พิษโควิดทำธุรกิจรายได้หด


เพิ่มเพื่อน    

 

“ภาคธุรกิจ” ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เพราะทันทีที่สถานการณ์การระบาดเริ่มรุนแรงขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดอย่างชัดเจน ประมาณ 3 เดือน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดหยุดชะงัก ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการหลายส่วนพยายามดิ้นรน ขณะที่ภาครัฐเองก็พยายามออกมาตรการมาเพื่อดูแลภาคธุรกิจให้ยังคงมีชีวิตรอดต่อไปได้

ธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว อาทิ ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวนี้เกี่ยวเนื่องกับแรงงานเป็นจำนวนมาก เมื่อกลไกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเดินได้ไม่ครบ แม้ว่ารัฐบาลจะคลายมาตรการล็อกดาวน์ไปพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่ช่วยทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนที่ผ่านมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย” โดย พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย ระบุว่า ประเมินว่าปี 2564 จะยังเป็นปีที่ธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายแม้สถานการณ์โควิด-19 จะดีขึ้น โดยคาดว่ายอดขายที่หดตัวมากถึง 9.0% ในปี 2563 จะยังต่ำกว่าระดับปกติในปี 2564 เป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการชำระหนี้ หลังมาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปสิ้นสุดลง ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลงบการเงินในระดับรายบริษัทกว่า 2 แสนราย พบว่าอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio : ICR) ในภาพรวมจะลดลงจาก 3.62 เท่า ในปี 2562 มาอยู่ที่ 3.11 เท่า ในปี 2563 และจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะกลับไปสู่ระดับเดิม ขณะที่กิจการที่มีกำไรจากการดำเนินงานไม่เพียงพอจ่ายดอกเบี้ย หรือมี ICR ต่ำกว่า 1 เท่า จะมีสัดส่วนมากถึง 28-30% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า

“สถานการณ์เศรษฐกิจซบเซาที่มีแนวโน้มลากยาว อาจส่งผลให้กิจการซมไข้ยาวนาน หรือกิจการที่มี ICR ต่ำกว่า 1 เท่า ติดต่อกันเป็นเวลา 3 รอบปีบัญชี มีจำนวนเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 9.5% ของกิจการทั้งหมด ในปี 2562 เป็น 14% ของกิจการทั้งหมดในปี 2563 และจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 26% ภายในปี 2565” พชรพจน์กล่าว

ขณะที่ “ณัฐพร ศรีทอง นักวิเคราะห์” กล่าวว่า ต้องจับตามองธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นพิเศษ หลังพบว่าเป็นธุรกิจที่มีกิจการซมไข้ยาวนานในปี 2563 มากถึง 29% และ 26% ของกิจการทั้งหมดตามลำดับ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 48% และ 38% ภายในปี 2565 ได้หากไม่มีการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้

ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และแนวโน้มกำลังซื้อในประเทศ ภาวะการมีงานทำ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน เพราะจะกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง นอกจากนั้นยังมีอีกหลายธุรกิจที่จะมีจำนวนกิจการซมไข้ยาวนานสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น ธุรกิจสื่อและบันเทิง ธุรกิจเครื่องหนัง ธุรกิจเครื่องสำอาง และธุรกิจสิ่งทอ เป็นต้น

ด้าน “ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ นักวิเคราะห์” มองว่า การจัดการกับกิจการซมไข้ยาวนานที่จะเพิ่มมากขึ้นคือโจทย์ท้าทายในระยะข้างหน้า ซึ่งการดำเนินนโยบายต่างๆ จำเป็นต้องมีความเฉพาะเจาะจง โดยคำนึงถึงพื้นฐานทางการเงินของกิจการ และศักยภาพการกลับมาฟื้นตัวของธุรกิจ รวมถึงต้องคำนึงถึงการป้องกันปัญหา Moral Hazard ที่อาจจะตามมาได้ อีกทั้ง ควรให้การสนับสนุนในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากเงินทุนควบคู่ไปด้วย เช่น การยกเครื่องธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสในตลาดศักยภาพใหม่ๆ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่สอดรับกับบริบท New Normal อย่างยั่งยืน.

ครองขวัญ รอดหมวน

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.