'บิ๊กตู่'รับสถานการณ์อ่อนไหว


เพิ่มเพื่อน    


    "บิ๊กตู่" ขอบคุณ ปชช.ให้กำลังใจ "นายกฯ สู้ๆ อย่ายอมแพ้" ขอทุกคนมีสติ บอก "ทูตสโลวัก" เชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐบาลไทย ย้ำ ตร.สถานการณ์อ่อนไหวต้องระวังการปฏิบัติหน้าที่ "ประวิตร" จี้ "ดีอีเอส" เร่งเอาผิดพวกปลุกปั่นโซเชียล "ศาล" ยกคำร้องหมายจับ "มายด์" กับพวกชุมนุมสถานทูตเยอรมนี ระบุให้ออกหมายเรียกก่อน "คณะราษฎร" จัดม็อบ "วัดแขก-สกายวอล์ก-เนชั่น" ทำแคตวอล์ก บี้สื่อบิดเบือนข่าว "อัยการ" ส่งฟ้อง "ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ-พิธา" คดีแฟลชม็อบ
    ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วันที่ 29 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2563 ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธี พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทักทายและถ่ายภาพร่วมกับประชาชนที่มาร่วมพิธี โดยมีประชาชนบางส่วนได้ชูนิ้วเป็นสัญลักษณ์ I love You พร้อมตะโกนให้กำลังใจ "นายกฯ สู้ๆ อย่ายอมแพ้" นายกฯ ได้ไหว้ขอบคุณพร้อมกล่าวว่า "ขอให้มีสติ ขอบคุณทุกคน" ก่อนที่จะเดินกลับไปยังทำเนียบรัฐบาล
    จากนั้น นายสตะนิสลาฟ อะปิลา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ 
    นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการพบกันของนายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักว่า นายกฯ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ว่าขอให้เชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล ยังสามารถดูแลจัดการสถานการณ์ได้ 
    ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 10/2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยนายกฯ กล่าวในระหว่างการประชุมว่า อยากเรียนในฐานะนายกฯ และรัฐบาล เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงนี้ค่อนข้างอ่อนไหว ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง 
    พล.อ.ประยุทธ์แถลงหลังการประชุมว่า ได้เน้นย้ำในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นธรรมให้กับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร เป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นหน้าที่ของนายกฯ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันทำให้ประเทศชาติปลอดภัย ประชาชนปลอดภัย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้
    "สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องของความปลอดภัย เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องของการกระทำใดๆ ที่จะส่อทำให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องการดำเนินคดีอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าบานปลายไปเรื่อยๆ ก็ลำบาก เพราะทำให้เดือดร้อน วันนี้เศรษฐกิจก็ยังมีปัญหาอยู่ บ้านเมืองจะได้เดินหน้าไปก่อน ในช่วงนี้ก็ขอร้องก็แล้วกัน" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องของโซเชียลมีเดีย เคยพูดไปแล้วว่าถ้าไม่อ่านไม่ฟังเลย ก็แล้วแต่คน จะเชื่อทุกอย่างตามที่เห็นตามที่อ่าน ตนว่าต้องแยกแยะ และใช้สติปัญญาว่าเป็นไปได้หรือเปล่า บางทีก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เชื่อกันไป แล้วก็เกิดปัญหาความขัดแย้ง 
    "ผมไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร เจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร เพราะทุกคนคือคนไทย ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยภายใต้กฎหมายเดียวกันทั้งหมด ฉะนั้นอย่ามากล่าวอ้างว่าถูกรังแก เพราะกฎหมายรังแกใครไม่ได้ เพราะทุกคนก็ต้องระมัดระวังตัวเองกันอยู่แล้วเรื่องของการใช้บังคับใช้กฎหมาย" นายกฯ กล่าว
จี้ดีอีเอสฟันโซเชียลปลุกปั่น
    ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลฯ มีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ ให้การต้อนรับและชี้แจงรายละเอียด โดย พล.อ.ประวิตรได้มอบแนวทางทำงาน 8 ข้อให้กระทรวงดิจิทัลฯ ดำเนินการต่อเนื่อง รองรับเป้าหมายให้คนไทยทั้งประเทศสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในระบบดิจิทัล สนับสนุนการสร้างความตระหนักรับรู้อย่างทั่วถึง และรู้เท่าทันภัยจากสื่อออนไลน์
    "สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสร้างความขัดแย้งในสังคม การปลุกปั่นยั่วยุ และการแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องมีบทบาทในการแก้ไขเรื่องดังกล่าว จึงขอให้กระทรวง เพิ่มประสิทธิภาพการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบ" พล.อ.ประวิตรกล่าว 
    ส่วนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอหมายจับ จ.489/2563 ที่ พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล รอง ผบก.อคฝ. รักษาราชการแทน ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ ยื่นขอออกหมายจับ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ อายุ 25 ปี, นายกรกช แสงเย็นพันธ์ อายุ 28 ปี, นายชนินทร์ วงษ์ศรี อายุ 20 ปี, นายชลธิศ โชติสวัสดิ์ อายุ 21 ปี และ น.ส.เบนจา อะปัญ อายุ 21 ปี ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตาม ป.อาญา มาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ จากกรณีที่เป็นแกนนำไปชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี ย่านสาทร กทม. เมื่อค่ำวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา
    นัดไต่สวนวันนี้ผู้ร้องมาศาล ไต่สวนพยานผู้ร้องได้ 1 ปาก เป็นผู้ร้องเบิกความประกอบกับส่งสำเนาสำนวนการสอบสวน และพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมวีซีดีจำนวน 1 แผ่น
    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษา การชุมนุมระยะเวลาสั้นยังไม่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี ประกอบกับผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงเห็นควรให้ผู้ร้องไปดำเนินการออกหมายเรียกก่อน ในชั้นนี้ให้ยกคำร้อง
    ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันการดำเนินคดีแกนนำที่ไปชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้ทำแบบ 2 มาตรฐาน ในส่วนของกลุ่มนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา ที่ไปชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตเยอรมนีเช่นเดียวกันนั้น มีการแจ้งการชุมนุมก่อนที่จะออกมาชุมนุม ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แต่แม้ว่ามีการแจ้งแล้ว หากมาชุมนุมแล้วกระทำความผิดอื่นๆ ตำรวจไม่ได้ละเว้น
บุกเนชั่น-แคตวอล์กสีลม
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH ได้ประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 29 ต.ค. เวลา 17.00 น. โดยจะมีการจัดงานเดินแบบแสดงดนตรี ศิลปะราษฎร เต็มท้องถนน จากหน้าวัดแขกยาวไปตลอดถนนสีลม รวมทั้งยังมีกลุ่มต่างๆ ได้นัดชุมนุมกันหลายงาน อาทิ เวลา 16.00 น. มีการชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ สื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ย่านบางนา-ตราด เวลา 17.30 น. คณะจุฬาฯ จัดงานรัฐร้าวเราไม่ลืม “รัฐและความรุนแรง ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน” ณ สกายวอล์ก MBK เวลา 19.00 น. กลุ่มดาวดินจัดงาน ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า โทรโข่งนี้เป็นของประชาชนทุกคน ที่ คอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    อย่างไรก็ดี นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กประกาศจุดยืนว่า "ตลอด 49 ปีของเนชั่น นี่ไม่ใช่ม็อบแรกที่มา... มาแล้วก็ไป... ไปแล้วก็มา แต่ถึงจะคุกคามเราแค่ไหน ก็เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์จุดยืนขององค์กรสื่อสารมวลชน เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ได้"
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาชุมนุมหน้าอาคารสำนักงานเนชั่นทีวี ถนนบางนา-ตราด ทางกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีการแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ทราบมาก่อน จึงทำให้เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย อยากจะฝากเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย 
    ที่อาคารอินเตอร์ลิงก์ (เนชั่นทาวเวอร์) ถนนบางนา-ตราด เวลา 16.00 น. มีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยบริเวณด้านหน้าอาคาร มีการนำรั้วเหล็กมากั้น พร้อมติดป้ายข้อความ สถานที่ส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก!!! รอบบริเวณ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางนา รักษาความปลอดภัยกว่า 20 นาย
    การ์ดปลดแอกหญิงประกาศผ่านโทรโข่งว่า ที่นี่ไม่ปลอดภัย เราจะไปตั้งเวทีอีกฝั่ง รบกวนข้ามไป โดยผู้ชุมนุมจะข้ามสะพานลอยไปปักหลักฝั่งปั๊มน้ำมันบางจาก และเคลื่อนรถโมบายไปจอดที่หน้าป้ายรถประจำทาง จากนั้นเวลา 16.23 น. นายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์ แกนนำเยาวชนปลดแอก ระบุว่า เราจะปักหมุดราษฎร ให้รู้ว่าเรามาเยือนเนชั่น คนที่อยู่ในตึกพึงรู้เถิดว่า การที่อยู่ข้างประชาชน ใช้สื่อเป็นกลาง นึกถึงคุณธรรมจะไม่สิ้นคุณค่า
    "เราจะไม่ข้ามไปที่ด้านหน้าเนชั่นทีวี รวมถึงไม่มีการยื่นหนังสือหรือข้อเรียกร้องใดๆ มีเพียงการอ่านแถลงการณ์จากกลุ่มประชาชนต่อต้านข่าวปลอม ขอให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยพิจารณาทบทวนและบทลงโทษในการนำเสนอสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงของเครือเนชั่นทีวี" แกนนำระบุ
    เวลา 16.48 น. กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นน้องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ใส่ชุดนักเรียน และใช้เทปกาวปิดบังชื่อและสถานศึกษา พร้อมกับผูกโบสีขาวแสดงสัญลักษณ์ นั่งลงบนถนน โดยมีการปิดการจราจร 2 เลนถนน มีการเปิดเพลงอยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ของวงสามัญชน ก่อนจะประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 20.00 น.
    ส่วนการชุมนุมที่หน้าวัดแขก สีลม เวลา 17.00 น. กลุ่มศิลปะราษฎร จัดกิจกรรม "ประชาชนปูพรมแดงแสดงงานศิลปะ" โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้ใครเอาภาษีประชาชนไปจัดงานแคตวอล์กกับเสื้อผ้าเครื่องประดับแบรนด์หนึ่ง เงินภาษีมีไว้เพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เอาไปต่อยอดสร้างธุรกิจของตัวเอง ซึ่งกิจกรรมของกลุ่มศิลปะราษฎรครั้งนี้ได้นำแผ่นไวนิลขนาดใหญ่ โปสเตอร์ ภาพวาด ภาพสี ศิลปะร่วมสมัยซึ่งแสดงถึงการเอารัดเอาเปรียบของรัฐบาล นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ โดยวางภาพไปตามพื้นถนนสีลมตั้งแต่หน้าวัดแขกไปจนถึงแยกเดโช พร้อมกันนี้มีการแสดงดนตรีสลับ
    เวลา 17.30 น. พ.ต.อ.ประเดิม จิตวัฒนาภิรมย์  ผกก.สน.ยานนาวา ได้นำรถขยายเสียงอ่านประกาศ เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ให้เลิกการชุมนุมภายในเวลา 19.00 น. อย่างไรก็ตาม ภายหลังอ่านประกาศทำให้มวลชนไม่พอใจ เข้ามาด่าทอด้วยคำหยาบคาย และโห่ไล่ให้ออกนอกพื้นที่ การ์ดอาสาต้องเข้ามาห้ามปราม
    ช่วงค่ำ บรรยากาศการชุมนุมบริเวณหน้าวัดแขกเป็นไปด้วยความคึกคัก ผู้ชุมนุมต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยไฮไลต์การชุมนุมวันนี้คือ กิจกรรม “ศิลปะราษฎร : ประชาชนจะเดินพรมแดง"  ซึ่งทางผู้ชุมนุมได้จัดเดินแฟชั่นโชว์ชุดต่างๆ พร้อมกับให้ผู้ที่สนใจร่วมเดินพรมแดงได้ด้วย อย่างไรก็ดี กิจกรรมอย่างอื่นส่วนใหญ่เป็นสันทนาการร้องเล่นเต้นเพื่อความสนุกสนาน สลับกับการขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล และให้ปฏิรูปสถาบันเหมือนทุกๆ เวทีที่ผ่านมา โดยมีมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 1,500 คน 
