ม็อบบุกทำเนียบฯรอบ2


เพิ่มเพื่อน    

 ม็อบ 2 ฝ่ายเริ่มเผชิญหน้า กลุ่มคณะราษฎรตั้งหลักที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เดินเท้าไปทำเนียบรัฐบาล "ทนายนกเขา" ฉายเดี่ยวขวางทางที่แยกพญาไท ลั่น "ถ้าละเมิดสถาบันผมไม่ให้ผ่าน"  ก่อนเกิดชุลมุน พร้อมฝ่าด่าน ตร.ประชิดทำเนียบฯ ม.รามฯ เดือด!กลุ่มอาชีวะช่วยชาติตั้งเวทีไล่กลุ่ม 3 นิ้วไม่ให้เข้าจัดกิจกรรม ศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งคดีเพิกถอนประกาศฉุกเฉินร้ายแรง 22 ต.ค.นี้  ขณะที่ศาลอาญายกเลิกคำสั่งปิด "วอยซ์ทีวี-สื่อออนไลน์-เยาวชนปลดแอก" ชี้ รธน.รับรองเสรีภาพ-คำร้องไม่ชัดเจน

    เมื่อวันพุธ กลุ่มคณะราษฎรยังคงนัดชุมนุมแบบดาวกระจายหลายจุด โดยเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มุ่งหน้าไปที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เริ่มออกมาแสดงพลังเช่นกัน และเกิดกระทบกระทั่งกันขึ้น
     ก่อนหน้านั้น ช่วงเช้า เวลา 10.30 น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนามกลุ่ม “คณะจุฬาฯ” และ “TPC Awaken” นำโดย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ กับพวกรวม 6 คน เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานละเมิด ขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพิกถอนประกาศและคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ห้ามมิให้นำมาตรการคำสั่งและการกระทำมาใช้กับโจทก์และผู้ชุมนุม พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวและคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินด้วย โดยการฟ้องคดีนี้มีเครือข่ายองค์กรกฎหมายสิทธิมนุษยชน 8 องค์กร ร่วมสนับสนุนดำเนินการ
    ทั้งนี้ กลุ่มนิสิตนักศึกษายังได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันด้วย
    ต่อมา เวลา 16.16 น. ศาลพิเคราะห์แล้วได้มีคำสั่ง กำหนดนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ 22 ต.ค.2563 เวลา 09.00  น. ซึ่งเป็นวันเวลาเดียวกับที่ศาลกำหนดนัดฟังคำสั่งคดีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กับพวก และคดีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งไว้ในเรื่องเดียวกัน
    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้คุมตัวนายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งถูกออกหมายจับตามมาตรา 110 ข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี และถูกจับกุมเป็นรายที่ 3 โดยหลังจากที่ถูกออกหมายจับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจได้เข้าไปจับกุมนายสุรนาถที่บ้านพักขณะกำลังจะเดินทางไปมอบตัว จากนั้นคุมตัวไปที่ สน.ดุสิต และนำเข้าไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ ตชด.ภาค 1 โดยมีเพื่อนๆ เดินทางมารอให้กำลังใจ พร้อมชูป้าย #save สุรนาถ ขณะที่ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเตรียมจะยื่นเรื่องขอประกันตัว
    เวลา 11.45 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกต่อศาลเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.-1 พ.ย.2563 เนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 6 ปาก, รอผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสอง โดยยื่นฝากขังในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ในคดีชุมนุมปักหมุดที่ท้องสนามหลวงวันที่ 19-20 ก.ย. นี้ ทั้งนี้ ระหว่างที่นำตัวมา เพนกวินและรุ้งได้เปิดหน้าต่างรถคุมขัง สน.ชนะสงคราม ออกมาชู 3 นิ้วพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม
    ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว ศาลพิจารณาคำร้องและเหตุความจำเป็นแล้ว อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง โดยอนุญาตให้ฝากขังครั้งแรกเพียง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 21-27 ต.ค.นี้ จากนั้นผู้ต้องหาทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว
ศาลยกเลิกคำสั่งปิดสื่อ
    ต่อมาเวลา 16.00 น. ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาทั้งสอง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีนี้ ผู้ต้องหาถูกจับกุม ประกอบกับเห็นว่าหากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราว น่าเชื่อว่าจะไปกระทำการหรือก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองขึ้นอีก ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวนายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วน น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง ไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางในชั้นฝากขังนี้ต่อไป
    ขณะเดียวกัน นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางมาศาลเพื่อรอให้กำลังใจนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม นำตัวฝากขังศาลบ่ายวันนี้ โดย นพ.ทศพรกล่าวว่า ตนมาให้กำลังใจทั้งสองคน และเห็นว่าการจับแล้วปล่อยเพื่อที่จะจับในคดีอื่นอีก เป็นความต้องการของผู้มีอำนาจที่จะยับยั้ง หรือบั่นทอนและทำลายขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ แต่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นผล เนื่องจากมีผู้ร่วมชุมนุมมากขึ้นกว่าเดิม แม้แกนนำถูกจับก็ตาม     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายอานนท์ นำภา ผู้ต้องหาที่ 1 และนายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ ผู้ต้องหาที่ 2 แล้วนั้น นายประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ยื่นหลักทรัพย์ตามจำนวนที่ศาลกำหนดต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด ศาลพิจารณาแล้วก็มีคำสั่งให้ประกันพร้อมออกหมายปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ 2 หลังจากนี้จะมีการปล่อยตัวจากเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป ส่วนนายอานนท์ ผู้ต้องหาที่ 1 วันนี้ยังไม่ได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัว จึงยังต้องอยู่ในเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป
    เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องพิจารณา  907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งภายหลังการไต่สวนกรณีศาลมีคำสั่งปิดเว็บไซต์ Voice TV เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับตำรวจ ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบและระงับ 4 สำนักข่าวออนไลน์ กับเพจเยาวชนปลดแอกของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 35  วรรคสอง บัญญัติห้ามรัฐปิดสื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร มาตรา 36 วรรคหนึ่ง บัญญัติรับรองเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกัน การตีความ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 20 ก็ดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 มาตรา 9  (3) ก็ดี จึงต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว
    ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม URL ทั้ง 12 รายการ ซึ่งเป็นการปิดช่องทางการสื่อสารของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี, สำนักพิมพ์ประชาไท, The Reporters, The STANDARD หรือของกลุ่มเยาวชนปลดแอก Free YOUTH โดยเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้แสดงให้ชัดเจนว่าเป็นการขอให้ปิดสื่อทั้งช่องทางทำให้ศาลมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันถูกต้องเข้าใจว่าเป็นการปิดกั้นเฉพาะเนื้อหาบางส่วนที่คัดนำเสนอต่อศาลคำสั่งศาลดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งศาลที่ให้ระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ในคดีนี้ ยกคำร้อง
ตร.ควบคุมให้เกิดสมดุล
    นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ให้สัมภาษณ์ว่า ผลคำสั่งวันนี้ศาลได้มีการยกคำร้อง ผลสรุปแล้วศาลเห็นว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็ระบุไว้เช่นนั้น ที่สำคัญศาลได้วินิจฉัยถึง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 (3) ว่า แม้จะห้ามในการนำเสนอข่าว แต่การห้ามเสนอข่าวต้องเป็นแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น หมายความว่าผู้ใดนำเสนอข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็ปิดเฉพาะข้อความนั้น ไม่ใช้ปิดทั้งสื่อ
     มิงยู ฮาห์ รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาวอยซ์ทีวีทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวการชุมนุมโดยสงบที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นความพยายามอย่างชัดเจนของทางการในการข่มขู่และคุกคามเพื่อปิดปากประชาชน เช่นเดียวกับการตั้งข้อหากับแกนนำผู้ชุมนุม ขอเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวผู้ชุมนุมโดยสงบที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ยกเลิกข้อหาทั้งหมดต่อผู้ชุมนุม และให้ประกันว่าผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมดสามารถเข้าถึงและติดต่อทนายความให้ยกเลิกคำสั่งห้ามออกอากาศของสื่อต่างๆ ภายใต้วอยซ์ทีวีและสำนักข่าวอื่นๆ
     ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) พร้อมด้วยพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงสรุปภาพรวมสถานการณ์การชุมนุมและการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่ โดย พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า เรามีการดำเนินการให้เกิดความสมดุลในการบังคับใช้กฎหมาย การรักษาความสงบของสังคมและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ไม่ว่ามวลชนจะฝ่ายไหนก็ตาม เรามีหน้าที่ในการควบคุมให้เกิดความสมดุลทั้งสามด้าน ส่วนกรณีที่จะมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นในอนาคต ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีการปรับไปตามสถานการณ์ โดยเรื่องนี้ ผบ.ตร.ได้มีการทบทวนวิธีการปฏิบัติให้มีการสอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา
    พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการชุมนุมที่ผ่านมา ได้มีการพยายามกระทำโดยการแจ้งข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ หรือเฟกนิวส์ ให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปอยู่ในม็อบและก่อความไม่สงบวุ่นวาย ในส่วนนี้ ทาง บช.น.ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ โดย สน.บางนาได้ควบคุมตัวนายประวิทย์ สมรัตน์ ผู้ต้องหาที่ปรากฏในภาพมาดำเนินคดี ส่งฟ้องยังศาลอาญา พระโขนง ซึ่งได้มีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 2 เดือน บริการสังคม 30 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้มารายงานตัว 3 เดือนต่อครั้ง จนครบเวลากำหนดโทษ นอกจากนี้การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.63 ทาง บช.น.ได้จับกุมแล้วทั้งหมด 77 ราย เป็นการจับกุมตามหมายจับ 22 ราย ตาม พ.ร.ก. 54 ราย และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานอีก 1 ราย
    พล.ต.ต.ปิยะกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่บอกว่าจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ว่า ทางหน่วยข่าวตำรวจมีการติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม ทั้งเรื่องการใช้ศัพท์สแลงและสัญลักษณ์มือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกม็อบมักมีการใช้คำศัพท์ใหม่ๆ มาเรียกแทนเจ้าหน้าที่ พร้อมบอกว่า “ผู้ชุมนุมเรียกว่าแทนตำรวจว่า มอคค่า ดีกว่าเรียกตำรวจแตงโมหน่อยนึง” ทั้งนี้ ทางเราได้แฝงตัวติดตามแอปพลิเคชัน Telegram ของกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น เพื่อป้องกันการยกระดับและเตรียมพร้อมมาตรการป้องกัน จึงมั่นใจว่าตำรวจสามารถรับบิ๊กเซอร์ไพรส์จากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน
เสื้อเหลืองไล่ม็อบ 3 นิ้ว
     น.ส.กัญญ์ณาณัฏฐ์ ภาธรสืบนุกูล โฆษกกองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) กล่าวว่า กรณีที่สังคมตั้งคำถามเรื่องการปิดบีทีเอสและระบบขนส่งต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการพูดคุยกับประชาชนไปแล้วหลายครั้ง วันนี้ขอชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกท่านว่า การปิดขนส่งมวลชนต่างๆ เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และเป็นการปิดชั่วคราว และเป็นความสมัครใจร่วมกันระหว่างบีทีเอสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งการชุมนุมแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่มองว่า หากเกิดการทะเลาะวิวาทกัน แล้วตกลงไปบนรางรถไฟฟ้าที่มีกำลังไฟฟ้าแรงสูง อาจจะมีคนได้รับอันตราย  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปทำลายข้าวของต่างๆ พังประตูรั้วรถไฟฟ้า หากไม่ปิด อาจจะมีเหตุลุกลามสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ สิ่งที่ภาครัฐกำลังทำเพราะห่วงชีวิตของทุกๆคน รวมไปถึงผู้ชุมนุมด้วย
     ที่ทำเนียบรัฐบาล? พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้เดินทางมาสั่งการรักษาความปลอดภัยที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ทำเนียบรัฐบาล ?พร้อมเปิดเผยว่า วันนี้มาดูพื้นที่ตามปกติไม่มีอะไร
    ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการข่าวหรือไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมาที่ทำเนียบฯ หรือไม่ พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า มาดูพื้นที่และความเรียบร้อย? ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มกำลังตำรวจเพื่อ รองรับเหตุที่จะเกิดขึ้นในวันที่? 22? ต.ค. ซึ่งมีงานสำคัญ
    ช่วงเย็นวันเดียวกัน กลุ่มคณะราษฎรได้นัดชุมนุมแบบดาวกระจายในจุดสำคัญ ขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองปกป้องสถาบันออกมาแสดงพลังที่ลานพ่อขุน ม.รามคำแหง กลุ่มอาชีวะช่วยชาติ จัดกิจกรรมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  พร้อมประณามการชุมนุมของกลุ่มราษฎร ขณะที่กลุ่มราษฎรภายใต้การนำของกลุ่มรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย ได้ย้ายจุดปราศรัยจากลานพ่อขุนไปยังหน้าตึกสำนักงานอธิการบดี
    ขณะกลุ่มคนเสื้อเหลืองได้ตะโกนขับไล่กลุ่มราษฎรออกจากพื้นที่ ก่อนที่สองฝ่ายจะเกิดการกระทบกระทั่ง ไล่ชกต่อย ขว้างปาสิ่งของเข้าใส่กัน เกิดความชุลมุนวุ่นวาย ทำให้กลุ่มราษฎรแตกกระเจิงออกไปนอกมหาวิทยาลัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมด้วยกันเองได้พยายามเข้าห้ามปรามจนเหตุการณ์คลี่คลายลงแล้ว หลังจากกลุ่มรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตยได้เปลี่ยนพื้นที่ชุมนุมไปยังบริเวณหน้า สน.หัวหมาก ส่วนฝ่ายเสื้อเหลืองยังปักหลักอยู่ใน ม.รามคำแหงต่อไป
    ต่อมา เวลา 19.00 น. กลุ่มคณะราษฎรเคลื่อนตัวมาชุมนุมกันที่ สน.หัวหมาก เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ปกป้องนักเรียนนักศึกษาที่ถูกทำร้าย กระทั่งนายสุรวิทย์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ขึ้นรถกระบะติดเครื่องกระจายเสียงปราศรัยโจมตีการใช้กำลังกับคณะราษฎรคนที่เกณฑ์คนมาชุมนุมเป็นหัวคะแนนของพรรคพลังประชารัฐ จึงอยากรู้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะว่าอย่างไร และขอตั้งคำถามว่า ม็อบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่ม กปปส. และกลุ่มที่ออกมาปกป้องสถาบัน เป็นม็อบมีเส้นหรือไม่
    ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลา 16.00 น. ผู้ชุมนุมได้ทยอยเดินทางมาพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ และเดินข้ามถนนไปที่บริเวณเกาะกลางของอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อปิดการจราจร 2 ช่องการจราจรทางด้านที่มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลราชวิถี พร้อมได้ชูสามนิ้วตะโกนว่า "โจมตีรัฐบาลเป็นเผด็จการ และให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกไป"   
     ต่อมา เวลา 16.36 น. ผู้ชุมนุมที่มีจำนวนหลักพันได้กระจายตัวปิดถนนบริเวณอนุสาวรีย์ฯ มุ่งหน้าไปแยกพญาไท ส่งผลให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ ส่วนแกนนำพยายามประกาศให้ผู้มาร่วมกิจกรรมที่ยังอยู่บนเกาะดินแดง เกาะพญาไท และบนสกายวอล์กให้ลงมายังพื้นถนน
"ทนายนกเขา"เผชิญหน้าม็อบ
    เวลา 17.20 น. แกนนำมวลชนได้ใช้โทรโข่งประกาศแจ้งมวลชนที่อยู่บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ให้เตรียมตัวตั้งแถวเพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนโดยมุ่งหน้าพญาไท เพื่อขับไล่รัฐบาลเพื่อการเปลี่ยนแปลง จากนั้น เวลา 17.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้มุ่งหน้าเดินขบวนไปที่แยกพญาไทเพื่อมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล
    ต่อมาเวลา 18.00 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา ได้มายืนรอกลุ่มผู้ชุมนุมเพียงคนเดียวบริเวณแยกพญาไท โดยได้มีการปะทะคารมกับการ์ดของผู้ชุมนุม โดยระบุว่า "ถ้าละเมิดสถาบันผมไม่ให้ผ่าน" ทางการ์ดผู้ชุมนุมตอบกลับไปว่า ไม่มีใครละเมิดสถาบัน ตอนนี้ผู้ชุมนุมมากันเยอะ ขอให้หลีกไป แต่ทนายนกเขาไม่ยินยอม จึงเกิดเหตุชุลมุนขึ้น
    เวลา 18.30 น. ที่บริเวณหน้ากระทรวงการต่างประเทศ แยกพระราม 6 ตัดศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังควบคุมฝูงชน จำนวน 1 กองร้อย พร้อมโล่ แบริเออร์และลวดหนาม เพื่อกันไม่ให้กลุ่มมวลชนผ่าน ซึ่งกลุ่มมวลชนได้แจ้งใช้ถนนผ่านหน้าสวนจิตรลดาก่อนเข้าทำเนียบฯ พร้อมนำรถเมล์และรถตู้เป็นด่านสกัดอีกครั้ง ทำให้การจราจรบนถนนศรีอยุธยาและพระราม 6 ติดขัดอย่างหนัก ส่วนทางด้านถนนราชดำเนินนอก รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรนับร้อยคันจอดสแตนด์บายริมถนน ตั้งแต่ลานน้ำพุหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ยาวไปถึงหน้าวังปารุสกวัน  
    ต่อมาเวลา 18.45 น. บริเวณแยกศรีอยุธยา นพ.ทศพร เสรีรักษ์  อดีต ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย เข้าเจรจาให้เจ้าหน้าที่ถอนกำลังปล่อยให้กลุ่มนักศึกษาเดินไปทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชุมนุมได้เปลี่ยนเส้นทางไม่เดินผ่านถนนศรีอยุธยา แต่กลับไปใช้ถนนราชเทวีไปแยกยมราชมุ่งหน้าทำเนียบฯ ต่อไป
     ทั้งนี้ เวลา 16.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมภริยา เดินทางออกจากทำเนียบฯ หลังจากมีกระแสข่าวว่าผู้ชุมนุมจะเดินทางมายังทำเนียบฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ในชุดสีเหลืองวางกำลังบริเวณรั้วด้านในทำเนียบฯ
    ต่อมา เวลา 16.44 น. รถดับเพลิงของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร และรถไฟส่องสว่าง เดินทางเข้ามาประจำการในทำเนียบฯ ขณะที่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทยอยเดินทางกลับบ้าน ขณะที่รถบรรทุกขนลวดหนามเข้ามาตรงบริเวณรั้วด้านในทำเนียบฯ และเวลา 19.10 น. เจ้าหน้าที่ได้วางลวดหนามเป็นแนวตรงกลางสะพานชมัยมรุเชฐ? โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเป็นแนวด้านหลัง
    เวลา 19.35 น. บริเวณแยกอุรุพงษ์ ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นมา เมื่อการ์ดอาสาของกลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนพยายามที่จะฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมุ่งหน้าไปยังแยกยมราชเพื่อเข้าถึงพื้นที่ทำเนียบฯ ส่วนเจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องเสียงประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ
    กระทั่งเวลา 19.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปได้ มุ่งหน้าไปยังบริเวณแยกอุรุพงษ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยสกัด 1 กองร้อย
    ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถเมล์มาจอดขวางบนสะพานชมัยมรุเชฐ? หน้าแนวลวดหนามที่เจ้าหน้าที่วางเอาไว้อีกชั้น
    ต่อมา เวลา? 20.00? น.? ที่บริเวณแยกพาณิชยการ? พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ? รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ? เปิดเผยว่า? ไม่ได้มีการวางแนวว่าจะต้องเริ่มต้นหรือสิ้นสุดตรงไหน โดยมีการปรับกำลังตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ย้ำว่าขณะนี้เป็นช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ประชาชนที่มารู้อยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกับการที่มีการเคลื่อนพลมาใกล้สถานที่สำคัญ จึงอยากให้ฉุกคิดนิดหนึ่งว่าท่านกำลังทำผิดกฎหมายอยู่ เพราะนายกฯ ได้แสดงความจริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้น รวมถึงการพิจารณายกเลิกการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญช่วงปลายเดือน? ต.ค.นี้
    เมื่อถามว่า? ขณะนี้ปรากฏภาพรถฉีดน้ำแรงดันสูงอยู่รอบทำเนียบรัฐบาล? จะมีการสลายการชุมนุมหรือไม่? พ.ต.อ.กฤษณะ? กล่าวว่า? เป็นไปตามปกติที่จะต้องมาจอดรอไว้ เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ตำรวจจะล่าถอยไม่เข้าไปทำร้ายผู้ชุมนุม โดยเราต้องประเมินไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์
    เวลา 20.05 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงบริเวณแยกยมราช แต่ยังไม่สามารถไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำรถบัส 3 คันขวางผู้ชุมนุมไว้ ด้านหลังมีเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอีก 2 กองร้อยเป็นด่านกั้นพร้อมแบริเออร์และลวดหนาม
ในที่สุดแยกยมราชเปิด มวลชนมุ่งหน้าทำเนียบฯ
    จากนั้นเวลา 20.30 น.? มวลชนสามารถฝ่าด่านแยกยมราชเคลื่อนถึงแยกพาณิยชการ บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐแล้ว? ซึ่งเจ้าหน้าที่นำแบริเออร์มาวางกั้นแนวเขตระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม จากนั้นผู้ชุมนุมชายคนหนึ่งได้ปีนขึ้นไปบนหลังคารถเมล์ที่มาจอดขวางไว้? และถือป้ายไวนิลขนาดใหญ่?จำลองหนังสือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ? พล.อ.ประยุทธ์? จันทร์โอชา? ลงวันที่? 21? ต.ค. พร้อมระบุว่า? ที่? พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่า?ให้ถอย?คนละก้าว?  และจะยกเลิก? พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ วันนี้เราก็?พร้อมถอยหนึ่งก้าวเหมือนกันคือ? พล.อ.ประยุทธ์?ต้องลาออก? และเตรียมใบลาออกให้ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย.


หมู่นี้ ขบวนการล้มเจ้า "โจมตีสถาบัน" หนัก ถึงขั้น "ปั้นข่าวเท็จ" เอาดื้อๆ ว่า "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี" ทรงพระประชวร เขียนเป็นตุ-เป็นตะ ว่าทรงพระประชวรด้วยพระอาการโรคนั้นๆ ประทับรักษาพระองค์อยู่โรงพยาบาลนั้นๆ เผยแพร่ทางออนไลน์

โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว