ตร.จัดเต็มรับมือม็อบ ขน5,850นายสกัดคณะราษฎรชุมนุมหน้าสำนักงานทรัพย์สิน


เพิ่มเพื่อน    

  ตำรวจขนกำลัง 5,850 นายรับมือสารพัดกลุ่มชุมนุม 25 พ.ย. “ประวิตร” ลั่นดูแลไม่ให้เกิดเหตุม็อบชนม็อบ “ผบ.ทบ.” เอือมสังคมเชื่อเฟกนิวส์รัฐประหาร จี้ถามหาความรับผิดชอบคนปล่อยข่าว วิษณุแจงมาตรา 112 เรื่องปกติ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา “ถาวร” มาดุ! ลากไส้ผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มราษฎร ไม่กั๊กเปิดไทม์ไลน์ชี้ “ธนาธร-ปิยบุตร” บ่มเพาะปลุกปั่นมา 8 เดือน “ทอน” ปัดไม่เกี่ยวเป็นเสียงของยุคสมัย โวมีโอกาสเข้าร่วมชุมนุมแน่

ในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน ที่กลุ่มราษฎรได้นัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนเคลื่อนขบวนไปสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในขณะที่กลุ่มคณะแผ่นดินสยามและเครือข่ายก็นัดชุมนุมที่ถนนลูกหลวง เลียบคลองผดุงกรุงเกษม ใกล้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ และกลุ่มภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ นัดรวมพลหน้าอาคารรัฐสภานั้น พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลความปลอดภัยการชุมนุม ว่า บช.น.ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อป้องกันเหตุร้าย โดยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน พร้อมชุดเคลื่อนที่เร็วตั้งจุดตรวจค้นเพื่อป้องกันเหตุในพื้นที่ต่างๆ ส่วนบริเวณโดยรอบในพื้นที่รับผิดชอบของ 5 สน. คือ สน.สามเสน, ชนะสงคราม, นางเลิ้ง, สำราญราษฎร และดุสิต ซึ่งการจัดเตรียมกำลังจัดขึ้นกับความเหมาะสมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า กลุ่มราษฎรและเยาวชนปลดแอกยังไม่มีการแจ้งการชุมนุมแต่อย่างใด ซึ่งการชุมนุมเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น โดยเจ้าหน้าที่จะใช้กฎหมายตามความจำเป็น ซึ่งมีการตรวจสอบได้
    พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. ที่ดูแลเรื่องการจราจร กล่าวว่า บช.น.มีแผนปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 04.00 น. ของวันที่ 25 พ.ย.เป็นต้นไป ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ บริเวณพื้นราบ ส่วนที่ 2 คือทางด่วนปิดทางลงยมราชจุดเดียว
    ด้าน พล.ต.ต.ปิยะกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้โรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และโรงเรียนที่อยู่ถนนสามเสน ได้ประกาศหยุดเรียน 1 วัน ส่วนการข่าวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจเผชิญหน้ากัน ตอนนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะจะไม่ให้ 2 กลุ่มเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม อยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ รวมทั้งกลุ่มราษฎรที่ระดมกลุ่มการ์ดนับพันคนเพื่อมาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น อยากให้เคารพกฎหมายเป็นหลัก ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย การกระทบกระทั่งกันไม่เกิดขึ้นแน่นอน
    เมื่อถามว่า ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมมาตั้งแต่กลางปี ทั่วประเทศมีการกระทำความผิดกี่คดี พ.ต.อ.กฤษณะตอบว่า ตั้งแต่ชุมนุมมาไม่ว่ากลุ่มใดก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย มีการดำเนินทุกความผิดคดีทั่วประเทศไปแล้ว 170 คดี โดยในพื้นที่นครบาล 100 คดี ที่เหลืออยู่ที่ต่างจังหวัด
    มีรายงานจาก บช.น.แจ้งว่า ได้มีหนังสือด่วนสั่งการให้จัดเตรียมกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมวันที่ 25 พ.ย.ที่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยระดมกำลังจากตำรวจภูธรภาค 1-8 บช.น. และ ตชด.ดูแลรวม 39 กองร้อย จำนวน 5,850 นาย
ส่วนที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตำรวจมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ในส่วนของสถานที่ราชการทางทหารก็ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย หากเจ้าหน้าที่ตำรวจร้องขอมาให้เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานก็จะจัดเจ้าพนักงานไปทำหน้าที่ช่วยเหลือ แต่คนดูแลเรื่องกฎหมายและการปฏิบัติต่างๆ ว่าใครถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของตำรวจ
    เมื่อถามถึงการดูแลเขตพระราชฐาน พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า เขตพระราชฐานมีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้วว่าระยะเท่าใดที่เข้าไปได้ และการชุมนุมต้องอยู่ห่าง 150 เมตร ซึ่งมีพระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องของนักการเมืองและรัฐสภาทั้งสิ้น ไม่ใช่ทหารและตำรวจกำหนดเอง
ผบ.ทบ.เซ็งเฟกนิวส์
พล.อ.ณรงค์พันธ์ยังกล่าวถึงกระแสในโซเชียลมีเดียที่แชร์ภาพเฮลิคอปเตอร์บินใน กทม. พร้อมกับเชื่อมโยงการทำรัฐประหารว่า เคยพูดไปแล้วว่าเราชอบนั่งคิดนอนคิดจินตนาการ และคิดไปต่างๆ นานา เชื่อข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ เราต้องเข้าใจว่าเฮลิคอปเตอร์ที่จะบินใจกลาง กทม.ได้ส่วนหนึ่งเป็นของขบวนเสด็จฯ ซึ่งกองทัพบกได้ทำหน้าที่สนองถวายงานอยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องภายในของหน่วยงานราชการที่อยู่ดีๆ จะไปออกข่าวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นต้องวิเคราะห์และพิจารณาว่าอยู่ดีๆ เฮลิคอปเตอร์จะมาบินแบบนี้ได้มีสาเหตุมาจากอะไร ไม่ใช่ไปตีเรื่องโน้นเรื่องนี้ หรือตีความไปต่างๆ นานา แล้วแชร์กันออกไป โดยที่ไม่ได้คิดวิเคราะห์ และไม่ได้สอบถามจากหน่วยงานราชการ  
    “ผมบอกว่านักข่าวควรกลับไปพักผ่อนเยอะๆ เห็นหรือไม่ว่าเป็นเฟกนิวส์มาแล้วกี่ครั้ง ผมไปตรวจราชการชายแดน แต่ก็มีข่าวว่าผมไปประชุมที่โน่นที่นี่ในวันที่ 17 ต.ค. พอข่าวไม่เป็นจริง ถามว่าใครรับผิดชอบ ทำไมไม่มีกระแสตีกลับว่าหลอกลวงประชาชน กี่ครั้งแล้วที่มีข่าวแชร์ออกมาอย่างนี้ ดังนั้นการบริโภคข่าวต้องมีสติ ต้องเช็กและตรวจสอบก่อน อย่าไปเชื่อ” พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าว
    เมื่อถามว่า จะเตือนแกนนำที่ชอบสร้างกระแสข่าวปล่อยอย่างไร พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า เตือนไม่ได้ เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง โดยผู้ที่จะเตือนได้คือผู้สื่อข่าว เพื่อให้ประชาชนรับทราบได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริงและข่าวลวง เราควรเชื่อถือใคร พูดมาแบบนี้กี่ครั้งแล้ว ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อต่อไปหลังจากนี้
     ถามย้ำว่า หมายความว่าการทำรัฐประหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า “พูดโดยส่วนตัว ถามว่าในสถานการณ์ตอนนี้ เช่นที่ จ.เชียงใหม่นั้น ประชาชนมีความสุข เพราะมีการท่องเที่ยว แม้ยังไม่มีชาวต่างชาติเข้ามา คนไทยจึงช่วยดูแลกันทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น ถ้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เรื่องเศรษฐกิจก็ตามมา แต่ถ้าทำให้บ้านเมืองไม่เกิดความสงบ ปล่อยให้มีข่าวลือต่างๆ ถามว่าจะไปทำแบบนั้นทำไม เพราะคนไทยอีก 60 ล้านคนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เขาทำมาค้าขายได้ กับไอ้คนกลุ่มหนึ่งที่มาสร้างความไม่สงบขึ้นมา คือต้องคิดและช่วยกัน สื่อต้องช่วยกันเพราะสำคัญ เนื่องจากคนเชื่อสื่อมากกว่าเชื่อผม อย่างผมพูดไม่เชื่อ ถามว่าอดีต ผบ.ทบ.หลายคนได้พูดมาเชื่อหรือไม่ แต่คนเชื่อสื่อ ดังนั้นสื่อเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้คนเชื่อ ขณะที่โซเชียลก็มาจากสื่อ เพราะสื่อก็มีโซเชียล โดยโซเชียลมีตัวตนและไม่มีตัวตน ถ้ามีตัวตนแล้วบ่อนทำลายทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปอท.ก็จะจัดการ”
     เมื่อถามย้ำว่า ทำไมข่าวลือการทำรัฐประหารจึงออกมาตลอดเวลา พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า ไม่รู้ ถามว่าทำแล้วมันดีไหม ดีกับประเทศชาติ เศรษฐกิจ หรือความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่ จึงบอกว่าอย่าไปคิดมาก สื่ออย่าไปพูดถึงคำนี้ ขอให้ตัดคำนี้ออกไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าสื่อ และโซเชียล อย่าให้ปรากฏอีก
    เมื่อถามต่อว่า หากไม่มีทางออกอื่น พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีทางออก แต่จะเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง ถามว่าทางออกที่ไม่ดีที่ทำให้ประเทศและคนส่วนรวมเดือดร้อน พูดคนเดียวคนไม่เชื่อ พูดในกองทัพอาจจะเชื่อแค่คนในกองทัพ แต่ประชาชนจะเชื่อสื่อ ดังนั้นสื่อเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ทำเพื่อขายคลิปหรือขายข่าวที่ขึ้นมาหนึ่งคำแล้วทำให้คนแตกตื่น
     ถามอีกว่า ทุกครั้งที่ทำรัฐประหาร ก็มาจากการเกิดเหตุม็อบชนม็อบ พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทหารและตำรวจก็ห้ามไม่ได้ ซึ่งทุกคนต่างก็มีหน้าที่และต้องช่วยกันทำอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้น และเมื่อถามว่ามีเงื่อนไขจำเป็นอะไรที่จะทำให้ทหารออกมา พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า ไม่ทราบ  
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมในวันที่ 25 พ.ย. โดยยืนยันว่ายังคงห้ามไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใกล้พื้นที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ในระยะรัศมี 150 เมตร และจะไม่มีเผชิญหน้ากัน
    เมื่อถามว่า มีการรายงานเรื่องมือที่สามเข้ามาบ้างหรือไม่ และกังวลหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องระวังเรื่องมือที่สาม และได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว พร้อมย้ำไม่ให้ม็อบชนม็อบ
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีภาพของการสลายการชุมนุม พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี ไม่มีสลาย
    ทั้งนี้ ก่อน พล.อ.ประวิตรเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ประชุมวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในการชุมนุมวันที่ 25 พ.ย.ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด
112 เป็นเรื่องกรรม
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ระบุว่าจะใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตราเพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ว่าเป็นแถลงการณ์ของนายกฯ ที่ส่งสัญญาณไปถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในฐานะดูแลกฎหมายเท่านั้น รัฐบาลไม่ได้รับทราบในส่วนนี้ และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการอะไร   
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยังใช้อยู่ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ว่าจะมาตรา 112 หรือกฎหมายอะไรก็แล้ว ถือว่าอยู่ในกฎหมาย คำว่าทุกฉบับที่นายกฯ พูดถึงคือ กฎหมายที่สามารถใช้ได้ทุกฉบับ เพราะปกติไม่ต้องพูดก็ต้องใช้กฎหมายทุกฉบับอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่จะงดใช้กฎหมายบางฉบับไม่ได้ หรือใช้ฉบับนี้แล้วงดใช้บางมาตราไม่ได้
     เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าหากใช้มาตรา 112 จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก นายวิษณุกล่าวว่า ยังไม่เห็นว่ามีใครบอกว่าจะใช้มาตรา 112 ซึ่งคงต้องนำมาประกอบกัน ทั้งหมดกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ถ้าการกระทำไม่ได้เข้าข่าย มันก็ไม่เข้าข่าย ถ้ามันเข้ามันก็ต้องเข้า เจ้าหน้าที่จะมาบอกว่า ไม่เข้า ไม่ใช้ คงไม่ได้ ดังนั้นเราอย่าไปวิตกกังวลเลย   
    ถามอีกว่า การจะดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนี้ คิดว่าการใช้มาตรา 112 ถือว่าเด็ดขาดที่สุดแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่จริง ไม่ใช่   
    ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  (สมช.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล เดินทางเข้าพบนายวิษณุ และใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดยภายหลังการประชุม พล.อ.ณัฐพลปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงการหารือ แต่มีรายงานแจ้งว่าการหารือครั้งนี้เป็นการหารือถึงสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 25 พ.ย. โดยเฉพาะการดูแลไม่ให้มีม็อบชนม็อบ
    มีรายงานว่า ในการทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 25 พ.ย.นั้น ยังคงเปิดปกติ แต่ได้มีการประสานข้าราชการเป็นการภายในเก็บเอกสารสำคัญและสิ่งของที่จำเป็นของบางหน่วยงาน รวมทั้งได้เปลี่ยนสถานที่การพบกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US - ASEAN Business Council: USABC) ที่จะนำคณะนักธุรกิจสหรัฐในไทยเข้าเยี่ยมคารวะ จากเดิมกำหนดไว้ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ไปเป็นห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศแทน
    ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการชุมนุมของม็อบราษฎรว่า สิ่งที่รัฐบาลกังวลคืออาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นได้ หากผู้ชุมนุมไม่ได้ดำเนินการตามที่ตำรวจตักเตือนเอาไว้ ซึ่งเห็นได้ว่าที่ผ่านมาตำรวจได้เตือนอยู่เป็นระยะๆ ว่าอะไรทำได้ไม่ได้ ซึ่งอยากให้ภาพรวมเป็นไปด้วยความสงบ เพราะเราเห็นจากการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นหน้ารัฐสภา หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้ชุมนุมได้กระทำการหลายส่วนที่อาจเรียกว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน มีการทำร้าย ทำลายทรัพย์สินในส่วนราชการและเอกชน จึงอยากเรียนให้ทราบว่าการชุมนุมต้องเคารพกฎหมาย หากชุมนุมโดยสงบย่อมทำได้ แต่ถ้ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลและตำรวจต้องดำเนินคดี ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หลีกเลี่ยงการปะทะ
    “นายกฯ แถลงการณ์ไปแล้วว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ฉะนั้นจะมาตราใดหรือฉบับใด เข้าใจว่าตำรวจได้ตักเตือนอยู่เป็นระยะ ขอให้หลีกเลี่ยงการกระทำผิด และให้ความร่วมมือกับตำรวจ” นายอนุชากล่าว
ไล่ไทม์ไลน์เบื้องหลังม็อบ
วันเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มราษฎร ว่าจากการได้ติดตามความเป็นมาและความเคลื่อนไหวของกลุ่มมาประมาณ 1 ปี ยืนยันได้ว่ามีผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน มีการใช้เด็กเยาวชนเป็นสะพานเชื่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีเป้าหมายคือล้มล้างสถาบัน แม้เลี่ยงไปใช้คำว่าปฏิรูป เพราะปรากฏความสอดคล้องระหว่างหลักคิดของคนบงการที่ถูกนำไปปฏิบัติในการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าว เป็นหลักคิดชุดเดียวกัน   
    จากนั้น นายถาวรได้นำคลิปวิดีโอที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวบรรยายที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษมาเปิด ก่อนกล่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมนั้นเริ่มตั้งแต่กรณีนายปิยบุตรไปพูดเรื่อง “Thailand in a Deeper State of Crisis”  เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2559 นอกจากนี้ยังมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ร่วมสมคบคิด ซึ่งเห็นได้จากคำพูดของนายธนาธรในหนังสือ “Portrait ธนาธร” ที่ถูกตีพิมพ์เมื่อเดือน พ.ย.2561 รวมทั้งนายธนาธรได้ไปพูดในงานวิชาการหลายแห่ง ซึ่งมีเนื้อหาตอกย้ำการปฏิรูปสถาบัน รวมถึงการที่นายธนาธรและนายปิยบุตรจัดตั้งพรรคการเมืองมาดำเนินการต่างๆ ที่พุ่งเป้าเรื่องสถาบัน แต่สุดท้ายพรรคนั้นถูกยุบ เพราะทำผิดกฎหมาย
    นายถาวรไล่ไทม์ไลน์อีกว่า จากนั้นมีการจัดการชุมนุมแบบแฟลชม็อบอีกหลายครั้ง ซึ่งหัวข้อการชุมนุมมักเกี่ยวข้องกับการล้มล้างสถาบัน และพยายามเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง อาทิ สนามหลวง เปลี่ยนเป็นสนามราษฎร ขณะที่นายปิยบุตรโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2563 ที่อ้างอิงการปฏิวัติฝรั่งเศสกับการเปลี่ยนเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งนายปิยบุตรและนายธนาธรใช้ระยะเวลา 8 เดือนปลุกปั้นให้เยาวชนเกลียดชังสถาบัน ผ่านการจัดตั้งเครือข่ายหล่อหลอมความคิด และผ่านการใช้สื่อโซเชียลสร้างวาทกรรมที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศด้วย
“แม้กลุ่มคนเหล่านี้อ้างว่าการปฏิรูปสถาบัน ไม่ใช่ล้มล้าง แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมากลับตรงกันข้าม อาทิ การมุ่งอาฆาตมาดร้ายสถาบัน การโฆษณาชวนเชื่อ การโจมตีฝ่ายตรงข้าม การบังคับให้เลือกข้าง รวมถึงยกระดับการชุมนุมประท้วงไปเป็นการก่อจลาจล โดยมุ่งหวังให้เกิดการก่อวินาศกรรมและสงครามประชาชน เช่น การเปลี่ยนการ์ดอาชีวะมาเป็นการ์ดรบพิเศษ” นายถาวรระบุ
    นายถาวรกล่าวด้วยว่า เพื่อหยุดยั้งภาวะที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง จึงขอเสนอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ต้องดำเนินคดีกับผู้บงการทุกระดับอย่างเด็ดขาด อย่าขี้ขลาด แต่ขอให้ยกเว้นโทษแก่ผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อควรได้รับ ส่วนนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ต้องการปฏิรูปสถาบัน ขอให้ประกาศตัวยอมรับต่อสาธารณชนให้ชัดเจน โดยตนเองขอคัดค้านการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงคัดค้านการทำรัฐประหารที่จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองซ้ำอีก
    เมื่อถามถึงการชุมนุมใหญ่ที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ นายถาวรกล่าวว่า เป็นการทำเพื่อตอบโต้การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งนี้ เป็นห่วงต่อเรื่องดังกล่าว โดยขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะเป็นเขตพระราชฐาน จึงห้ามเข้าใกล้ในระยะ 150 เมตร รวมถึงขอให้การ์ดผู้ชุมนุมดูแลการชุมนุมยึดหลักสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ และต้องป้องกันไม่ให้มีการยั่วยุที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเหมาะสม
“ทอน”พร้อมร่วมชุมนุม
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงการชุมนุมว่า ขอฝากตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้ขันติธรรม รับฟังสิ่งที่นักเรียนนักศึกษาและประชาชนออกมาพูด การเลือกชุมนุมที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพราะข้อเสนอของเขาไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีเหตุบานปลาย เพราะไม่เชื่อว่าฝ่ายอนุรักษนิยมจะมีต้นทุนทางสังคมมากพอจะทำรัฐประหาร ส่วนเรื่องการพิจารณาการนำ มาตรา 112 กลับมาใช้กับผู้เห็นต่างนั้น เป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ เวลานี้ไม่ใช่เวลามาไล่จับกุมกัน
“หากยังเชื่อว่าผมอยู่เบื้องหลังก็เริ่มต้นผิดแล้ว นี่คือเสียงของยุคสมัย สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือเปิดใจให้กว้างและยอมรับความจริงของสังคมอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งช่วงนี้ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น หากมีโอกาสเข้าร่วมชุมนุมก็เข้าอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา” นายธนาธรกล่าว
    น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 กับผู้ชุมนุม ว่าได้ดำเนินการไปหลายคนแล้ว และในวันที่ 24 พ.ย. จะไปดำเนินคดีกับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มคณะราษฎรที่ สน.ทองหล่อ
    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการทำรัฐประหาร น.ส.ปารีณาตอบว่า ในรัฐบาลนี้ไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว และเป็นการพยายามที่จะปั่นกระแส ขอท้าว่าหากมีการทำรัฐประหารในช่วงนี้ ให้เอาเท้ามาลูบหน้าได้เลย แต่หากไม่มีการทำรัฐประหาร ขอเอาเท้าลูบหน้าคนที่สร้างกระแส
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวในรายการพีซทอล์ก ว่าการนำลวดหนามไปปิดล้อมสำนักทรัพย์สินฯ แม้เจตนาดี แต่ผลลัพธ์เกิดเป็นความเสียหายกับสถาบัน เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะอาคารสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นเพียงแค่อาคาร เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ จึงเป็นการคิดที่ผิด หากมีภาพปรากฏการเสียชีวิตเกิดขึ้น เพียงเพราะต้องการไปที่สำนักงานทรัพย์สินฯ คำถามคือใครจะได้รับผลกระทบ การเตรียมการของฝ่ายรัฐเป็นการเตรียมการที่เกินข้อเท็จจริง และจะสร้างความเสียหายต่อสถาบัน
    นายจตุพรยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงเรื่องการรัฐประหารและการประกาศใช้กฎอัยการศึกว่าถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ และยืนยันว่าจะไม่ทำ ว่า พล.อ.ประยุทธ์คงจำความไม่ได้ว่าในปี 2557 คนที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่ใช่นายกฯ แต่เป็น ผบ.ทบ. และการยึดอำนาจนั้นก็กระทำโดย ผบ.ทบ. ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก จึงต้องทบทวนความจำกันว่าไม่ใช่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่ประกาศได้แต่เพียงลำพัง.   

 


ทอน....ขอจับมือที! นายเจ๋งอะ ที่ตัดสินใจออกมา "ชูธง" นำหน้าเด็ก "ชนเจ้า" แทนซุกหลังอย่างที่ผ่านมา อย่าแผ่วเป็นม้าตีนต้นล่ะ

กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'