แสงแห่งพระราชา ส่องสว่างทางการศึกษา สร้างชีวิตมั่นคงแก่นักเรียนทุน ม.ท.ศ.


เพิ่มเพื่อน    

ในหลวง พระราชทานทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ) แก่นักเรียนรุ่นที่12 ประจำปี 2563

 

 

 

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักในคุณค่าและความสําคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีคุณภาพจึงทรงสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับประชาชนได้เรียนรู้สามารถนํามาใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมถึงสามารถนำความรู้มาพัฒนาสังคมและประเทศชาติได้ ดังนั้น เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร จึงมีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเมื่อปี 2552 โดยให้ทรงนำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างความรู้ สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยที่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคง อันเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย 

       ต่อมาในปี2553 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” โดยทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นำโครงการทุนการศึกษาฯ มาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสืบต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม แต่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างทัศนคติที่ถูกต้องดีงาม ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และประเทศชาติบ่มเพาะความมีวินัย รวมทั้งพัฒนาศักยภาพความสามารถในการเรียนรู้ให้เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องมีทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ อันจะช่วยสร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็งแก่เด็กและเยาวชนไทยผู้ที่ได้รับทุนพระราชทาน สามารถเติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพนำความรู้กลับไปทำงานพัฒนาท้องถิ่นชุมชน มีสัมมาชีพมั่นคง เป็นพลเมืองที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ

 

ร.10 ทรงมีพระบรมราโชวาทแก่คณะนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.

 

     นับตั้งแต่วันที่ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิฯ และทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการมุ่งสร้างความรู้สร้างโอกาสให้แก่เยาวชนไทยให้ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ปัจจุบันได้มีการจัดสรรทุนพระราชทานแก่นักเรียนผู้ผ่านการคัดเลือกคัดสรร เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องไปแล้ว12 รุ่น จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 1,935 ราย โดยรุ่นที่ 12 ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานทุนเมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

     ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาพระราชทานที่ผ่านมาได้มีการเสริมสร้างทัศนคติที่ถูกต้องดีงาม การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ ทักษะชีวิต อันเป็นการบ่มเพาะ สร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้ ให้มีความรับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ตน มีวินัย มีคุณธรรม และมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวมส่งผลให้น้กเรียนทุนการศึกษาพระราชทานมีผลการเรียนดีความรู้ดีประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี มีจิตอาสาทำประโยชน์ให้ส่วนรวม และประเทศชาติ สมดั่งพระราชปณิธานองค์ประธานมูลนิธิฯ 

      12 ปีของการก่อต้ัง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร(ม.ท.ศ.)” วันนี้ผลสัมฤทธิ์แห่งน้ำพระราชหฤทัยของพระราชา อันเปรียบเสมือนแสงทองสว่างส่องประกายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยทั่วทั้งประเทศจากรุ่นสู่รุ่น ได้ผลิดอกออกผล นักเรียนทุนพระราชทานบางคนจากที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วจะมีโอกาสทางการศึกษาต่อ กลับมามีความหวังในเส้นทางแห่งอนาคตที่วาดฝันไว้อีกครั้ง หรือบางคนแม้วันนี้จะได้รับทุนพระราชทานจนสำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีไปแล้วก็ตาม แต่เขาพร้อมนำความรู้ความสามารถที่ได้เล่าเรียนมากลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

       ดังพระบรมราโชบายที่ได้พระราชทานแก่นักเรียนทุนเป็นประจำทุกปีว่า “ ให้นำความรู้ความสามารถ และคุณสมบัติทั้งปวงที่มีอยู่ ไปใช้ประกอบอาชีพการงานสร้างตัวสร้างฐานะให้สำเร็จผลเป็นประโยชน์ป็นความเจริญมั่นคง ทั้งแก่ตนเอง แก่สังคม และแก่ประเทศชาติ ”

 

นายมูซซอฟฟัรร์ เจ๊ะฮะ นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ จ.นราธิวาส 

 

     ซอฟา-นายมูซซอฟฟัรร์ เจ๊ะฮะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ จ.นราธิวาส นักเรียนทุนพระราชทานรุ่นที่ 12 บอกเล่าความรู้สึกภายหลังที่ได้รับข่าวดีได้รับทุนพระราชทานว่า ในหัวใจเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานทุนการศึกษามาให้ จากที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต่อ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ต้องใช้ชีวิตด้วยความกระเบียดกระเสียน เมื่อทางโรงเรียนแจ้งว่าเป็นหนึ่งในผู้ได้รับทุนพระราชทานเหมือนความฝันต่างๆ ที่เคยวาดไว้ในตอนเด็กกลับมาฉายสว่างในหัวใจอีกคร้ัง

    “ ครอบครัวของผมอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 คน  พ่อกับแม่ต้องดูแลทุกคนภายในบ้าน บางครั้งผมกับน้องก็ต้องช่วยแม่ทำขนมไปขายตามตลาดนัด แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เมื่อใกล้จะเรียนจบชั้น ม.3 ผมเลิกฝันแล้วว่าจะได้เรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายความคิดที่อยากจะเป็นหมอช่วยรักษาคนก็ดับวูบไปแล้ว กระทั่งโรงเรียนให้ผมสมัครทุนการศึกษาพระราชทาน จึงตัดสินใจเข้าสมัครทันที พอทราบข่าววว่าได้รับการคัดเลือก ดีใจมาก ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อแล้ว ความฝันที่เคยตั้งใจไว้ก็กลับมาสว่างอีกครั้ง ผมตั้งใจจะสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ให้ได้ ตอนนี้มีแรงใจคือน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงที่พระราชทานลงมาให้แล้ว ที่เหลือผมก็จะใส่แรงกายต้ังใจอ่านหนังสือมุ่งมั่นหาความรู้และประพฤติทำตัวเป็นเด็กดีต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป เพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อเราและครอบครัว” ซอฟา เด็กหนุ่มจากแดนใต้เล่าด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

 

 เพรียว-นางสาวคชธิดา คชราช นักเรียนชั้น ม.4 จากโรงเรียนสตรีระนอง 

 

       แม้ที่ผ่านมาจะเป็นเด็กเรียนดีและเคยได้รับทุนการศึกษามาแล้วหลายโครงการ แต่ก็ไม่มีทุนการศึกษาใดที่ทำให้ เพรียว-นางสาวคชธิดา คชราช นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนสตรีระนอง ปลาบปลื้มใจเท่าได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนทุนพระราชทานรุ่นที่ 12 จากโอกาสนี้เธอมีความมุ่งมั่นในการที่จะยึดอาชีพเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เพื่อเป็นสะพานส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและการนำวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาไปพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป

      “ ที่โรงเรียนมีรุ่นพี่เป็นนักเรียนทุนพระราชทานฯ อยู่ก่อนแล้ว และรุ่นพี่นักเรียนทุน รุ่นที่ 1 ได้มาบรรจุเป็นคุณครูที่โรงเรียนของเรา รู้สึกว่าอยากเดินรอยตามรุ่นพี่ จึงสมัครเข้ารับทุนการศึกษาพระราชทาน เพื่อจะได้มีโอกาสได้เรียนในระดับช้ันที่สูงขึ้น และจะได้สอบเข้าเรียนคณะคุรุศาสตร์ตามที่ต้ังใจไว้ เมื่อทราบผลว่า ได้รับการคัดเลือกวินาทีน้ัน ดีใจที่สุดในชีวิต อย่างน้อยเราจะได้ทำตามความฝันของเราได้เรียนจนจบปริญญาตรี และกลับมาเป็นคุณครูสอนหนังสือ หนูชอบอาชีพครู เพราะนอกจากเราจะมีส่วนช่วยสร้างคน ให้เป็นคนดีแล้ว เรายังจะขอทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเล็กๆสอนให้ลูกศิษย์ทุกคนมีความรักและเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่คู่กับแผ่นดินไทยมาช้านาน ประเทศชาติของเรามีวันนี้ได้ก็เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสละพระวรรกาย สละพระราชทรัพย์เพื่อปกป้องและรักษาประเทศชาติไว้ได้จนถึงทุกวันนี้ ” นางสาวคชธิดา กล่าว 

นายไวทยา เกิดมณี นักเรียนทุนรุ่นที่ 3

 

      เพราะเคยได้รับทุนการศึกษาพระราชทานฯ มาต้ังแต่ชั้นมัธยมปลาย จึงทำให้ ก๊อต-ไวทยา เกิดมณี หนุ่ม จ.ปัตตานีนักเรียนทุนรุ่นที่ 3 ว่าที่คุณหมอหนุ่มโรงพยาบาลปัตตานี เก็บหอมรอมริบแบ่งเงินทุนจำนวนหนึ่งไว้ใช้สำหรับการซื้อหนังสือกวดวิชามาอ่านเอง จนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อระดับชั้นปริญญาตรีในคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้สำเร็จ

     “ ชีวิตผมพลิกผันมาต้ังแต่ตอนจะขึ้นชั้น ม.4 ช่วงน้ันฐานะทางบ้านมีปัญหาคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน ผมอยู่กับคุณแม่ ด้วยความที่แม่ไม่เคยทำงานนอกบ้านมาก่อนก็ต้องออกไปหางานทำเลี้ยงดูผมกับน้องที่อายุห่างกันไม่มาก ดังนั้น แม่จึงหาเงินค่าเทอมไม่พอสำหรับการส่งลูกๆทั้ง 2 คน เมื่อทราบว่าทางโรงเรียนเปิดให้เข้าสมัครสอบชิงทุนพระราชทาน ผมจึงรีบสมัครเพื่อแบ่งเบาภาระคุณแม่ เมื่อทราบผลว่าได้รับการคัดเลือกยิ่งทำให้เราดีใจขึ้นไปอีก เพราะเราจะได้มีโอกาสสานต่อความฝันวัยเด็กของเราแล้ว เมื่อได้รับทุนการศึกษาพระราชทานตอนช้ัน ม.4 ผมพยายามแบ่งเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับไว้ซื้อหนังสืออ่านเตรียมสอบเข้าคณะแพทย์ เพราะเราไม่มีเงินมากพอที่จะไปเรียนกวดวิชาและในที่สุดผมก็สอบเข้าศึกษาต่อคณะแพทย์ศาศตร์ ได้สำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้”

     ว่าที่คุณหมอก๊อต บอกว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีของการเป็นนักเรียนทุนพระราชทาน ได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะการปลูกฝังในเรื่องจิตอาสา การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ จากนี้จะกลับไปเป็นหมอโรงพยาบาลปัตตานี ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยยากไร้ตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดเมืองนอนและประเทศชาติ

      “ มีพระบรมราโชวาทของในหลวง ประโยคหนึ่งที่พระองค์ได้พระราชทานแก่นักเรียนทุนที่ผมจำใส่เกล้าไว้เคยลืมจนถึงทุกวันนี้คือ “เรียนดี ความรู้ดี การงานดี ชีวิตสดใส และตอบแทนแผ่นดินและประเทศชาติ”  ตอนนี้ผมได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้ทุนพระราชทานศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรีแล้ว ต่อไปผมก็จะออกไปทำงานเป็นหมอ มีรายได้ที่มั่นคงมาดูแลครอบครัวให้มีสุขอยู่ดีกินดี เมื่อเราดูแลครอบครัวได้แล้วหน้าที่สำคัญอีกอย่างของหมอ คือการดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนให้ดีเหมือนญาติของเรา เหตุผลที่กลับมาเป็นคุณหมอประจำโรงพยาบาลปัตตานี เพราะอยากกลับมาช่วยเหลือดูแลคนในบ้านเกิดของเราให้มีชีวิตและสุขภาพที่ดี อันเป็นการตอบแทนแผ่นดินและประเทศชาติ ดั่งพระบรมราโชวาทของในหลวงที่พระราชทานให้แก่พวกเรานักเรียนทุนเป็นประจำทุกปี” ว่าที่คุณหมอหนุมเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

นางสาวกนกวรรณ จันทร์อยู่ ว่าที่ทันตแพทย์ 

 

    เช่นเดียวกับ ฝน-นางสาวกนกวรรณ จันทร์อยู่ ว่าที่หมอฟัน  นักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 3 จ.พิษณุโลกที่พึ่งเร็จการศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับสอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเรียนจบด้วยเกรดดีเพียงใด หลายสถานพยาบาลในเมืองต้องการตัว  แต่เธอเลือกกลับไปทำงานเป็นหมอฟันประจำโรงพยาบาลอำเภอ อย่างโรงพยาบาลเนินมะปราง เพื่อดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้แก่คนในบ้านเกิด

     นางสาวกนกวรรณ กล่าวว่า ระหว่างที่เราใช้ชีวิตเป็นนักเรียนทุนพระราชทานต้ังแต่ชั้นมัธยมปลายนอกจากการรักษาคุณความดีให้สมกับการเป็นนักเรียนทุนแล้ว ส่ิงหนึ่งที่ฝนได้รับการปลูกฝังมาโดยตลอดคือการมีจิตใจเป็นจิตอาสา ทำความดีให้แก่สังคมและประเทศชาติ ดังน้ันเมื่อเราสำเร็จการศึกษาดั่งความฝันที่มีต้ังแต่เด็กแล้ว หน้าที่ต่อไปของเราคือการนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมากลับไปตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิดของตัวเองด้วยการช่วยเหลือและดูแลพี่น้องในชุมชนหมู่บ้านและอำเภอให้มีชีวิตและสุขภาพที่ดี แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเหมือนดั่งเป็นหมอในเมืองใหญ่ๆแต่ก็ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข ที่ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว และยังได้รับใช้บ้านเกิดเมืองนอนถือเป็นการตอบแทนแผ่นดินอีกประการหนึ่ง อันเป็นการตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อพวกเราทุกคน

       นับเป็นแสงแห่งพระราชาโดยแท้จริงที่ทอแสงประกายสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเป็นคนดีของแผ่นดินและประเทศชาติ

 


ทอน....ขอจับมือที! นายเจ๋งอะ ที่ตัดสินใจออกมา "ชูธง" นำหน้าเด็ก "ชนเจ้า" แทนซุกหลังอย่างที่ผ่านมา อย่าแผ่วเป็นม้าตีนต้นล่ะ

กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'