รักเจ้าแสดงพลัง ต่างจังหวัดเริ่มขยับ/นายกฯลังเลเลิกฉุกเฉิน


เพิ่มเพื่อน    

 ทำเนียบรัฐบาลกระหึ่มด้วยเพลง “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี” เปิดถึง 3 รอบ “ประยุทธ์” ลั่นขอตายเพื่อสถาบัน ตัดพ้อไม่มีใครช่วยปกป้อง รมว.แรงงานมาแล้ว ปลุกชาวชลบุรีเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ประกาศยอมไม่ได้ทำร้ายจิตใจคนทั้งชาติ “ลุงตู่” แพลมเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเร็วๆ นี้หากชุมนุมอย่างสงบ กรอ.ฉ.ลงดาบสื่อปลุกปั่นแล้ว ปิดแพลตฟอร์มวอยซ์ทีวีทุกรูปแบบ อึ้ง! ราษฎร 2563 กลายร่างเป็นเด็กเลี้ยงแกะ นัดชุมนุมทุกสถานีรถไฟฟ้ามีบิ๊กเซอร์ไพรส์ เมื่อถึงเวลาบอกแค่ “แกง” ให้พักก่อน “ทัตเทพ” กัดฟันเป็นสีสันชุมนุมยุคใหม่

    เมื่อวันอังคารที่ 20 ต.ค. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทงปี 2563” ซึ่งนายกฯ ได้ยกกระทงขึ้นกล่าวอธิษฐานจิต “ขอให้ประเทศไทยมีแต่ความสุข สงบ ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า” ด้วย
    มีรายงานว่า ในการประชุม ครม.ในช่วงพักเที่ยงก่อนประชุมอีกรอบนั้น นายกฯ ได้เปิดเพลง “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี” และเมื่อจบเพลงนายกฯ ได้พูดกับที่ประชุมว่า "เพลงที่ทุกท่านได้ฟังเหมือนเป็นเพลงที่สะท้อนบทบาทของรัฐบาล"
    และในเวลา 13.40 น. ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะมาแถลงข่าวที่โพเดียม ก็ได้มีกี่เปิดเพลง "อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี" เพียงสั้นๆ ก่อนที่นายกฯ กล่าวว่า ฟังเพลงแล้วรู้สึกอะไรขึ้นมาบ้างไหม เราลูกหลานไทย คนไทย อยู่กันอย่างจงรัก ตายอย่างภักดี ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน หน้าที่ของรัฐบาล แต่ก็ไปบังคับใครไม่ได้ ขึ้นอยู่กับจิตใจของพวกเราทุกคน
    ทั้งนี้ นายกฯ ได้แถลงข่าวโดยเริ่มต้นชี้แจงถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เรื่องการตรวจสอบและระงับการออกอากาศรายการของสื่อ รวมถึงสื่อออนไลน์ ว่าได้สั่งมอบแนวทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจออกคำสั่ง โดยขอให้ทบทวนคำสั่งระงับการออกอากาศต่างๆ โดยคำนึงสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นสำคัญ ยกเว้นบางกรณีที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จบิดเบือน ยุยงปลุกปั่น ล้ำเส้น ก้าวล่วง ละเมิดสิทธิของผู้อื่นตามกฎหมายมาตลอด ที่มีความชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย และดำเนินการเฉพาะเป็นเรื่องๆ ไป โดยขอให้ครั้งนี้เป็นการทำความเข้าใจ ส่วนบางอันที่จำเป็นต้องปิดตามคำสั่งก็ต้องปิด และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ไปละเมิดใครทั้งสิ้น
    “หน้าที่ของผมและพวกเราทุกคนต้องช่วยกันป้องกัน กำจัดการกระทำที่มีเจตนาร้าย ความพยายามยุยงปลุกปั่นสร้างความวุ่นวาย ความแตกแยก สับสนอลหม่านภายในประเทศ นั่นคือสิ่งที่เราต้องยอมรับไม่ให้เกิดขึ้น ต้องขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคน จากประชาชนด้วย ผมไม่ต้องการละเมิดสิทธิของใคร แต่ท่านจะต้องระมัดระวังการละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ภายหลังการแถลงข่าวนายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง โดยนายกฯ กล่าวเพียงว่า “ได้พูดครบไปแล้ว”  
ขอตายเพื่อสถาบัน
    มีรายงานว่า ก่อนการประชุม ครม.ได้มีการเปิดเพลง “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี” ซึ่งหลังเพลงจบ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดกับ ครม.ว่า "เมื่อเกิดมาเพื่อปกป้องสถาบัน ถ้าตายขอตายเพื่อสถาบัน" จากนั้นได้เข้าสู่การประชุม โดยมีการแบ่งการประชุมเป็น 2 ช่วง คือ ประชุม ครม.ปกติ กับการพิจารณากรณีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้ทำหนังสือด่วนถึงนายกฯ เพื่อขอ ครม.ให้ความเห็นชอบตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสมัยวิสามัญตามมาตรา 165 โดย พล.อ.ประยุทธ์ยังให้รัฐมนตรีแสดงความคิดเห็นถึงการชุมนุม โดยมีรัฐมนตรีหลายคนแสดงความคิดเห็น อาทิ นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ได้กล่าวในหลายเรื่อง รวมถึงข้อเสนอของผู้ชุมนุมที่ต้องการให้ปฏิรูปสถาบัน นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่า ขณะนี้มีหลายพื้นที่เริ่มออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบัน โดยมีที่ จ.ชลบุรี ซึ่งปรากฏว่ามีรัฐมนตรีหลายคนแสดงความเห็นด้วย
    พล.อ.ประยุทธ์ยังพูดถึงเรื่องการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า หากจะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขอความร่วมมือ ครม.ทุกคนช่วยให้ความเห็นชอบด้วย โดยจะยกเลิกเร็วๆ นี้ หากผู้ชุมนุมยังชุมนุมด้วยความสงบแบบนี้
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า หากนายกฯ ต้องการยกเลิกสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะมีอำนาจยกเลิก
    นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับเฟกนิวส์ที่นำภาพการจับกุมผู้ชุมนุมที่เกาะฮ่องกงไปเผยแพร่จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ไปชี้แจงทำความเข้าใจ ทั้งนี้ มีช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้เปรยเชิงตัดพ้อว่า "ที่ผ่านมาผมก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกันนะ ที่ไม่มีใครช่วยปกป้องผมเลย" ขณะที่ในตอนท้ายพูดว่า "จริงๆ ไม่ต้องปกป้องผมหรอก แต่ช่วยกันปกป้องสถาบัน"
    ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เป็นคนไทย รักชาติ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ จะไม่ยอมให้ใครคนไหนมาทำลาย ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ คนเราคิดต่างกันได้ในเรื่องการเมือง  แต่เรื่องประเทศชาติบ้านเมืองสถาบันพระมหากษัตริย์รับไม่ได้ ขอเชิญพี่น้องประชาชนกัลยาณมิตรที่ดีออกมาช่วยกัน แสดงออกสื่อไปถึงกับกลุ่มก้าวล่วงดังกล่าว
    “ผมเกิดมา ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ สั่งสอนมาตั้งแต่เกิด ผมขอให้พวกเราออกมาช่วยกัน เพื่อให้คนกลุ่มที่คิดก้าวล่วง คิดล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รู้ว่าทำอะไรต้องอยู่ในกรอบ อยู่ในสิทธิ์ แต่ถ้าออกมาก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์แบบนี้ ผมคิดว่าทำร้ายจิตใจของคนไทยทั้งชาติ” นายสุชาติโพสต์ย้ำ
    นายสุชาติกล่าวถึงการโพสต์ดังกล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การที่บางกลุ่มก้าวล่วงสถาบัน ลบหลู่สถาบัน ประชาชนที่รักสถาบันมีมากมายมหาศาล รับไม่ได้ เหตุการณ์ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาขวางขบวนเสด็จฯ สมเด็จพระราชินี ได้รับโทรศัพท์ทั้งวันทั้งคืนว่าจะปล่อยให้คนเหล่านี้ทำแบบนี้ได้อย่างไร เพราะเหมือนทำร้ายจิตใจเขา
“อยากฝากไปยังกลุ่มที่คิดก้าวล่วงสถาบัน หรือที่คิดจะล้มล้างสถาบัน อยากให้คิดและทบทวนชีวิตตัวเองเสียใหม่ ว่าที่ผ่านมาชีวิตเกิดมาได้ประเทศชาติสงบสุขมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะเรามีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”
    เมื่อถามว่าการโพสต์เชิญชวนทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าปลุกม็อบ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่ใช่ม็อบ เพราะถ้าม็อบคงต้องจัดไปชนกัน แต่นี่ไม่ใช่ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง วันนี้เราคนไทยซึ่งรักสถาบันสุดขั้วหัวใจ ทนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ คนที่ออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบัน ก็เหมือนกับกลุ่มเยาวชนที่ออกมาแสดงพลังให้เปลี่ยนแปลงล้มล้างสถาบัน เขาก็ยังออกมาได้ ตรงนี้ก็เหมือนกัน คนที่จะมาแสดงพลังในเย็นวันนี้ เท่าที่ทราบเขาก็ต่างคนต่างมา ไม่ได้มีการเกณฑ์คนมา
ไม่ใช่มีแค่”ชลบุรี”
เมื่อถามว่าการชุมนุมแสดงพลังของกลุ่มปกป้องสถาบันจะมีทุกวันเหมือนกลุ่มม็อบเยาวชนหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า เท่าที่ทราบกลุ่มปกป้องสถาบันไม่ได้มีที่ชลบุรีจังหวัดเดียว แต่มีที่จังหวัดอื่นๆ ด้วยที่จะรวมตัวกันในวันต่างๆ ส่วนจะมีทุกวันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ประชาชน
วันเดียวกัน ที่ศาลแพ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะ ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2563 พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวการชุมนุมของราษฎร 2563 โดย นพ.ชลน่านกล่าวว่า ได้ร้องต่อศาลให้พิจารณายกเลิกเพิกถอนประกาศและคำสั่ง รวมทั้งข้อกำหนดที่ออกมาทั้ง 2 ฉบับ โดยฉบับแรกคือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร อีกฉบับที่ออกในลักษณะแบบเดียวกัน และคำสั่งนายกฯ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อระงับยับยั้งเหตุการณ์ เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเรื่องที่สองร้องขอให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกกระทำ ผู้ที่จะได้รับสิทธิการชุมนุม ซึ่งถ้าได้รับความเมตตาจากศาลวินิจฉัยเพิกถอน เราก็มีเหตุอันควรมีผลรับรองว่าการกระทำของนายกฯ และมติ ครม.ที่ออกมาก็ไม่ชอบ จึงเข้าข่ายจงใจละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย และปฏิบัติหน้าที่มิชอบเป็นหลักฐานชัดเจนที่จะยื่นเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญ
    ต่อมาศาลแพ่งตรวจคำฟ้องแล้ว และได้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 22 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ส่วนคำร้องขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและคำร้องในกรณีฉุกเฉินของโจทก์จะได้พิจารณาวินิจฉัยในคำสั่งหรือคำพิพากษาไปพร้อมกัน  
    ขณะเดียวกัน นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมกับนายเกษม ศุภสิทธิ์ อดีตผู้พิพากษา เดินทางมาเป็นโจทก์ฟ้องคดีหมายเลขดำ 5323/2563 ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานละเมิด และขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ กทม. ลงวันที่ 15 ต.ค.2563 และประกาศทุกฉบับ ซึ่งศาลได้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 22 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ส่วนคำร้องขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาและคำขอกรณีฉุกเฉินนั้น ศาลก็จะวินิจฉัยไปในคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นในคราวเดียวเช่นกัน
    ส่วนที่กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) พร้อมคณะ แถลงภาพรวมการชุมนุม ว่าตำรวจได้เตรียมความพร้อมในด้านการอำนวยความสะดวกการจราจรและการดูแลความสงบเรียบร้อยไว้พร้อมแล้ว ส่วนสถานการณ์การชุมนุมในรอบ 24 ชั่วโมง มี 6 จุด คือ 1.แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) 2.หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 3.มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) 4.บริเวณถนนตัดใหม่สาธุประดิษฐ์ 5.หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 และ 6. สภ.เมืองนนทบุรี โดยได้เลิกชุมนุมก่อนเวลา 20.00 น.
    พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายมีการจับกุมผู้กระทำความผิด 2 ราย ได้แก่ นายปฏิวัติ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงก์ ตามหมายจับศาลอาญาที่ ลงวันที่ 15 ต.ค.2563 ในความผิดตามมาตรา 116 และนายขวัญ จีนา ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ลงวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งกระทำผิดทุบทำลายป้อมกดสัญญาณไฟจราจรแยกบางนา
    “บช.น.เตรียมกำลังไว้ 12 กองร้อย จำนวน 1,860 นาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ภายใต้การบังคับบัญชา พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปะชัย รอง ผบช.น. โดยเน้นการปฏิบัติเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วในการเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณที่มีการชุมนุม และป้องกันมือที่สามก่อความไม่สงบเรียบร้อย” พล.ต.ต.ปิยะกล่าว
เตือนอย่าเชื่อปล้นสะดม
    ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ตรวจสอบพบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการยุยงทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ได้ส่งเรื่องมาให้ กอร.ฉ.ดำเนินรวมแล้ว 58 เรื่อง ส่วนกรณีการบิดเบือนข้อมูลในลักษณะข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ ผ่านทวิตเตอร์ชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมใช้วิธีการ Looting คือปล้นสะดมนั้น ขอแจ้งเตือนผู้ร่วมชุมนุมอย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี เพราะนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ยังผิดกฎหมายอาญาด้วย
นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายดีอีเอสได้ตรวจสอบและประมวลข้อมูแล้ว ได้เสนอศาลปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกช่องทางของสื่อ 4 องค์กรคือ วอยซ์ทีวี, ประชาไท,  The Reporters และ The Standard ซึ่งล่าสุดมีคำสั่งจากศาลสั่งปิดทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของวอยซ์ทีวีแล้ว ส่วนอีก 3 สื่อยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา
    “วอยซ์ทีวีเข้าข่ายหลายองค์ประกอบความผิด ทั้งขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึง พ.ร.บ.คอมพ์ด้วย ซึ่งการขออำนาจศาลสั่งปิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่หากจะไปเปิดยูอาร์แอลใหม่ก็เป็นสิทธิ แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย” นายภุชพงค์กล่าว
    นายภุชพงค์ยังกล่าวถึงแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า ศูนย์เฝ้าระวังดีอีเอสตรวจพบการใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวในการนัดหมายเชิญชวนชุมนุม ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จึงแจ้งเรื่องต่อไปยัง ผบ.ตร. ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ซึ่งได้มีสั่งที่ 11/2563 เรื่องระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโดยให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และดีอีเอสดำเนินการเพื่อให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากเทเลแกรม
“ดีอีเอสดำเนินการตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามขั้นตอนตามกฎหมาย และมีการขอความเห็นชอบต่อศาลมาโดยตลอด ไม่มีการทำเกินอำนาจหน้าที่หรือเลือกปฏิบัติ โดยเคารพสิทธิการเข้าถึงสื่อทุกประเภทของประชาชนโดยเสรีภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด” นายภุชพงค์ยืนยัน และว่า ใน 2 วันที่ผ่านมา สามารถตรวจสอบพบผู้กระทำความผิดแล้วกว่า 300,000 รายที่เข้าข่าย และพบต้นโพสต์ชัดแจน 58 ราย
    ที่เรือนจำธัญบุรี ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ปล่อยตัว น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และนายณัฐชนน ไพโรจน์ หรือณัฐ  3 แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หลังอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 คนใช้ตำแหน่งช่วยประกันตัวออกมา ซึ่งหลังศาลให้ประกันตัวชั่วคราวออกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ได้นำหมายจับในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินการร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ของ น.ส.ปนัสยาและนายพริษฐ์ โดยได้ควบคุมตัวไปสอบสวนที่ ตชด.ภ 1 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยระหว่างเดินออกจากเรือนจำ รุ้งและเพนกวินได้ชูสามนิ้วออกจากเรือนจำ โดยตำรวจได้ควบคุมตัวทั้งสองเพื่อพาไปทำการสอบสวน ก่อนส่งฟ้องศาลแขวงดุสิตในวันที่ 21 ต.ค. ขณะที่นายณัฐชนน เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ปล่อยตัว โดยมีบิดา-มารดามารอรับ
    ขณะเดียวกัน ในช่วงเช้า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง(คนส.) ที่นำโดยนายอนุสรณ์ อุณโณ อดีตคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. พร้อมด้วยอาจารย์และนักศึกษาประมาณ 50 คน ได้รวมตัวกันที่ มธ.ท่าพระจันทร์ และเดินเท้ามาถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นแถลงการณ์ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ โดยประณามการใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร เมื่อวันที่ 16 ต.ค. และเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ
แกงผู้ชุมนุมกันเอง
    สำหรับความเคลื่อนไหวของการชุมนุมนั้น กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์ข้อความบนสื่อโซเชียลทุกช่องทางนัดหมายมวลชนให้เดินทางไปเตรียมพร้อมที่สถานีรถไฟฟ้าทุกแห่งพร้อมกันในเวลา 17.50 น. เพื่อรอรับบิ๊กเซอร์ไพรส์ หากรัฐบาลไม่รับข้อเรียกร้อง ยังไม่ปล่อยแกนนำและผู้ชุมนุมทั้งหมดและยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และหลังจากนั้นได้โพสต์ข้อความว่า ในเวลา 18.00 น. หลังเพลงชาติที่สถานีรถไฟฟ้าใกล้บ้าน ขอให้ทุกคนแสดงพลังร่วมกันชู 3 นิ้วและตะโกน "ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ!" และรอรับฟังบิ๊กเซอร์ไพรส์ ทำให้มวลชนเริ่มทยอยเดินทางไปรวมตัวกันหลายจุดทั้งใน กทม.และปริมณฑล ทั้งฝั่งธนบุรีและปทุมธานี โดยเฉพาะหน้าห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้าได้มีมวลชนรวมตัวกันเพิ่มจำนวนมากขึ้น และบริเวณท่ารถตู้ใกล้ห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
และเมื่อเวลา 18.00 น. เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้โพสต์ข้อความว่า บิ๊กเซอร์ไพรส์คือไม่มีบิ๊กเซอร์ไพรส์ วันนี้พักก่อน! ตลอดเกือบ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมาเราได้ต่อสู้ร่วมกันอย่างหาญกล้า แต่รัฐบาลกลับไม่พึงสังวรไว้ว่า ความล่มสลายของศักดินากำลังมาเยือน เมื่อไม่รับข้อเรียกร้อง ก็เตรียมรอฟังการนัดหมายครั้งใหญ่ในวันพรุ่งนี้พร้อมกัน! อันนี้ไม่แกง! (แกล้ง) ส่วนใครไฟแรงวันนี้อยากลุยต่อ มีประชาชนจัดม็อบกันเองหลายจุด สามารถเข้าร่วมได้
 ส่วนที่บริเวณลานน้ำพุ หน้าห้างสยามพารากอน ได้มีมวลชนจำนวนหนึ่งมารวมตัวเคารพธงชาติพร้อมชูสามนิ้ว จนเมื่อสิ้นสุดเพลงชาติ มวลชนได้ตะโกนพร้อม “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” จำนวน 3 ครั้ง จากนั้นมีเยาวชนอ่านบทกวีและเล่นลำตัดเรียกร้องประชาธิปไตย ท่ามกลางความสนใจของผู้คนและเริ่มทยอยสลายตัว ภายหลังเพจหลักแนวร่วมฯ ได้ประกาศเรื่องบิ๊กเซอร์ไพรส์
นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี แกนนำกลุ่มประชาชนปลดแอก ที่มาร่วมสังเกตการณ์ กล่าวว่า ปกติคนบริเวณนี้เยอะมาก วันนี้เห็นเขายืนกันเฉยๆ เลยมาดูว่าเขาทำอะไรกัน ส่วนการเคลื่อนไหวบริเวณต่างๆ นั้นก็แล้วแต่ ประชาชนทุกคนสามารถเป็นแกนนำได้ หมดยุคสมัยแล้วที่การเคลื่อนไหวจะมีแกนนำเพียงคนเดียว ส่วนที่มีการแกง (แกล้ง) ถือเป็นสีสันของการเคลื่อนไหวของ พ.ศ.นี้ ขอให้วันนี้กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ไม่รู้จะเจออะไร
     เมื่อถามว่าการชุมนุมที่ฮ่องกงกับที่นี่เป็นอย่างไร นายทัตเทพ กล่าวว่า ใกล้เคียงกันมาก แต่ในกรณีไทยยังไม่มีการปะทะ ซึ่งเราก็ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการชุมนุมเริ่มเป็นอนาธิปไตย เริ่มมีการใช้หมวกกันน็อกมาเป็นอาวุธแล้วนั้น คิดว่าไม่ถึงขนาดนั้น เชื่อว่าผู้ชุมนุมทุกคนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทุกคนมีเหตุผล ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงสูญเสีย ความรุนแรงไม่เคยเกิดขึ้นจากประชาชน แต่เกิดจากฝั่งรัฐและมือที่สาม
    “หมวกกันน็อกคงไม่เอามาเป็นอาวุธ เอามาเพื่อป้องกันตัว เพราะเขารู้ว่ารัฐนี้ไม่ปกติ ประชาชนออกมาชุมนุมโดยสงบไม่มีอาวุธ รัฐก็ใช้ความรุนแรง นำกระบองมาตี เอาน้ำมาฉีด จึงไม่แปลกที่เขาจะเอาหมวกกันน็อกมาป้องกันตัว”
    เมื่อถามถึงกรณีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำจะนำไปสู่อนาธิปไตย นายทัตเทพกล่าวว่า ไม่ใช่ไม่มีแกนนำ แต่ทุกคนคือแกนนำ ทุกคนมีสำนึกมีเหตุผลและวิจารณญาณว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ถ้าคิดแบบนั้นแสดงว่ากำลังดูถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าคิดไม่เป็น.

 

 


ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ นะ ใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเนี่ย....มันเรื่องของผู้ใหญ่เฮงซวยปั่นหัวเด็กต่างหาก มีคนบอกว่าอย่าไปห้ามเลย เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'