเนินคดีจะว่าไปตามกระบวนการ ใครที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้สนับสนุนชักจูงคนที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดี  
    มีรายงานว่า ในที่ประชุมมีการประเมินจำนวนผู้ชุมนุมว่าอาจมีผู้เดินทางมาชุมนุมหลักหมื่น และแผนเผชิญเหตุได้มอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้พิจารณา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เสนอต่อที่ประชุม โดยให้ยึด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามเข้าใกล้พื้นที่ทำเนียบรัฐบาลในระยะ 50 เมตร
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายกลุ่มประกาศไม่ร่วมชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. ว่าก็ดีแล้ว ส่วนจะลดจำนวนผู้มาชุมนุมลงหรือไม่นั้น จะไปรู้ได้อย่างไร เมื่อถามย้ำว่าหน่วยงานความมั่นคงตรวจสอบหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็ไม่รู้ ยังไม่รู้ แต่ก็ดีขึ้น และการที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มาร่วมชุมนุมนั้นก็ถือว่าดี แล้วสื่อว่าดีหรือไม่
    เมื่อถามอีกว่า ก่อนหน้านี้มีหมู่บ้านคนเสื้อแดง แต่ล่าสุดฝ่ายความมั่นคงได้รับรายงานหรือไม่ว่าหมู่บ้านเหล่านี้ได้หายไปแล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการไปตามขั้นตอน ดำเนินการไป เพื่อพยายามจะไม่ให้มีหมู่บ้านเสื้อแดงอีกแล้ว
    ณ ศูนย์เครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย ชุมชนพรสวรรค์ ทต.หนองบัว อ.เมืองฯ จ.อุดรธานี นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกับเครือข่ายหมู่บ้านเสื้อแดง 14 จังหวัดภาคเหนือ และ 20 จังหวัดภาคอีสาน
    โดยนายอานนท์กล่าวว่า พวกเราอดีตหมู่บ้านเสื้อแดงได้เชิญอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อผนึกกำลังอีสาน-ล้านนา มาแต่งตั้งเป็นประธานหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นไทยประจำจังหวัดเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จากพวกจาบจ้วงและหวังจะล้มล้างสถาบัน และเพื่อให้สมาชิกออกไปรณรงค์ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงกับประธานหมู่บ้านและสมาชิกหมู่บ้านเสื้อแดงแต่ละหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดต่างๆ ว่าการที่มีการเข้าไปชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นว่าจะไปล้มรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จริงๆ แล้วไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มดังกล่าว แท้ที่จริงแล้วเป็นกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อสถาบันที่ต้องการจะแก้ไขการปกครองไม่ให้มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเราชาวอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงในแต่ละจังหวัดจำเป็นต้องออกมาปกป้องสถาบัน และให้ข้อมูลที่แท้จริงกับเด็ก เยาวชน นักเรียน และนักศึกษา
เดินสายบี้ถอนตัว
    วันเดียวกัน นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมคณะ ยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้พรรค ปชป.ถอนตัวออกจากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเสนอให้เลือกนายกฯ คนใหม่ในที่ประชุมสภา เป็นการแก้ปัญหาวิกฤติชาติ โดยมีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และโฆษกประจำตัวนายจุรินทร์รับแทน
    นายอดุลย์กล่าวว่า กังวลถึงการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.นี้ ที่มีผู้ชุมนุมบางส่วนหยิบยกประเด็นการปฏิรูปสถาบันที่มีลักษณะการก้าวล่วง โดยขอให้เด็กรุ่นใหม่ไปศึกษาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น เพราะสถาบันก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งบทเรียนการต่อสู้ในอดีตไม่อยากให้สูญเสียบุคคลในครอบครัวเหมือนพวกตนเอง และขอยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนนักศึกษาใน 3 ประเด็นข้อเรียกร้อง เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากนายกฯ แต่ต้องไม่ก้าวล่วงจาบจ้วงล้มล้างสถาบัน
        ต่อมาในเวลา 13.30 น. นายอดุลย์เดินทางต่อไปที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. เรียกร้องให้ถอนตัวออกจากรัฐบาลเช่นกัน โดยขอให้พรรค ภท.ร่วมถอดสลักแก้ปัญหา พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เรียกร้องรัฐบาลแห่งชาติ เพราะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก ก็ยังมีตัวเลือกอีก 3 คนจาก 3 พรรค ซึ่งนายอนุทินเป็นคนประนีประนอม และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมีภาษีกว่าอีก 2 คน
    นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรค ภท. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 6 ฉบับก่อนรับหลักการ กล่าวว่า กมธ.เชิญนายเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ และนางพรพิศ เพชรเจริญ รักษาการเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าชี้แจง โดย กมธ.ได้ซักถามในประเด็นปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการทำประชามติต่อเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ได้คำตอบเพียงว่าหากมีข้อสงสัยก็ให้ยื่นร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ส.ว.ยังคงยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการเขียนกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ แต่ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้แก้ไขเป็นรายมาตรา ซึ่งสัปดาห์หน้า กมธ.จะประชุม 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค.นี้
      ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า ได้ส่งคำร้องไปทางไปรษณีย์ EMS เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ตรวจสอบว่าการประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ชอบด้วยข้อบังคับพรรคหรือไม่ หากไม่ชอบ ผลที่ตามมาจะทำให้การประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ชอบหรือไม่ด้วย.

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"