ราษฎรสาส์นไม่ถึงฝั่ง ม็อบจอดศาลหลักเมือง ลั่น3ข้อประนีประนอม!


เพิ่มเพื่อน    


     ซูเปอร์โพลเผยม็อบหันไปใช้อินสตาแกรมปั่นกระแสในโซเชียล ตร.เตือนชุมนุมในรัศมี 150 เมตรเขตพระราชฐานผิดกฎหมาย ม็อบ 2 ฝ่ายเผชิญหน้าที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อึ้ง! กลุ่มคนเสื้อเหลืองนัด 9 พ.ย. ยื่น จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ-ผบ.ทบ.ให้รัฐประหารชัตดาวน์ประเทศ ม็อบ 3 นิ้วเคลื่อนขบวนไปพระบรมมหาราชวังยื่น จม.เรียกร้อง 3 ข้อ เจอ ตร.ตั้งด่านสกัดฉีดน้ำใส่จนชุลมุนก่อนกล่าวขอโทษ อ้างเพื่อเตือนไม่ให้ฝ่าแนวกั้นพร้อมเปิดพื้นที่เจรจา
    เมื่อวันอาทิตย์ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง ม็อบโซเชียลที่แปรเปลี่ยน  กับความสุขประเทศไทยวัยที่แตกต่าง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มของการปลุกปั่นกระแสม็อบในโลกโซเชียลแปรเปลี่ยนไปในลักษณะที่ลดลงในหลายตัวชี้วัดของการปลุกปั่น เช่น #เยาวชนปลดแอก #ให้มันจบที่รุ่นเรา และแม้แต่ #ประยุทธ์ออกไป กับการปลุกปั่นกระแสเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ลดน้อยลงเช่นกัน โดยมีกลุ่มผู้ใช้งานในโลกโซเชียลที่เคลื่อนไหวสูง (High- Active Users) ขับเคลื่อนข้อความการเมืองในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ยังคงมาจากต่างประเทศเข้ามาในไทย มีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้ใช้งานในโลกโซเชียลที่เคลื่อนไหวสูงภายในประเทศไทย
    ที่น่าพิจารณาคือ ข้อความการเมืองที่ว่าหยุดคุกคามประชาชน มีกลุ่มบัญชีเคลื่อนไหวสูง (High-Active Users) อยู่ในประเทศไทยจำนวน 23,185 บัญชี แต่มาจากต่างชาติ 1,889,533 บัญชี นอกจากนี้ ข้อความเยาวชนปลดแอก มีอยู่ในประเทศไทย 21,947 บัญชี แต่มาจากต่างชาติ 832,676 บัญชี, ข้อความที่ว่าให้มันจบที่รุ่นเรา มีในไทย 14,235 บัญชี แต่รวมการจากต่างประเทศ 1,796,689 บัญชี แม้แต่ข้อความประยุทธ์ออกไป มีอยู่ในไทย 30,631 บัญชีที่เคลื่อนไหวสูง แต่รวมจากต่างประเทศ 301,013 บัญชี และข้อความเกี่ยวกับสถาบัน พบบัญชีที่เคลื่อนไหวสูงในไทยมีเพียง 364 บัญชี แต่ถ้ารวมจากต่างประเทศด้วยมี 130,258 บัญชี 
    ผลการศึกษายังพบด้วยว่า ช่องทางของโซเชียลมีเดีย ในการขับเคลื่อนปลุกปั่นกระแสอารมณ์ของม็อบในโซเชียลมีเดียแปรเปลี่ยนไป คือจากเดิมใช้ Twitter เป็นช่องทางในอันดับที่หนึ่ง แต่วันนี้พบว่าใช้อินสตาแกรม (IG) มาเป็นอันดับแรกในหลายข้อความการเมือง เช่น หยุดคุกคามประชาชน ใช้อินสตาแกรม ร้อยละ 60.1, ใช้ทวิตเตอร์ ร้อยละ 35.7,  ใช้เฟซบุ๊ก เพียงร้อยละ 0.1, ใช้สำนักข่าว ร้อยละ  1.4 และอื่นๆ ร้อยละ 2.7 
    นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขในครอบครัว 6.85 คะแนน เมื่อถามถึงความสุขในชุมชนพบว่าเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขในชุมชนต่ำสุดคืออยู่ที่ 5.77 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน ที่น่าห่วงคือ เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขต่ออนาคต/อาชีพการงาน ต่ำสุด ต่ำกว่าทุกกลุ่มอายุ อยู่ที่  5.62 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขต่อเศรษฐกิจของประเทศ ต่ำสุด คือเพียง 3.82 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน 
    วันเดียวกัน สำนักจุฬาราชมนตรีเผยแพร่แถลงการณ์ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน "รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์" ในวันอังคารที่ 10 พ.ย.2563 ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการ ศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก  กทม. เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยที่สำคัญยิ่ง และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิมนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน องค์กรศาสนาอิสลามทุกระดับเป็นองค์กรศาสนาที่ต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเปิดพื้นที่เพื่อการพูดคุยหาทางออกให้สังคมอย่างมีไมตรีจิต และเคารพการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความสงบสันติให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเร็ววัน
ขีดเส้น150ม.เขตพระราชฐาน
     ที่ จ.นครราชสีมา เวลา 15.00 น. กลุ่มคนสวมเสื้อสีเหลืองรวมตัวกันที่พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 บริเวณสนามหน้าศาลากลาง จ.นครราชสีมา เดินรณรงค์สำนึกรักประเทศไทยปกป้องสถาบัน โดยเดินไปตามถนนราชดำเนิน เชิญชวนให้ประชาชนออกมาปกป้องสถาบัน แสดงออกถึงความจงรักภักดี แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้กล่าวผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยให้ทุกคนช่วยกันออกมาปกป้องสถาบัน ในนามกลุ่มลูกหลานย่าโมประชาชนคนโคราชรักสถาบัน ร่วมกับหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม, อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี และ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ กลุ่มพลังมวลชนทุกสาขาชีพ สวมใส่เสื้อสีเหลืองกว่า 2,000 คน กล่าวคำปฏิญาณในการร่วมกันปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยชีวิต พร้อมทั้งโบกสะบัดธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์ธงชาติ รูปภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9, รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี, พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ 
     ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. เปิดเผยถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า ฝากเตือนไปยังประชาชนกลุ่มผู้ชุมนุมมาตรา 7 ไม่ให้มีการชุมนุมในระยะ 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังที่ประทับหรือที่พำนัก ห้ามให้มีการชุมนุมโดยเด็ดขาด ผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ที่มาชุมนุม หากฝ่าฝืนต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ส่วนผู้ชุมนุมตั้งเป้าว่าจะมีการเขียนหนังสือถึงสถาบัน ถ้าข้อความไม่มีผลกระทบหรือไม่ผิดกฎหมาย ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย 
     ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เท่าที่ได้รับรายงาน มีเพียงกลุ่มเดียวคือกลุ่ม ศปปส. ที่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ มีวัตถุประสงค์การชุมนุมและเวลาที่ชัดเจน การชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต้องแจ้งการชุมนุมก่อน วัตถุประสงค์ จำนวนคน เพื่อที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อการดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ถึงแม้จะมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ หากการชุมนุมมีการกระทำความผิดกฎหมายอื่น ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
     กรณีกลุ่มเยาวชนปลดแอกโพสต์นัดชุมนุมใหญ่เวลา 16.00 น. วันที่ 8 พ.ย.2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเคลื่อนขบวนเพื่อยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1.พล.อ.ประยุทธ์และองคาพยพต้องออกไป 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากประชาชน และ 3.ปฏิรูปสถาบันฯ  
     ช่วงเที่ยง เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการปิดการจราจรที่จะมุ่งหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า โดยนำรถเมล์พร้อมแผงเหล็กกั้นเสริมด้วยหลวดหนามหีบเพลง และแบริเออร์แท่งปูนขนาดใหญ่ปิดเส้นทางโดยรอบ
     ส่วน​ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย​ เจ้าหน้าที่ตำรวจ​วางกำลังอยู่ตรงเกาะกลางถนน​ เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า​ระหว่างกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) กลุ่มคนเสื้อเหลืองซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณร้านเมธาวลัย​ ศรแดง​ เฝ้าสังเกตการณ์และระวังการจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบัน กับกลุ่มราษฎร 2563  ทยอยมารวมตัวกันที่ร้านแมคโดนัลด์​ ฝั่งตรงข้ามกัน
     ขณะที่ พ.ต อ.อิทธิพล พงษ์ธร ผู้กำกับ สน.สำราญราษฎร์ ลงตรวจพื้นที่เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ปิติพันธ์ กฤดากร ณ อยุธยา รองผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม ลงพื้นที่ดูแลความเรียบร้อยและดูแลไม่ให้มวลชน 2 กลุ่มเผชิญหน้าและกระทบกระทั่งกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำแผงเหล็กวางกั้นเป็นแนวแบ่งพื้นที่การชุมนุมให้ชัดเจน 
2 ฝ่ายเผญิหน้าด่าท้าทาย
     ทั้งนี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. กลุ่ม ศปปส.ที่ปักหลักชุมนุมด้านร้านเมธาวลัย เริ่มทำกิจกรรมด้วยการเปิดเพลงปลุกใจ เพลงหนักใจ เพลงศึกบางระจัน เพื่อเรียกรวมพล จากนั้นเวลา 13.22 น. บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เนื่องจากทางกลุ่ม ศปปส.ได้ข้ามถนนมาอยู่ที่บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน พยายามชูป้าย รูปภาพ และธงสัญลักษณ์สีเหลือง โดยหันหน้าไปหากลุ่มราษฎร ทำให้กลุ่มราษฎรที่เป็นชุดการ์ดแนวหน้าจากแนวร่วมอาชีวะพิทักษ์ประชาชน ได้พยายามเดินเข้าหาที่บริเวณเกาะกลางถนนเช่นกัน  พร้อมกับชี้หน้าและตะโกนว่า ให้ชุมนุมกันอยู่แต่ละฝั่งพื้นที่ของตัวเอง อย่ามาประชิดกันแบบนี้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบได้พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์และผลักดันแต่ละกลุ่มให้กลับเข้าพื้นที่ของตัวเอง 
     เวลา 15.00​ น. ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรพยายามขยับแผงเหล็กกินพื้นผิวจราจร​บนถนนราชดำเนินกลาง ฝั่งมุ่งหน้าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ​ จนเหลือ​ 2​ สองเลน​ กระทั่ง​เกิดการยั่วยุและมีปากเสียงกันระหว่าง​ที่กลุ่มผู้ชุมนุมราษฎรเดินผ่านจุดที่กลุ่ม ​ศปปส.​ชุมนุมอยู่​ ​ขณะที่ประชาชนทั้งสองฝั่งที่ต่างกระโกนด่าทอกัน​ 
     เวลา 15.55 น. แกนนำ ศปปส.ได้ลงไปกลางถนนราชดำเนิน แล้วคุกเข่า แสดงสัญลักษณ์มือไอเลิฟยู พร้อมกล่าวว่า เราจะคุกเข่าเพื่อให้ลูกหลานได้เห็นว่าเรามาอย่างสันติ ด้วยความนอบน้อม เรามีแต่ความรักมาให้ จากนั้นทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมประกาศยุติการชุมนุมให้ทุกคนกลับบ้าน แล้วเจอกันทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีก่อนจะไปยื่นที่ ทบ.ต่อไป
     นายกฤตย์ เยี่ยมเมธากร เลขาธิการเครือข่ายประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า วันที่ 9 พ.ย. เวลา 09.00 น.สมาชิกเครือข่ายฯ นัดรวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะยื่น จม.เปิดผนึกให้นายกรัฐมนตรีที่สำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะเดินมาหน้ากองทัพบกเพื่อยื่น จม.เปิดผนึกถึง ผบ.ทบ. เพื่อเรียกร้องให้มีการรัฐประหารชัตดาวน์ประเทศ โดยตนจะมีแถลงการณ์ของเครือข่ายฯ เพื่อแถลงรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง 
     จากนั้นเวลา 15.10 น. นายจักรพงษ์ กลิ่นแก้ว แกนนำปราศรัย ว่า ให้ทุกคนช่วยกันใช้โทรศัพท์เก็บข้อมูล คนที่จาบจ้วงหรือล้อเลียนก็เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย และเป็นการช่วยเจ้าหน้าที่  ขณะเดียวกันมีกลุ่มอาชีวะได้ชูสามนิ้วหันมาทางกลุ่ม ศปปส. ทำให้ทางกลุ่มเสื้อเหลืองกรูกันลงถนน แต่ทางแกนนำได้พยายามห้ามผ่านเครื่องกระจายเสียงขอร้องให้ทุกคนกลับขึ้นมาอยู่บนฟุตปาธ และไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดเกิดขึ้น หลังจากนั้น​ระหว่างที่รถของผู้ชุมนุม​ ศปปส.แล่นผ่านฝั่งที่ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร​ชุมนุมอยู่​ปรากฏว่าผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรได้ชูสามนิ้วและโห่ไล่​ โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งได้มีการปาขวดใส่​ด้วย  
     ต่อมา เวลา 16.00​ น. ​กลุ่มศิลปินแรปเปอร์เจ้าของบทเพลง​ประเทศกูมี​ ได้เข้ามาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มราษฎร​บริเวณอนุสาวรีย์ฯ จากนั้นผู้ชุมนุมต่างทยอยนำตู้ไปรษณีย์​จำนวน​ 4​ ตู้​ ที่จะให้มวลชนร่วมทำกิจกรรมเขียนจดหมายแล้วหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์ที่ได้มีการประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
เคลื่อนขบวนไปพระราชวัง
     เวลา 17.00 น. น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว แกนนำกลุ่มราษฎร เปิดเผยว่า วันนี้สารที่ต้องการสื่อคือจดหมายถึงสถาบัน เวลานี้ราษฎรได้แสดงเจตจำนงในการหวังให้ประเทศเรานี้มีกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญใหม่จากประชาชน ที่ควรจะเป็นฉบับสุดท้าย มีรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง และฟังเสียงของประชาชนนี่คือสารจากราษฎรที่ไม่ใช่การล้มล้าง จากนั้น เวลา 17.40 น.  เริ่มเคลื่อนขบวนไปยังสำนักพระราชวัง
     17.40 น. น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือน้องมายด์ แกนนำกลุ่มราษฎร ได้เดินประกาศชักชวนผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังสำนักพระราชวังเพื่อยื่นจดหมาย ขณะเดียวกันได้มีการชูแผ่นไวนิลขนาดใหญ่รูปซองจดหมาย จ่าหน้าซองระบุว่า "ผู้ส่งคือราษฎร" โดยตั้งแถวขบวนมวลชนหัวแถวอยู่ตรงสี่แยกคอกวัว
     เวลา 18.00 น. หัวขบวนผู้ชุมนุมเดินมาถึงบริเวณแยกผ่านพิภพลีลา ตรงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ แต่ติดแนวแผงเหล็กเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านสกัดไว้ ไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ ขณะที่ พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผกก.สน.ชนะสงคราม แจ้งผู้ชุมนุมว่าเส้นทางเคลื่อนขบวนกีดขวางทางจราจรถือว่าผิดกฎหมาย ขอให้ผู้ชุมนุมอยู่กับที่หรือกลับไปชุมนุมในจุดเดิมเพื่อความปลอดภัย 
     แต่ปรากฏว่าเวลา 18.11 น. กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นตำรวจตรงแยกผ่านพิภพลีลามาสำเร็จ แล้วเคลื่อนไปถึงหน้าศาลฎีกา แต่ไม่สามารถเดินผ่านไปได้ เพราะติดแนวรถเมล์เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำมาจอดขวางถนนเอาไว้ตรงหน้าศาลฎีกา ขณะที่ด้านหลังแนวรถเมล์มีรถฉีดน้ำแรงดันสูงและเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งแนว และมีผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามดันรถเมล์ที่จอดขวางออกไปเพื่อจะเปิดทาง 
     จากนั้น เวลา 18.27 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม ทำให้เกิดเหตุชุลมุน ผู้ชุมนุมจำนวนมากต่างล่าถอยเพื่อหนีให้พ้นระยะน้ำ พร้อมกับตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ประชาชนหยุดเดิน ขอความร่วมมือให้เว้นระยะห่างจากแนวกั้น 20 เมตร เพื่อเปิดพื้นที่เจรจาพร้อมประกาศว่าจะไม่ฉีดน้ำแล้ว และสั่งการให้รถน้ำถอยจากแนวกั้นไป 20 เมตร ที่จอดขวางถนนอยู่เพื่อเปิดพื้นที่เจรจา
     เวลา 18.42 น.​ เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้ผู้ชุมนุมเว้นระยะห่างจากแนวกั้นเจ้าหน้าที่ 10 เมตร พร้อมประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า ในนาม ผบช.น. ขอโทษกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทำให้ผู้ชุมนุมต่างพากันโห่​ และตะโกนด่าทอ​ นอกจากนี้​ มวลชนยังตะโกนไล่​ พล.อ.ประยุทธ์ให้ออกไป
     ต่อมา เวลา 19.23 น. พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 ในฐานะ ผบ.คุมสถานการณ์ กล่าวชี้แจงกับผู้ชุมนุมว่า เรากั้นแนวไว้เพื่อไม่ต้องการให้น้องๆ ทำผิดกฎหมาย แม้อยู่นอกรั้วก็เจรจาได้ ถ้าน้องๆ ยังจะเข้ามา เราจึงต้องฉีดน้ำเพื่อเตือน ขอร้องน้องๆ อย่าฝ่าแนวกั้นเข้ามา เราเสียใจ แต่เราไม่ต้องการให้น้องๆ ฝ่าแนวกั้นเข้าไป ระหว่างที่ พล.ต.ต.เมธีชี้แจง ผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจ ตะโกนด่าทอสวนขึ้นมาเป็นระยะ
     ในเวลา 19.40 น. เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งระหว่างการเจรจา เมื่อรถฉีดน้ำเจ้าหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้จุดสกัด ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจลุกขึ้นพยายามบุกเข้าไป โดยผู้ชุมนุมได้เตรียมร่มและเสื้อกันฝนไว้รับมือ และต่อมาเวลา 19.58 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำรถเมล์ของเจ้าหน้าที่ที่ปิดกั้นด่านที่หนึ่ง ก่อนฝ่าแนวกั้นซึ่งเป็นรถตู้และลวดหนามหีบเพลงเข้าไปได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอยร่นไปอยู่บริเวณศาลหลักเมือง ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้ลำเลียงถังไปรษณีย์เพื่อส่งสารไปยังสถาบัน ซึ่งทั้ง 2 ฝั่งอยู่ระหว่างการเผชิญหน้า
     และเมื่อเวลา 20.00 น. พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. สั่งแนวรับเจ้าหน้าที่ตำรวจถอยหลังไปตั้งรับหน้าศาลหลักเมือง และให้กลุ่มผู้ชุมนุมขยับรถเมล์ที่จอดขวางไว้พร้อมทำการเคลียร์ลวดหนามออก เพื่อเปิดทางให้มวลชนม็อบราษฎรเคลื่อนกล่องจดหมายสีแดงมาที่ด้านหน้าศาลหลักเมือง ซึ่งแกนนำได้ขอให้มวลชนเริ่มทยอยเขียนข้อความบนกระดาษเพื่อนำจดหมายไปหย่อนในกล่องไปรษณีย์จำลองก่อนส่งไปที่สำนักพระราชวัง
     หลังจากนั้น เวลา 20.34 น. น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรืออั๋ว พร้อมกับแกนนำราษฎร ได้ทยอยนำจดหมายข้อเรียกร้องหย่อนลงในตู้ ปณ. ก่อนให้ผู้ชุมนุมหย่อนจดหมายลงตู้ ซึ่งในเวลา 20.48 น.​แกนนำกลุ่มราษฎร​อ่านแถลงการณ์ราษฎรสาส์น โดยยืนยันว่า 3 ข้อเรียกร้องคือการประนีประนอมที่สุดแล้ว ด้วยอำนาจแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของทุกคน ก่อนยุติการชุมนุม และขอให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ.


เห็นคนไทยกระฟัดกระเฟียดเอากับรัฐบาลเรื่องวัคซีน นึกถึงตอนเป็นนักเรียน

"วัคซีน" ที่เป็นวรรค-เป็นเวร
เมื่อ"ขาใหญ่"เขาจะใส่กัน
สเตร็คฟัสส์ "แยกอีสาน"
จาก Tony ถึง มิสเตอร์ H
'ไอ้กันวางไข่' มหา'ลัย
กลเกม 'ในศาล-ในถนน'