    ที่บริเวณสกายวอล์กหน้ามาบุญครอง ซึ่งนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดงาน “รัฐร้าวเราไม่ลืม” เนื่องในวันครบรอบ 13 วัน ของการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงของรัฐ  ในเวลา 17.30 น. โดยแจ้งถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นอาทิ แอมมี่ The Bottom Blues "เล่าเรื่องเหตุการณ์ถูกจับกุม 13 ตุลา" , กึ๋ย วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ "ประสบการณ์ความรุนแรงในปี 53", อับดุลเลาะ สิเดะ จากสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย" เหตุการณ์ตากใบและความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" และพี่ถา iLaw "ความรุนแรงจากรัฐ ทางออกผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ "ร่วมปลดพันธนาการที่รัฐสร้างให้เราไปด้วยกัน ปรากฏว่าบรรยากาศมีผู้ชุมนุมเดินทางมาบางตา และมีการแจ้งเปลี่ยนเวลาการจัดกิจกรรมเป็นเวลา 18.00 น. เนื่องจากมีขบวนเสด็จฯ 
    เวลา 18.00 น. ผู้ชุมนุมได้นั่งและชู 3 นิ้วและนั่งเคารพธงชาติ เพื่อสะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้น หลังผู้หญิงตบเด็กผู้หญิงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้น นายไชยอมร แก้วพิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ Bottom Blues ขึ้นปราศรัยในกิจกรรม "รัฐร้าว เราไม่ลืม" โดยเล่าถึงเหตุการณ์การถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา
    เวลา 20.00 น. ตัวแทนคณะจุฬาฯ ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง ให้รัฐหยุดใช้กำลังสลายการชุมนุม หยุดคุกคามการทำหน้าที่สื่อมวลชน พร้อมทั้งเสนอข้อเสนอ ให้รัฐปล่อยตัวแกนนำผู้ชุมนุม ยุติคดีของผู้ที่เคยทั้งหมดออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมดให้รัฐเคารพในสิทธิมนุษยชน การเเสดงออกทางประชาธิปไตย ให้รัฐสนับสนุนเพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองทุกระดับตั้งแต่นายกฯ ถึงผู้นำท้องถิ่น ต้องยึดโยงและมาจากประชาชน ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส    ก่อนที่จะเลิกชุมนุมในเวลา 20.30 น.
ฟ้อง'ธนาธร'คดีแฟลชม็อบ
    วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ในมาตรา 108 เสรีภาพของพระมหากษัตริย์ และมาตรา 112 ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์  
    ส่วนที่ สภ.ปากเกร็ด นายศาสตรา โตอ่อน และ น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี เดินทางมาที่ สภ.ปากเกร็ด เพื่อติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในคดีนายปิยบุตร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.115 ฐานยุยงข้าราชการให้ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาจากกรณีนายปิยบุตรเผยแพร่ข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 18 ต.ค.63 โดย พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด ได้ให้ข้อมูลว่าทาง สภ.ปากเกร็ด ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้โดยเฉพาะ 
    ที่ศาลแขวงปทุมวัน อัยการยื่นฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า, น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ในเหตุการณ์การชุมนุมแฟลชม็อบที่สกายวอล์ก เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2562 ในข้อหาความผิดชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงาน, มีการชุมนุมในเขตที่ใกล้กับพระราชฐานวังสระปทุมไม่เกิน 150 เมตร, มีการขัดขวางการคมนาคมสถานีรถไฟฟ้า BTS , มีการใช้เครื่องเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พนักงานได้แจ้งให้เลิกแล้วไม่ปฏิบัติตาม
    โดยนายธนาธรและแกนนำคณะก้าวหน้าทั้งหมดเดินทางมาที่ศาลแขวงปทุมวัน พร้อมนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ หลังการพิจารณาคดีนายกฤษฎางค์ให้สัมภาษณ์ว่า พวกเราให้การปฏิเสธทุกข้อหา ศาลจึงได้นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 10.00 น. รวมทั้งให้ประกันตัวโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน.


"รุ้ง" ศิษย์เอก "สามสัส" นี่.....สมที่ "สำนักข่าว BBC" ยกเป็น ๑ ใน ๑๐๐ หญิงผู้ทรงอิทธิพลของโลก"คำเดียว" แท้ๆ ทำให้เธอทรงอิทธิพลคือ ให้ "....." ประธานรัฐสภา!

สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก