ฤๅหมาต้องตายในตรอก


เพิ่มเพื่อน    

      มาจับชีพจรม็อบ ๓ นิ้วกันหน่อย

            ดูเหมือนจะแผ่ว!

            ปรากฏการณ์ม็อบสาดสีหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ถูกรัฐสภาคว่ำ สร้างความงงงวย...

            แล้วตำรวจเกี่ยวอะไรด้วย

            การละเลงถนนพระรามที่ ๑ ลามไปถึงพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดเริ่มต้นจาก โพสต์เฟซบุ๊กของ  "อานนท์ นำภา"

            "...การทำลายทรัพย์สินราชการที่มาจากภาษีของเราไม่ใช่ความรุนแรง เพราะมันเป็นของของเรา มันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน...

                ...เราต้องไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดีสันติอหิงสา แต่เพราะเราเป็นหมาจนตรอก เราไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าเราสู้กลับ มันจะระดมความรุนแรงใส่เรายิ่งกว่านี้  เราไม่มีทางชนะในสงครามที่ใช้ความรุนแรง เราต้องกัดฟันสู้ด้วยความไม่รุนแรง เพราะมันเป็นอาวุธอย่างเดียวที่เรามี..."

            จึงไม่แปลก เมื่อคิดแบบหมาจนตรอก ผลที่ออกมาจึงเป็นหมาหัวเน่า!

            กลุ่มประชาชน คนรุ่นใหม่ และเด็กๆ ถือแปรงออกจากบ้านเพื่อมา "ลบสี" กระแสตีกลับ ทำให้ม็อบ ๓ นิ้วดูด้อยค่าตัวเองไปโดยอัตโนมัติ

            เพราะ "ประชาชน" ที่มักนำมาอ้างกัน ไม่ใช่ม็อบ ๓ นิ้ว

            แต่...ม็อบ ๓ นิ้วแค่ส่วนหนึ่งของประชาชนในประเทศ

            เรื่อยไปถึงการย้อนอดีตว่าปี ๒๕๕๓ ประยุทธ์ ประวิตร  อนุพงษ์ นี่แหละที่สลายการชุมนุมทำเสื้อแดงตายเป็นร้อยศพ

            แล้วสรุปเอาว่าคนเสื้อแดงจะมาเอาคืน

            สะท้อนถึงพลังของม็อบ ๓ นิ้วนับวันหดหายไปเรื่อยๆ  หากไม่มีประเด็นเรียกแขกเพิ่มเติม หมาอาจต้องตายในตรอก!       

            นั่นคือที่มาของการกุข่าวรัฐประหาร

            น่าประหลาด...อ้างว่าเป็นแกนนำฝ่ายประชาธิปไตย กลับแผ่นเสียงตกร่อง วนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่พัฒนาความคิดให้ทันสถานการณ์

            วานนี้ (๒๒ พฤศจิกายน) กลุ่มแกนนำม็อบ ๓ นิ้ว ปล่อยข่าวรัฐประหารกันเป็นทอดๆ

            ปั่นกระแส ปลุกเร้ามวลชน

            นั่งเทียนเขียนสตอรี มีการขนสไนเปอร์เข้า กทม.แล้ว

            "อภิรัชต์ คงสมพงษ์" เดินสายขอความเห็นเรื่องทำรัฐประหาร

            ฯลฯ

            เพราะหลงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นไดโนเสาร์ ตัวเองจึงเป็นเหี้ยโดยไม่รู้ตัว

            ฝากนักวิชาการช่วยทำวิจัยที ทำไมเผด็จการทรราช คสช. เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลประยุทธ์ สามารถอยู่ในอำนาจยาวนานเข้าปีที่ ๗ แล้ว

            มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย

            โลกยุคใหม่ ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการสื่อสารง่ายดายแค่กระดิกนิ้ว แต่ทำไมถึงปล่อยให้บุคคลที่ถูกตราหน้าว่า เผด็จการ ที่มีแต่ความชั่วร้าย และเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน อยู่ในอำนาจ ปกครองประเทศนานถึงขนาดนี้

            เพราะคณะรัฐประหารปรับตัว

            หรือเพราะ คณะผู้รักประชาธิปไตยปรับตัวไม่ทันกันแน่

            แล้วใครกันแน่ที่เป็นไดโนเสาร์

            พูดถึงประเด็นรัฐประหาร ประสบการณ์ และประวัติศาสตร์ได้สร้างการเรียนรู้ การรัฐประหารไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายอีกต่อไป

            ยกเว้นมีการสร้างสถานการณ์ให้กองทัพจนตรอกชนิดหาทางออกอื่นไม่ได้

            แต่สถานการณ์ในวันนี้....ยังห่างไกล

            ม็อบ ๓ นิ้วต่างหากที่จนตรอก และพยายามสร้างเงื่อนไข ให้ทหารจนตรอก

            ประเด็น "ล้มเจ้า" จึงเป็นชนวนสำคัญ

            ฉะนั้นจากนี้ไปการปั้นกระแสเกลียดชังเจ้าจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

            อย่าง หยาบช้า และ หยาบคาย

            และเมื่อ ม.๑๑๒ ถูกนำกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง ในขณะที่ประชาชนทั่วประเทศพากันสวมเสื้อสีเหลือง แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ที่วางแผนกันว่าจะจบที่รุ่นเรา มันไม่ใช่เสียแล้ว

            แกนนำม็อบ ๓ นิ้วหมดโอกาสถอยหลังกลับ...เมื่อปลุกความเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมา ก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

            แทบลอยด์ ไทยโพสต์ นำเสนอประเด็นนี้ได้น่าสนใจ

            "กฤษฎางค์ นุตจรัส" ทนายความของแกนนำม็อบคณะ  ๓ นิ้ว พูดถึงแกนนำตัวท็อปทั้งหลาย

            ".....อนาคตของพวกเขาก็คงต่อสู้ต่อไปเต็มที่ ผมก็หวังว่าอนาคตของพวกเขา จะไม่เหมือนนักเคลื่อนไหวรุ่นพี่ๆ ที่ภายหลังขายอุดมการณ์ไปรับใช้ฝ่ายตรงข้าม

                ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้หนักแน่นเพียงพอ ก็เคยมีคนพูดกับพวกเขาว่าเป็นนักต่อสู้ต้องมีบาดแผล ซึ่งความหมายมันลึกซึ้ง 

                เพราะสิ่งที่พวกเขาไปต่อสู้แล้วได้รับ มันอาจเป็นวิบากจากผลการต่อสู้ เพราะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่มันไม่ใช่การเล่นหมากเก็บ เป็นเรื่องจริงจัง

                บางคนก็ไม่แน่ อาจติดคุกก็มี อาจโดนลงโทษหรืออาจถึงขั้นถูกลอบทำร้าย อุ้มหายแบบความรุนแรงในอดีต เด็กนักศึกษาเหล่านี้มีสิทธิ์ได้รับ เพราะพวกเขาเข้าไปสู้ในหัวใจของปัญหาที่มีผลประโยชน์มหาศาล          

            ซึ่งเด็กพวกนี้เขาก็พร้อมเสียสละต่อสู้....”

            ไม่ต้องตีความใดๆ รับรู้กันตั้งแต่แรกแล้วว่า คุก รออยู่ข้างหน้า

            เพราะมันคือการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะ

            รัฐประหารจะไม่เกิด

            การล้มเจ้าไม่มีทางสำเร็จ

            จุดสีเหลืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย

            และ ๓ นิ้วฝ่อ

            ว่ากันตามยุทธศาสตร์การต่อสู้ คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้อาจทำสำเร็จที่วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สาธารณะ ตามรอยคณะราษฎร ๒๔๗๕

            ขณะเดียวกันเกิดกระแสตีกลับเพราะการแสดงออกที่หยาบช้า สังคมส่วนใหญ่ไม่อาจรับได้

            คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับโซรอสเข้าสภาได้สำเร็จ

            กลับถูกคว่ำในสภา ไม่ใช่เพราะสภาตรายาง แต่เพราะพฤติกรรมร่วมหมู่ ความหยาบกระด้าง ไม่เห็นหัวรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่

            ไม่สามารถแสวงหาความร่วมมือจากวุฒิสภาได้

            การต่อสู้จึงล้มเหลว ครั้งแล้วครั้งเล่า

            เพราะโจทย์ผิดตั้งแต่แรก

            เมื่อพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล ยืนกรานสืบสานอุดมการณ์คณะราษฎร ๒๔๗๕ ผ่านคณะราษฎร ๒๕๖๓ แต่ลืมไปว่า คณะราษฎร ๒๔๗๕ ล้มเหลวเพราะอะไร ผลที่ออกมาจึงไม่ต่างจากเดิม

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  (NIDA) โพสต์เฟซบุ๊ก เข้าสถานการณ์อย่างแรง

-------------

            คณะราษฎร (๒๔๗๕) กับ คณะราษฎร (๒๕๖๓) มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง และมีอะไรที่ต่างกันบ้าง

            ความเหมือน

            ๑.ล้มเจ้าเหมือนกัน

            ๒.ใส่ร้ายป้ายสีเจ้านายเหมือนกัน แต่ ๒๕๖๓ หยาบคายกว่า ต่ำทรามกว่า จาบจ้วงกว่า

            ๓.หลอกใช้เด็กเหมือนกัน ๒๔๗๕ หลอกใช้นักเรียนนายร้อยมาปฏิวัติรัฐประหาร ส่วน ๒๕๖๓ หลอกเด็กปลดแอก  เด็กนักเรียนเลว

            ๔. ๒๔๗๕ ไม่ได้ตายดีสักราย ไม่ป่วยหนักตาย ไม่ตายโหง ก็ตายไร้แผ่นดิน ตีกันตาย สุดท้ายไปประชุมกันหลังตายที่ใต้เจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนกันหมด ตอนอยู่ฆ่ากันแย่งชิงอำนาจ ตายแล้วอโหสิกรรมกัน เอากระดูกมาอยู่ใต้เจดีย์ด้วยกัน

            ๒๕๖๓ เริ่มตีกัน แตกแยกกัน และจะมีจุดจบที่ไม่ได้แตกต่างกัน คือจบไม่ดี  #ให้พวกมันจบที่รุ่นเรา จะจบในคุกหรือจะลี้ภัยก็คงจะได้เห็น

            ความต่าง

            ๑. ๒๔๗๕ ยังใช้ IT ไม่เป็น ไม่มี IT ให้ใช้ ไม่มี  Cyberwarfare ส่วน ๒๕๖๓ เก่งมาก เรื่อง IT สร้างกระแสในโลกออนไลน์ แต่พ่ายแพ้ในโลกของความเป็นจริง

            ๒. ๒๕๖๓ เป็นตัวตลกมากกว่า มีพวกตัวละครแปลกๆ  ใช้วิธีการประหลาด ดูแล้วอุบาทว์มากกว่า ทำอะไรที่มันไร้สาระมากกว่า

            ๓. ๒๕๖๓ จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย จะถูกกวาดล้างและมีอันเป็นไปทั้งหมด จะไม่ได้ครองอำนาจใดๆ ในแผ่นดินนี้เลยแม้แต่น้อย

            ๔. ๒๕๖๓ มีต่างชาติและ NGO ที่รับเงินต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย เช่น รับเงินจาก NED  ซึ่งคืองบประมาณแผ่นดินของสหรัฐอเมริกามาแก้รัฐธรรมนูญของไทยโดย iLaw รับเงินจาก Open Society Foundation  จาก George Soros มาแทรกแซงกิจการในประเทศไทย

            ๕. ๒๕๖๓ หมกมุ่นเรื่องเพศ มากเหลือเกิน มากกว่า  ๒๔๗๕

            ๖. ๒๕๖๓ เปิดหมวก วางกล่อง เปิดบัญชีรับบริจาค แต่  ๒๔๗๕ ไม่ได้ทำเยี่ยงขอทานเช่นนั้น

            ๗. ๒๔๗๕ ปล้นสมบัติพระมหากษัตริย์ คือปล้นที่ดินของพระคลังข้างที่มาขายให้กันในราคาถูกแสนถูก เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างหน้าด้าน ๒๕๖๓ พยายามทำ แต่ไม่มีทางทำได้สำเร็จ

----------------

            เพิ่มเติมให้อีกข้อ.....

            คณะราษฎร ๒๕๖๓ ขุดศพคณะราษฎร ๒๔๗๕ ขึ้นมาทำลายเสียยับเยิน.

               ผักกาดหอม                         


"รุ้ง" ศิษย์เอก "สามสัส" นี่.....สมที่ "สำนักข่าว BBC" ยกเป็น ๑ ใน ๑๐๐ หญิงผู้ทรงอิทธิพลของโลก"คำเดียว" แท้ๆ ทำให้เธอทรงอิทธิพลคือ ให้ "....." ประธานรัฐสภา!

สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก