เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'


เพิ่มเพื่อน    

         "ไทย-พีบีเอส" ยุคนี้ ก้าวหน้า เกาะติดชุมนุมม็อบล้มเจ้าได้ดีจัง!

                ผมเล่นทวิตเตอร์ไม่เป็น

            เลยไม่รู้แต่ละวัน เจ้าภาพม็อบ "คณะราษฎร ๖๓" ที่แปรขบวนเป็น "แต่ละคนนำกันเอง" ว่าวันนี้เขานัดไปรวมตัวกันจุดไหนบ้าง?

            และอะไรคือคีย์เวิร์ดประจำวัน สำหรับให้ใช้ตะโกนและปั่นแฮชแท็ก?

            ก็ได้อาศัยไทย-พีบีเอสนี่แหละ ตกบ่าย ผมกดเลข ๓ แช่รอเลย เขารายงานข่าวและความเคลื่อนไหวม็อบล้มเจ้าชนิด จัดหนัก-จัดเต็ม

            สดกว่าปลาในตลาด ก็ข่าวม็อบไทย-พีบีเอสนี่แหละ

            ไม่ว่าชุมนุมในกรุง, นอกกรุง เหนือ-ใต้-อีสาน-ออก-ตก "จอเดียว" พรึ่บพร้อมสดๆ ติ๋งๆ!

            ถึงตอนนี้ ม็อบล้มเจ้า ดูเหมือนจัดรูปแบบเป็นมหกรรมชุมนุมกระจายจุดรายวัน ทำนองตลาดนัดมวลชนไปแล้ว

            ตกบ่าย นัดจุดไหน ใครสะดวกย่านไหน ไปรวมตัวชุมนุมกันย่านนั้น

            ไม่มีแกนนำ ออกแบบเป็นว่า "ทุกคนคือแกนนำ"

            ถ้าตำรวจจะจับแกนนำชุมนุม ก็ต้องจับหมดทุกคน ประมาณนั้น

            เรียกว่า "ประสบการณ์" สอนแต่ละฝ่าย คือทั้งฝ่ายม็อบและฝ่ายเจ้าหน้าที่ ให้คิดค้น "รูปแบบ-วิธีการ" เลี่ยงบาลี และการปะทะ

            สมกับที่เป็น "ศิษย์" ศรีธนญชัย กันน่าชมเชย!

            คือ ถ้ายังชุมนุมแบบมีแกนนำขึ้นเวที ด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ต้องจับ

            และแกนนำขึ้นเวที จะไปหน่อมแน้มจูบปากโชว์ ก็คงไม่ปัง ก็ต้องเน้นจุดขายของเขาคือ "การล้มเจ้า" จับไมค์ ก็ต้องใส่เต็มพิกัด

            ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องจับ......

            ไม่จับ ถือว่าละเว้นขั้นฉกาจฉกรรจ์!

            เนี่ย..มันเป็นอย่างนี้

            เหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาที่เกิดกับขบวนเสด็จฯ ก็ดี ที่หน้าทำเนียบก็ดี ที่แยกปทุมวัน ไม่ไกลจากวังสระปทุม คืนวันศุกร์ ๑๖ ตุลาก็ดี

            นั่นคือบทศึกษา ถ้าม็อบหักหาญ "แรง" ขนาดไหน ทางเจ้าหน้าที่ ต้อง "แรง" ตอบขนาดนั้น ในฐานะผู้รักษากฎหมาย

            และจาก "แรงชนแรง" เมื่อศุกร์ที่ผ่าน........

            แต่ละคน-ละฝ่าย ก็มีประสบการณ์เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อไม่ต้องสู่จุดหักหาญ ซึ่งมีแต่ต้องแตกหัก

            และนั่น "ฝ่ายพัง" คือ ม็อบ!

            จากสังเกต เจ้าของม็อบ จึงเปลี่ยนยุทธวิธี จากทุบหม้อข้าวรวดเดียว "ล้มเจ้า-ชิงเมือง"

            แต่เมื่อเห็นว่า ไม่สำเร็จแน่

            ก็เปลี่ยนแผนเป็น "กินข้าวทีละคำ" โดยประยุกต์แผน "แตกแบงก์พัน" ของนายใหญ่ตอนเลือกตั้งมาใช้

            จาก "ทัพใหญ่" บุกตีกะล้มเจ้า-เปลี่ยนระบบ "รวดเดียว" ซอยเป็นทัพย่อย "ดาวกระจาย"

            ควบคุมกลไก โดยบัญชาการผ่านทาง "โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม" ทั้ง ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไอจี  ทวิตเตอร์

            เรียกว่า เจ้าของโปรเจกต์ล้มเจ้าชิงประเทศ ไม่ต้องขี่หลังช้าง-หลังม้า นำหน้าทัพให้เห็นหน้า-เห็นตัวอย่างตะก่อน

            นั่งกระดิกตีนซดไวน์ในเซฟเฮาส์ ยุคไอที เขาก้าวหน้า-ก้าวไกล สั่งการ "ซอมบี" ให้เคลื่อนไหวทางคลื่น สบายมาก!

            รบเย้าแหย่.....

            ใช้ช่วงยืดเยื้อ ให้นักวิชาการ, จานมหา'ลัย, องค์กรนอกประเทศและสื่อในเครือข่าย เป็นกองทัพจิตวิทยา

            ระดมสร้างข่าว สร้างกระแส ว่าการชุมนุมเป็นความชอบธรรมทางด้านสิทธิมนุษยชน รัฐบาลใช้อำนาจไม่ชอบธรรม ฉีดน้ำใส่ม็อบเป็นความรุนแรง

            -ชูม็อบล้มเจ้าเป็นความชอบธรรม

            -เหยียบรัฐบาล ที่ปกป้องสถาบัน เป็นการใช้อำนาจไม่ชอบธรรม!

            แพ้-ชนะยกนี้ วัดจากตรงไหน?

            วัดจากท่าทีนำเสนอของสื่อ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ จะเห็นว่า โหมกันสร้างน้ำหนักให้ "ฝ่ายล้มเจ้า" เห็นชัด

            จะเห็นว่า ฝ่ายล้มเจ้า ใช้ไอทีรบชิงพื้นที่ความถูก-ผิดได้มีประสิทธิภาพมากกว่าฝ่ายรัฐบาล

            ฝ่ายล้มเจ้า ใช้ภาพนำแล้วเขียนเรื่องบิดเบือนความจริงให้คนเข้าใจผิดจากความเป็นจริงให้คนเกลียดตำรวจ เกลียดรัฐบาล

            ร่วมมือกันทั้งในประเทศและนอกประเทศ ในขณะที่รัฐบาลมีทั้งกระทรวงดิจิทัล มีทั้งกองบัญชาการไซเบอร์ แต่ "ยุทธการไอที"

            ฝ่ายรัฐ "แพ้ราบ" ฝ่ายล้มเจ้า!

            ระยะสั้น ไม่เป็นไร แต่ด้วยยุทธวิธีฝ่ายล้มเจ้า ทดเวลาทางภาคพื้นดิน ไปให้ทางทัพนักวิชาการและทัพองค์กรนอกชาติ โหมรุกแนวรบด้านไอที ด้วยปั่นกระแสสร้างความชอบธรรม

            ระยะยาว ฝ่ายรัฐบาลและสถาบัน ถ้าไม่แก้เกม อาจเพลี่ยงพล้ำได้ เพราะใจคนถูกปั่น-ถูกย้อมทุกวัน โอกาสไหลตามกระแส ตามธรรมชาติสังคมมีมาก

            แต่ฝ่ายล้มเจ้าก็รู้........

            ยังไงๆ ก็ไม่มีทาง การจะล้มสถาบันได้ จะต้องผ่านอย่างน้อย ๓ ด่านนี้ไปให้ได้ก่อน

            ๑.ด่านสถาบันกองทัพ

            ๒.ด่านประชาชนรักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ และ

            ๓.รัฐบาลพลเอกประยุทธ์

            ดูแล้ว ที่จะผ่านได้ตามกลไกและกติกาสังคม ก็แค่ "ด่านรัฐบาลพลเอกประยุทธ์"

            คือสถานภาพรัฐบาลนั้น "การอยู่-การไป" เป็นเรื่องธรรมดามาก ทั้งมีระบบ-กฎเกณฑ์เป็นทางเดินอยู่แล้ว

            แต่เรื่องสถาบัน.......

            มันเป็นเรื่องคู่กับการก่อเกิดกำเนิดชาติบนความเป็นไทยและคนไทย

            สมมุติ "สถาบันกองทัพ" เผลอไผลใจลืมสัตย์ปฏิญาณไป

            แต่ตราบใด....

            ประชาชนผู้มั่นใน "ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์" เป็นปราการในสายเลือด เป็นด่านดั้งเดิม ดังทุกวันนี้

            ก็อย่าหมาย จะได้ตามหวัง!

            ต่อให้ยุโรป "สหรัฐฯ-อังกฤษ-ฝรั่งเศส" รวมหัว ย้อนกลับสู่ยุคล่าอาณานิคม ยกทัพมา คณะสามสัสทำหน้าที่เป็นไส้ศึก เปิดประตูเมืองให้ด้วย

            ที่ประเทศไทย จะเปลี่ยนระบบเป็นประธานาธิบดี ชาตินี้ไม่มีแน่

            ถ้าข้องใจ ชาติหน้า เกิดมาเป็นคนให้ได้แล้วกัน แล้วมาประลองกันอีกทีก็ได้ ถ้ายังข้อง?

            ประเมินแล้ว คงรู้แล้วว่าไม่สำเร็จ ตอนนี้ จึงลดโทนใน ๓ เงื่อนไข ไม่ชูประเด็น "ล้มเจ้า-เปลี่ยนระบบประเทศ" เป็นจุดแตกหัก

            เลี่ยงไปเน้นเงื่อนไข ประยุทธ์ออกไป และเปิดรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง ส.ส.ร.

            ใช้นักวิชาการออกมาปูกระแส "สร้างทางเบี่ยง" เป็นทางเลี่ยงแพ้-เลี่ยงชนะ

            ซึ่ง ๒ ประเด็นนี้ อีซี่..อีซี่..คอมมอน..คอมมอน มันเป็นกลไกการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว

            ถ้าจริงใจ ดูทางรัฐบาล เขาคงพร้อม จะคุยกันที่ไหน-เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าดำรงชาติ ดำรงสถาบัน ดำรงสามัคคีไว้ ประชาธิปไตย เรื่องอำนาจ มันเรื่องขี้หมา!

            ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง ส.ส.ร.แก้รัฐธรรมนูญ ก็ทั้งรัฐบาลและค้านเห็นพ้องในหลักการไปแล้ว

            เหลือแต่ให้นายกฯ ลาออก.......

            ก็ไม่แปลก แต่จู่ๆ ให้ลาออก เหตุผลมันคืออะไร คือพวกกูไม่ได้เป็น อยากเป็นมั่งแค่นั้นหรือ?

            หาเหตุผลที่จับต้องได้เป็นนามธรรม-รูปธรรมมาอธิบายให้ประชาชนใจเป็นกลางได้เข้าใจก่อนซิ

            ว่า...อะไรที่นายกฯ ทำผิด ที่ทำบกพร่อง สมควรที่ต้องลาออกไป ขืนอยู่ประเทศชาติจะเสียหาย จะอ้างแค่สืบต่ออำนาจ เป็นเผด็จการ มันยี่เก

            ยิ่งที่ประดิษฐ์เป็นวาทกรรมปลุกเร้ากองทัพซอมบีแต่ละวัน ว่าการพิทักษ์สถาบัน คือความผิด ตรงนี้สะท้อนกลับเลยว่า...มึงนั่นแหละ ผิดเต็มตีน!

            นายกฯ ถ้ารำคาญ อยากลาออก ก็ไม่ยาก ประกาศ "ยุบสภา" ไปเลือกตั้งกันใหม่ มันก็ไม่แปลกอะไร และเป็นไปได้ อยากได้ใครเป็นรัฐบาล-เป็นนายกฯ ก็ให้ประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้ง เป็นตัวชี้ขาด

            เห็นมั้ย มันไม่ซับซ้อน เพราะ "สหรัฐฯ-ตะวันตก" อยากเข้ามามีอำนาจเหนือไทยหรอก จึงซับซ้อน         สมคบกับพวกไทยซื้อได้ ประเมินช่วงรอยต่อแผ่นดินว่า ภาวะลอกคราบ อยู่ในช่วงเปราะบาง

            ก็เล่นทะลุยอด จนรู้ทั้งโลกว่า ม็อบที่เกิดเมืองไทยตอนนี้เป็น "ม็อบล้มเจ้า"

            เมื่อกระจายชุมนุมเป็น "ม็อบไม่มีหัว" ตกบ่าย-ตกเย็น ก็มายึดถนน จับกลุ่มชุมนุมตะโกนไล่ประยุทธ์กันเป็นรายวัน ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินไปถึงสถาบัน

            มันก็เป็นความสวยงามทางประชาธิปไตย จะชุมนุมกันกี่วัน-กี่เดือน-กี่ปี ก็ได้ตามใจชอบ รัฐบาลเขาก็บอกมาตลอดแต่ต้นแล้ว ถ้าชุมนุมกันเรียบร้อย ไม่ก้าวล่วง

            ก็ตามสบาย.......

            ด่านายกฯ เป็นของหวานล้างปากไปด้วย ก็ไม่เห็นนายกฯ ท่านว่าอะไร หินผาไม่ระอาหมาเยี่ยวรด!        ย้ำให้ทราบ รัฐบาล-สถาบัน ต้องจับจุดในยุทธการตอนนี้ให้ถูก

            มวลชนชุมนุม ไม่เป็นอันตรายกับบ้านเมืองและสถาบัน

            แต่ ม็อบไร้แกนนำ....

            ที่เกิดจาก Individual data perception ระบบ AI ประมวลผล บน platform ข้ามชาติ ที่เป็น IO  ระดับความเชื่อส่วนบุคคลนั่นแหละ

            ยุคไอที "แพ้-ชนะ" ชั่วโมงนี้ มันอยู่ตรงนี้แหละ!


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'