3นิ้วมุ้งมิ้งสาดสีตร. เอาคืนสลายม็อบหน้าสภา25พ.ย.ลุยสนง.ทรัพย์สินฯ


เพิ่มเพื่อน    

  ตร.สรุปเหตุผู้ชุมนุมปะทะกันหน้ารัฐสภา เจ็บ 55 ราย ถูกยิง 2 ราย แจงภาพยาเสพติดในรถตู้อาจถูกนำมาวางภายหลัง ตร. 7 นายตรวจสารเสพติดผลเป็นลบ ให้ไปแจ้งความแล้ว “บิ๊กตู่” เห็นใจ ตร.ทำหน้าที่ด้วยความละมุนละม่อม แต่มีการใช้กำลังจนได้รับบาดเจ็บ ลั่นใครทำผิด กม. ตามได้ทุกคน  สั่งให้บังคับใช้ กม.เข้มงวด โอดกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน "ก้าวไกล" โทษ ตร.ใช้ความรุนแรงก่อน "พท." จี้ "ประยุทธ์" รับผิดชอบด้วยการลาออก โถ! กิจกรรมแบบเบิ้มๆ ม็อบ 3 นิ้วแค่หมื่นคน พ่นสีสเปรย์ตามพื้นถนน สาดสีใส่ป้ายและกำแพง ตร. เขียนข้อความหยาบคายระบายความโกรธ นัดบุกสำนักทรัพย์สินฯ 25 พ.ย.นี้

    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) วันที่ 18 พฤศจิกายน พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงสรุปสถานการณ์ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เกียกกาย เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา และการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์การชุมนุมในวันเดียวกัน โดย พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า แนวทางการปฏิบัติในวันนี้ ตร.ให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่ถูกกฎหมาย และทำหน้าที่ปกป้องความสงบเรียบร้อยของสังคม อะไรที่ทำให้สังคมไม่สงบเรียบร้อย ตำรวจมีหน้าที่ระงับยับยั้งเหตุ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นขั้นตอน
    ด้าน พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ตำรวจไม่มีการใช้กระสุนยาง กระสุนจริงในปฏิบัติงานแต่อย่างใด สำหรับยอดความเสียหายที่เกิดขึ้น มีรถฉีดน้ำสกัดผู้ชุมนุม 4 คัน, รถน้ำ 2 คัน, รถควบคุมผู้ต้องหา 2 คัน, รถบัส 3 คัน, รถตู้ 13 คัน, รถกระบะ 3 คัน และรถอเนกประสงค์ 3 คัน ซึ่งวันนี้ทางกองพิสูจน์หลักฐานจะทำการตรวจพิสูจน์โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะรถฉีดน้ำแรงดันสูง (จีโน่) ซึ่งมีราคาแพง เป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้ถูกทำลายด้วยการตัดแผงวงจรควบคุม มีการนำทราย เศษอาหาร เศษเหล็กไปใส่ไว้ในเครื่องยนต์กลไก
    พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า จากการประสานกับศูนย์เอราวัณ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะทั้งหมด 55 คน นอกจากนี้ยังมีกรณีผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมถูกยิงจำนวน 2 ราย มาจากกลุ่มทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งกลุ่มราษฎรถูกยิงที่ต้นขาซ้าย และอีกกลุ่มที่ถูกยิงบริเวณสะโพกขวา ส่วนปลอกกระสุนปืนที่ถูกเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ยังไม่มีใครส่งมอบให้ตำรวจ ซึ่งหากประชาชนพบหลักฐานใดในพื้นที่ชุมนุม สามารถนำส่งให้เจ้าพนักงานท้องที่ได้ ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานกลางได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว
    พล.ต.ต.ปิยะกล่าวด้วยว่า กรณีที่พบมีภาพยาเสพติดอยู่ในรถตู้ตำรวจที่ใช้ในการปฏิบัติราชการ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ได้นำตำรวจทั้ง 7 นายที่โดยสารรถคันนี้ไปตรวจทดสอบสารเสพติดแล้ว ซึ่งพบว่าทั้งหมดผลเป็นลบ ไม่พบสารเสพติด ได้มีการตรวจสอบรถคันดังกล่าว พบว่าสิ่งของสำคัญต่างๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวสูญหายหมด เหลือเพียงยาเสพติดอยู่ตามภาพเท่านั้น เชื่อได้ว่าวัตถุยาเสพติดนั้นอาจถูกนำมาวางภายหลัง ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้นำยาเสพติดเข้าไปในการชุมนุมและการปฏิบัติหน้าที่ เบื้องต้นได้ให้ตำรวจทั้ง 7 นายแจ้งความร้องทุกข์กับ สน.พื้นที่ ในข้อหาทำให้ทรัพย์สินส่วนราชการเสียหาย และทรัพย์สินส่วนตัวสูญหาย
"บิ๊กตู่" ซัดม็อบใช้ความรุนแรง
    ส่วนกรณีที่ตำรวจไม่เข้าควบคุมสถานการณ์มีมวลชน 2 กลุ่มมาปะทะกันบริเวณแยกเกียกกาย พล.ต.ต.ปิยะได้อธิบายเรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่มวลชนกลุ่มราษฎรฝ่าแนวตำรวจ จนตำรวจต้องถอยร่นมาอยู่ด้านหน้ารัฐสภา ส่วนจุดที่มีการปะทะกันอยู่ห่างจากจุดชุมนุมแยกเกียกกาย 300 เมตร เรามีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด และมีผู้ชุมนุมพยายามจะเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งตำรวจต้องควบคุมดูแลพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นหลัก เนื่องจากเป็นจุดสำคัญของประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้กำลังไปรักษาพื้นที่ในจุดนั้น มันเป็นพื้นที่กว้าง เราไม่สามารถดูแลทุกๆ ตารางนิ้วได้ แต่เราทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว
    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตนได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมจากสื่อต่างๆ และการรายงานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พบปะหารือกันเพื่อหาแนวทางที่ปลอดภัยให้กับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย และให้ความเป็นธรรมในเรื่องของสิทธิการชุมนุม ก็ขอให้ทำถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งเรื่องการขออนุญาต การอนุมัติ และจะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรง ท่านก็เห็นแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด ทั้งนี้ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะพิจารณาเองในการดำเนินการ ส่วนเรื่องในสภาก็เป็นเรื่องของสภา ตนเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งรัฐบาลนี้มีหน้าที่ในการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้อย่างไรให้ว่ากันมา ไม่ใช่ว่านายกฯ จะไปสั่งใครได้ทั้งหมด เป็นเรื่องกลไกของรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ
    ผู้สื่อข่าวถามว่าเท่าที่ดูสถานการณ์น่าจะทวีความรุนแรงขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่า ก็นั่นน่ะสิ ทุกคนก็เห็นอยู่ เพราะฉะนั้นความเข้มข้นและเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องมีมากขึ้น เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงใส่กัน แต่วันนี้มีประจักษ์พยานชัดเจน มีรูปถ่ายทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ วันนี้ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ เพราะเขาพยายามที่จะทำด้วยความนุ่มนวลละมุนละม่อม แต่ก็มีการใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บหลายนาย ก็ขอให้เข้าใจว่าสถานการณ์จำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจจะทำไม่ได้ในระหว่างที่มีการชุมนุมที่มีคนจำนวนมาก แต่กฎหมายสามารถตามได้ทุกคนที่กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
    เมื่อถามว่า จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวตอบทันทีว่า "ไม่มี ไม่จำเป็น"
    "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ความเชื่อมั่น ต่อไปใครจะไปจะมา หรือใครจะกล้าเข้ามาลงทุนถ้ายังมีการใช้ความรุนแรงเป็นอยู่แบบนี้ ความเชื่อมั่นของเราในสายตาต่างประเทศก็ลดลง และทำให้การค้าระหว่างประเทศต่อไปจะทำกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราจะต้องเร่งเสริมในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คนที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่า เราต้องคำนึงถึงคนทั้งประเทศด้วย เขาเดือดร้อนมากในเรื่องของความเป็นอยู่ อาชีพรายได้ ซึ่งรัฐบาลกำลังหามาตรการดูแลอยู่"
    ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ นายกฯ ถึงกับร้องอ้าว พร้อมกล่าวว่า "นี่ไงทำงานมาให้ถึงวันนี้ การที่จะบริหารราชการแผ่นดิน มันต้องใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใครจะทำอะไรก็ได้ในแผ่นดินนี้ มันไม่ใช่"
ไม่ทำตามข้อเรียกร้อง
    ถามว่าอาจมีการยกระดับการชุมนุมเพื่อเพิ่มแรงกดดันไปที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ให้ลาออกจากตำแหน่งตามข้อเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องกี่ข้อก็ต้องไปดู สื่อต้องหารายละเอียดบ้างว่า แต่ละข้อเรียกร้องทำได้หรือไม่ได้ หรือทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทำแล้วกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะว่าอย่างไร ตนก็ต้องพิจารณาจากหลายมิติ และหลายประเด็น ตนไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร
    เมื่อถามอีกว่า ไม่ว่าจะอย่างไรสังคมจะไม่ทำตามข้อเรียกร้องโดยเฉพาะข้อที่ 3 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของสังคม จะมาถามอะไรผม ไม่ว่าผมจะมั่นใจหรือไม่มั่นใจ อยู่ที่คนไทยทั้งประเทศ คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า เป็นเรื่องของประชาชนทั้งหมด เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นอะไรก็ตามต้องอยู่ภายในกรอบและกลไก และกระบวนการที่ถูกต้อง ตนยืนยันในหลักการของตัวเอง
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราไม่อยากให้เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเสียใจกับผู้บาดเจ็บทุกคน และอยากให้ชุมนุมโดยสันติ ลดอารมณ์ลงมา ส่วนความคิดต่างเกิดขึ้นได้ แต่อย่าใช้อารมณ์ ตนก็เป็นห่วงการเผชิญหน้ากัน และฝากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด และไม่อยากให้มีการใช้อาวุธอะไร กรณีที่มีข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยให้ผู้ชุมนุมสองฝ่ายปะทะกัน เจ้าหน้าที่ก็ดูแล แต่ผู้ชุมนุมมีหลายฝ่าย หลายข้าง และไม่รู้จะเกิดขึ้นตรงไหน ซึ่งเขาก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ จะขยายเวลาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 45 วัน ว่ารัฐบาลไม่เคยคิดที่จะปราบปรามคนไทยด้วยกันเอง เราพยายามรักษากฎหมาย เคารพกฎหมายด้วยกันทุกฝ่ายเพื่อผ่านไปให้ได้ เหตุการณ์ปะทะกันตนมีความเป็นห่วงอย่างมาก ขออย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยกันทุกๆ คนในขณะที่มาชุมนุม และพยายามชุมนุมกันด้วยความสงบก็เข้าใจ แต่ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว
    ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มราษฎรที่ด้านหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงก่อนก็มีแต่ความรุนแรงที่ตอบกลับมา ส่วนผู้ชุมนุมพยายามตัดรั้วลวดหนามและทำลายแบริเออร์ ก็เป็นธรรมชาติของการชุมนุมทางการเมืองที่มีการตั้งเป้าว่าจะมาที่อาคารรัฐสภา แต่เมื่อมีการขวางก็พยายามหาทางมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นการชุมนุมใช้กดดันผู้มีอำนาจไม่ได้ กรณีการปะทะกันระหว่างกลุ่มราษฎรกับกลุ่มเสื้อเหลืองตำรวจอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้มีการปะทะขึ้น เราเห็นความหย่อนยานการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้ชุมนุม
     เมื่อถามถึงกรณีพบอุปกรณ์เสพยาไอซ์บนรถตำรวจ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนยังไม่อยากเชื่อว่าเป็นของตำรวจ แต่เมื่อปรากฏบนรถตำรวจ ทางตำรวจต้องรีบหาคำตอบให้กับสังคมที่ตั้งคำถาม ซึ่งรูปที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ของตนเป็นคนถ่ายเอง ไม่ใช่เอามาจากอินเทอร์เน็ต ส่วนที่มองว่าเป็นการจัดฉาก ตนก็อยากเชื่อแบบนั้น แต่มีปรากฏภาพแบบนั้น คำถามคือเราจะปล่อยผ่านหรือให้ตำรวจหาคำตอบเพื่อสร้างความกระจ่าง และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่คงไม่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ระหว่างการควบคุมการชุมนุม
พท.จี้นายกฯ รับผิดชอบ
    น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการถอนกำลังออกและปล่อยให้มวลชน 2 กลุ่มปะทะกันจนเหตุการณ์บานปลาย ทำให้เกิดความสงสัยในความสองมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ที่จงใจเติมฟืนเข้ากองไฟ โดยเฉพาะการปล่อยให้ม็อบชนม็อบ มีการใช้กำลังและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนจริงด้วย ที่สำคัญมีเด็กและเยาวชนร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เรื่องดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก จนทำให้องค์การระหว่างประเทศต้องออกมาเรียกร้องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยแก่เยาวชน รัฐมีหน้าที่ในการปกป้องและคุ้มครองผู้ชุมนุม
    “ขอประณามการทำงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุจนมีผู้บาดเจ็บ ทั้งในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องและตั้งกระทู้ถามในสภา จะไม่ยอมปล่อยให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพราะเป็นเรื่องของชีวิตผู้คน” น.ส.อรุณีกล่าว
    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ข่าวการทำร้ายผู้ชุมนุมได้กระจายไปทั่วโลก ได้ทำลายความหวังของประเทศไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างหมดสิ้น คงไม่มีนักลงทุนจากประเทศไหนอยากจะมาลงทุนในประเทศที่มีรัฐบาลที่ป่าเถื่อน พล.อ.ประยุทธ์หมดความชอบธรรม ต้องไม่เป็นนายกฯ อีกต่อไปประเทศไทยถึงจะเดินหน้าได้ ในระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องออกจากตำแหน่งนายกฯ ไป เพราะไม่มีใครเชื่อถือแล้ว
    ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมและประชาชนที่เห็นต่างทุกฝ่ายควรเคารพสิทธิและเสรีภาพในความคิด ความเชื่อและการแสดงออก หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันที่สร้างความขัดแย้ง ความเกลียดชัง รัฐบาลต้องเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้แนวทางสันติวิธีในการเจรจาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างเป็นธรรมกับผู้ชุมนุมทุกฝ่าย ควรนำมาตรฐานสากลมาปรับใช้ตามสมควรแก่กรณี ควรเร่งเยียวยาทุกฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรวดเร็วและเสมอภาค เพิ่มมาตรการป้องกันการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม เร่งสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บมาดำเนินคดีโดยเร็ว
    ขณะที่กลุ่มไทยภักดีออกแถลงการณ์ว่า จากเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย. กลุ่มไทยภักดีได้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมทั้งการขออนุญาตและพื้นที่อนุญาตให้ชุมนุม ม็อบคณะราษฎรนอกจากไม่ได้ขออนุญาตแล้วยังเป็นการชุมนุมยั่วยุเพื่อให้เกิดความรุนแรง ทำร้ายประชาชนใส่เสื้อเหลือง ใช้อาวุธปืนยิง ใช้ระเบิดควัน หวังไปสู่การเกิดจลาจล การวินาศกรรม และจบด้วยสงครามประชาชน เพื่อนำไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ จึงขอเรียกร้องเคารพความศรัทธาของประชาชนผู้เห็นต่าง โปรดหยุดยั่วยุในสิ่งที่จะทำให้เกิดความรุนแรง และใช้แนวสันติจริงๆ ในการต่อสู้
    บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้เตรียมความพร้อมที่กลุ่มมวลชนจะบุก ตร. จัดกิจกรรมแบบเบิ้มๆ เนื่องจากไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่จากเหตุปะทะกันที่รัฐสภา โดยภายใน ตร.ได้เสริมแนวลวดหนามหีบเพลงเพิ่มเติม และเตรียมแท่งปูนแบริเออร์ 3 คันรถ ใช้ปิดกั้นจุดที่อาจมีการเผชิญหน้า ส่วนบริเวณพื้นที่ประตูทางออกฝั่งถนนพระรามที่ 1 ได้นำรถฉีดน้ำแรงดันสูง 2 คัน และปิดประตูทางเข้า-ออกทั้งหมด และให้เข้า-ออกทางเดียว ประตูฝั่งถนนอังรีดูนังต์ นำรถบรรทุก 10 ล้อปิดทางเข้า-ออก พร้อมกับยกดัมพ์เพื่อป้องกันสิ่งของที่มวลชนจะโยนเข้ามา ยังมีการวางกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ภายใน ตร. 14 กองร้อย และมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจ และเจ้าหน้าที่ภายใน ตร.ออกจากพื้นที่ก่อนเวลา 14.00 น. และยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนไว้อีก 6 กองร้อย
3 นิ้วนัดบุกสาดสีใส่ ตร.
    ส่วนในช่วงเช้า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การชุมนุมกับ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. และผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9
    สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนคณะราษฎร 2563 ช่วงบ่าย เริ่มทยอยเข้าพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยมีรถกระบะหลายคันติดลำโพงกระจายเสียง พร้อมมวลชนของเสื้อแดง เข้าจับจองพื้นที่ด้านหน้าฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์ กระทั่งเวลา 15.50 น. มวลชนได้ลงถนนเพื่อปิด 4 แยกราชประสงค์ ส่งผลให้การจราจรติดขัด
    เวลา? 15.55 น.? หลังจากมวลชนลงถนนราชดำริ พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง? ผกก.สน.ลุมพินี ได้เข้ามาเจรจากับการ์ดผู้ชุมนุม เพื่อขอให้เปิดทางจราจรสำหรับระบายรถ พร้อมกับนำประกาศคำสั่งเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมาแจ้งให้กับตัวแทนการ์ดผู้ชุมนุม ให้เลิกการชุมนุมในเวลา 16.15 น. โดยระหว่างที่มีการอ่านคำสั่งเจ้าพนักงาน? มวลชนต่างตะโกนขับไล่และด่าทอว่าเป็นขี้ข้าเผด็จการเป็นระยะๆ
    เวลา 16.00 น. นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง แกนนำกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ขึ้นปราศรัยว่า ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยในการชุมนุมในวันนี้ เท่าที่ทราบข่าว ตร.เตรียมรถฉีดน้ำแรงดันสูงไว้หลายคัน ยี่ห้อจีโน่ เมื่อวานก็เดี้ยงไปหลายคัน วันนี้ถ้าออกมา เราก็จะสู้กับเจ้าจีโน่ และจะจัดให้หนักกว่าเดิม
    ชณะที่ผู้ชุมนุมได้ใช้รถยนต์ขนน้ำเปล่า? นมสด? ตลอดจนเสื้อกันฝน?เข้ามาในพื้นที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์? พร้อมกับแจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุม?เพื่อเตรียมพร้อมกรณีหากเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม?
    ต่อมาเวลา 16.30 น. แกนนำ อาทิ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ เดินทางมาสมทบกับมวลชนราษฎร  
    เวลา 16.30 น. พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ได้เดินทางมาตรวจกำลังและรับฟังแผนรับมือการชุมนุมจาก พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง รอง ผบก.น.5 ภายใน ตร.
    ต่อมา เวลา 17.50 น. มวลชนที่อยู่บริเวณแยกราชประสงค์ เริ่มทยอยเดินเท้าบนถนนพระราม 1 และบนสกายวอล์กมุ่งหน้าไปสู่หน้า ตร. เพื่อทำกิจกรรมตามที่แกนนำประกาศให้เตรียมน้ำและสีมาให้พร้อม
    ขณะที่ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ใช้โทรโข่งแจ้งต่อมวลชนที่ชุมนุมบริเวณประตูติดกับสำนักเลขานุการ ตร.ว่า "ขอให้กลับไปชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ เพราะตรงนี้ใกล้กับโรงพยาบาลตำรวจ ถ้าใครโยนระเบิดหรืออะไรเข้าไปก็จะโทษพวกเราที่ชุมนุมอย่างสงบได้"
    ด้านนายอรรถพล บัวใหญ่ หรือครูใหญ่ กล่าวว่า วันนี้เราจะไปค้างคืนที่ ตร. เราจะมาทำให้เปียกโดยทั่วกัน ถือเป็นน้ำใจของประชาชนที่หยิบยื่นให้กับตำรวจ เราเห็นตำรวจเป็นเพื่อนร่วมชาติ และไม่เคยคิดจะทำร้าย
    ส่วนนายภาณุพงศ์ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "วันนี้ผมจะเป็นแนวหน้าให้ดู สะกดคำว่าถอยไม่เป็นแน่นอน" จากนั้นนายภาณุพงศ์ได้นำมวลชนเดินทางไปที่ ตร.
     สำหรับการเคลื่อนขบวนมวลชนไปหน้า ตร. ทางแกนนำได้ให้มวลชนเตรียมพร้อมเรื่องอุปกรณ์ป้องกันแก๊สน้ำตา โดยเฉพาะน้ำเปล่า นอกจากนี้ยังเตรียมปืนฉีดน้ำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองไว้ยิงตอบโต้รถฉีดน้ำด้วย
นัด 25 พ.ย.บุกสำนักทรัพย์สินฯ
    ส่วนภายใน ตร. พบว่าทั่วบริเวณภายในได้มีการปิดไฟเพื่อไม่ให้กลุ่มมวลชนทราบความเคลื่อนไหวตามยุทธวิธี ขณะที่กลุ่มมวลชนที่อยู่บนสกายวอล์กได้พยายามส่องไฟฉายและเสียงเลเซอร์รบกวนเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา
    เวลา 19.00 น. ขณะแกนนำกลุ่มราษฎรได้นำมวลชนเคลื่อนย้ายจากแยกราชประสงค์ไปยังตลอดเส้นทาง ผู้ชุมนุมได้ใช้สีสเปรย์พ่นตามพื้นถนนกำแพงของ ตร. เสาสกายวอล์ก ด้วยข้อความต่างๆ เต็มไปหมด อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป
    ขณะที่นายภาณุพงศ์ได้นำมวลชนเดินเลี้ยวซ้ายมาปักหลักปราศรัยด้านข้าง ตร. ฝั่งถนนอังรีดูนังต์ ประกาศล้อมเจ้าหน้าที่ด้านในไว้เพื่อรอปฏิบัติการเอาคืน จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฉีดน้ำสลายชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา
    เวลา 19.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมมาถึงประตูทางเข้าฝั่งถนนอังรีดูนังต์ ได้ตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าเป็น "ลูกกะหรี่" พร้อมกับใช้เลเซอร์ส่องรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะภายใน ตร.ปิดไฟทั่วบริเวณ และพยายามยั่วยุอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทางเข้าประตูดังกล่าวเจ้าหน้าที่ใช้แบริเออร์ปูนกีดขวางพร้อมลวดหนามหีบเพลงและแผงหล็ก โดยมีรถฉีดน้ำแรงดันสูงไว้เตรียมความพร้อม สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นมาเรื่อยๆ
    เวลา 19.50 น. ผู้ชุมนุมต่างสาดสีที่เตรียมมาบนป้าย ตร. และบนพื้นผิวถนน รวมถึงเสา กำแพงสองข้างทาง พร้อมถ้อยคำหยาบคาย ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนปาสีข้ามรั้วกำแพง ตร. เนื่องจากรู้สึกโกรธแค้นเจ้าหน้าที่ที่ฉีดน้ำสีใส่ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางการโห่ร้องให้เอาอีกๆ ของผู้ชุมนุม
    20.18 น. ภายหลังเทสี ปาสี สาดสี ใส่ป้าย ตร.และพื้นที่รอบข้างจนเป็นที่พอใจแล้ว แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุม โดยนายภาณุพงศ์ จาดนอก ประกาศนัดมวลชนไปเจอกันวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อทวงคืนภาษีของเราโดยให้เตรียมตัว ป้องกันตัว จัดเตรียมหน้ากากแก๊สน้ำตา พร้อมประกาศยุติชุมนุม
    ขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา โพสต์ว่า ประกาศราษฎร  25 พฤศจิกายนนี้ เจอกันที่ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”


การตั้งหัวข้อไลฟ์สด.... "วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย" วันก่อนของ "ธนาธร" ถือว่า พบความสำเร็จ "๒ เด่นชัด" เด่นชัดแรก "ตัวนำ" ผู้ทรงอิทธิพลทางคิดชั่วของขบวนการล้มเจ้า ที่มะลำ-มะเลืองมาตลอด "โผล่หน้า" แล้ว

'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"
เมืองไทย"มีบ่อน"เอามั้่ย?
ยะลาที่ "อนาคตจะเปลี่ยน"