เปิดใจ'ตูน-ก้อย'จูงมือเข้าประตูวิวาห์ หลังเป็นแฟนมา 10 ปี


เพิ่มเพื่อน    

 

          หลังจากช่วงเช้าที่ผ่านมา (28 พ.ย) นักร้องชื่อดัง ตูน บอดี้สแลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ได้จูงมือแฟนสาวที่บ่มรักกันมานานกว่า 10 ปี อย่าง ก้อย - รัชวิน วงศ์วิริยะ เข้าพิธีแต่งงานตามประเพณีไทย ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ไปแล้ว ทั้งคู่ก็ได้ควงกันมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่

บ่าว-สาวป้ายแดงพูดถึงวันนี้?

          ก้อย : ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้นอนเลย พยายามข่มตาหลับ แต่พอมาถึงที่งาน ได้เจอครอบครัว ได้เจอคนที่รัก และก็เลี้ยงดูเรามาตั้งเด็ก ญาติที่ไม่เจอตั้งนาน ก็ทำให้เราฮึบขึ้นมาได้ โมเม้นท์ที่เราเดินมาแล้วเห็นพ่อแม่ของเราสองคนอยู่ข้างหน้า มันเกินที่จะบรรยาย ไม่คิดว่าเราจะได้เห็นภาพในวันนี้ หลังจากนี้เราก็คุยกันไว้ว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนไปไหม จากแฟนขยับมาเป็นสามีภรรยา แต่ก้อยรู้สึกว่าในการปฏิบัติในความรู้สึกอาจจะเหมือนเดิม

          แต่การปฏิบัติคือเราเองก็ต้องเหมือนกับเปลี่ยนสถานะเป็นภรรยาในอนาคต รวมถึงเป็นแม่ คือเราต้องมีบทบาทที่มันเพิ่มเติมมากขึ้น เพราะฉะนั้นมันต้องมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ถามว่าเกร็งไหม ก้อยว่ามันเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่เราจะต้องเรียนรู้ แล้วก็ปรับตัวกันต่อไป เพราะว่า 10 ปีที่ผ่านมาเราก็เรียนรู้กันมาในระดับหนึ่ง พอมันเปลี่ยนไปอีกบทบาทหนึ่ง มันก็ต้องมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่น่าสนุก เหมือนเราได้สอบเลื่อนขั้นตอนนี้เราจบม.6 แล้วเรากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย

          ตูน : อย่างที่ก้อยบอกเมื่อกี้ คือเรารู้สึกว่าเราได้เรียนต่อในขั้นต่อไปของความเป็นคน คือเราคบกันมา 10 ปี เราก็เป็นแฟนกัน แล้วเราก็เป็นลูกของพ่อแม่ เรายังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้มีลูกที่เราจะทำเพื่อเขา เราเป็นแฟนกันเราก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่ยังเป็นเด็กอยู่เสมอ เลยรู้สึกว่าการแต่งงานหรือการมีครอบครัวมันคือการที่ขยับความเป็นคนของเราให้มันสมบูรณ์มากขึ้น ผมก็ตื่นเต้นที่จะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเหมือนกัน คือเราก็ซ้ำชั้นมัธยมมาหลายปีแล้วเนอะ ซ้ำชั้นจนมาอายุ 41 แล้วเพิ่งจะได้เรียนมหาวิทยาลัย

          เราคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ตื่นเต้นกับความรู้สึกใหม่ๆ ตื่นเต้นในแง่ดีนะครับ ไม่ว่าสุดท้ายมันก็ต้องเจอเรื่องอะไรที่มันไม่ใช่มีแค่ด้านเดียว ไม่ใช่มีแค่ความสุขอย่างเดียว  เรารู้ว่าเมื่อเจอความทุกข์ เราจะจัดการกับมันอย่างไร วันนี้เราโชคดีมากๆ หรือไม่วันที่เราไปแจกการ์ดกับผู้ใหญ่บางคน แล้วเราได้คำสอนดีๆ เราได้คำเตือนสติดีๆ จากท่านเหล่านั้นมาเก็บในคลังข้อมูลให้เราได้ใช้ คำอวยพรเหล่านี้ และคำสอนเหล่านี้แหละที่จะถูกนำไปบอกเราหรือบอกก้อยในอนาคตว่า เราจะทำมันอย่างดี เราจะทำอย่างที่ผู้ใหญ่สอน ก็ตื่นเต้นที่จะได้ขยับที่ทางของตัวเอง

 

 

ทั้งคู่มองว่าต่างมาเติมเต็มกันและกันยังไงบ้าง?

          ตูน : สำหรับผมคือเราไม่ใช่คนที่คบกันปีสองปีแล้วมาแต่งงานกัน เราเรียนรู้ซึ่งกันและกันมาตลอด 10 ปีและก็เติมให้กันตลอด 10 ปีอยู่แล้ว ผมคิดว่า 10 ปีที่ผ่านมาเราก็ได้เรียนรู้แล้วว่ามันจะเป็นเหมือนพื้นฐานที่ดีต่อการใช้ชีวิตคู่อีก 20 30 40 ปี ถ้าเราโชคดีอยู่ได้นานขนาดนั้น ระหว่างทางก้อยเขาก็มักจะเป็นคนเติมให้ผมเสมอ เป็นคนเติมให้ผมซะเยอะไม่ว่าผมจะไปทำกิจกรรมอะไร ไม่ว่าผมจะมีคอนเสิร์ตเล็กคอนเสิร์ตใหญ่ เขาว่างเขาก็จะไปเชียร์ตลอดเวลา

          รวมถึงกิจกรรมออกไปวิ่งออกไปอะไร ซึ่งเขาไม่ได้ออกกำลังตั้งแต่แรก เขาก็เลือกที่จะมาตากแดดตากลมกับเรา นั่งรถไปวิ่งไกลๆ 30 40 กิโล คือลำบากเขายอมที่จะเข้ามาอยู่ในวงจรชีวิตเราซึ่งเรารู้สึกว่าเราเคารพเขาตรงนี้มากในการที่เขาอยากจะมาร่วมอยู่ ซึ่งมันไม่ง่ายสำหรับใครบางคนมาอยู่ข้างผมที่ใช้ชีวิตแบบสุดโต่งแบบบ้าละห่ำทำอะไรก็อยากให้มันสุดๆ เต็มที่เขาเติมให้ผมซะส่วนใหญ่

          ก้อย : สำหรับก้อย พี่ตูนเป็นทุกอย่าง เป็นทั้งพี่ชาย เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งคนรัก แล้วพี่ตูนจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามแต่ว่าทุกอย่างที่พี่ตูนทำได้เปลี่ยนให้ก้อยเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน แล้วก็ทั้งหมดทั้งมวลมันมาจากความรัก  เราเคารพซึ่งกันและกันคือสิ่งที่พี่ตูนทำ เขาปฏิบัติต่อครอบครัวกับแฟนเพลงของเขากับคนรอบข้าง การอ่อนน้อมถ่อมตัวของพี่ตูน ความเป็นคนใจดีของพี่ตูน มันทำให้ก้อยโตขึ้นมากๆ คือก้อยเชื่อว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาพี่ๆ ก็น่าจะเห็นพัฒนาการของก้อยทางความคิดเวลาที่เราเจอกัน ก็จะรู้สึกว่าพี่ตูนเข้ามาเขาไม่ได้เปลี่ยนก้อยแต่เขาทำให้ก้อยเป็นก้อยที่ดีขึ้น นั่นแหละมันคือสิ่งที่เขาเติมเต็มในส่วนที่ก้อยขาด

 

 

คำมั่นสัญญามีให้กันไหม?

          ก้อย : ไม่มีเนอะ เราไม่เคยสัญญาอะไรกันเลย

          ตูน : เราไม่เคยผูกมัดกันด้วยเงื่อนไขหรืออะไร แต่ถ้าถามว่า อนาคตคุยอะไรกัน คิดว่าอยากจะมีลูกเลย อันนี้อาจจะตอบคำถามในเรื่องของสัญญาได้ คือเราคุยกันว่าเราอยากที่จะมีลูกเลยเพราะผมก็ 40 กว่าแล้วก้อยก็ 36 ย่าง 37 ปี คิดว่าถ้าอยากจะมีลูกให้ทันก็ต้องด่วนๆ

อยากจะมีลูกสักกี่คน?

          ตูน : ใช่ๆ เพราะจริงๆ มันเป็นความฝันของผม มันเหมือนเรื่องที่ผมต่อไปคือการขยับขยายที่ทางของตัวเองในฐานะความเป็นมนุษย์คนนึง การมีลูกคือการที่เราอาจจะมีความคิดอีกแบบนึง เราอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิต จะไม่ได้เห็นผมออกไป วิ่งไกลๆ หรือปีนเสาคอนเสิร์ตหรือกระโดดจากลำโพงเพราะเราต้องห่วงลูก มันก็อาจจะเป็นแบบนั้น แต่เราก็อยากที่จะ ไปเผชิญกับมัน ว่ามันจะสนุกแค่ไหนมันจะลำบากแค่ไหน

          ก้อย : อยากจะพาลูกไปวิ่งมาราธอนด้วย พ่อแม่ไปวิ่งแล้วมีลูกรอเชียร์อยู่หน้าเส้นชัยมันคงเป็นภาพที่น่ารักดี ก้อยก็ปล่อยให้มันเป็นไปตาม วิถีชีวิต เราก็ไม่ได้อยากที่จะไปกะเกณฑ์อะไร ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราอยากที่จะสนุกไปกับมัน แต่แน่นอนว่าบทบาทในวงการบันเทิง ในช่วงแรกมันอาจจะลดลง พอเรามีน้องแล้ว เพราะก้อยเป็นคนที่เวลาทำอะไรสมมุติว่าถ้าเราจะเป็นแม่ เราก็อยากที่จะเป็นแม่ที่ดีที่สุด

          คือเราเป็นคนที่ทำได้ทีละอย่าง เหมือนโฟกัสว่าโอเคถ้าตอนนี้เรามีลูก เราก็อยากที่จะเลี้ยงเขาด้วยตัวเอง อยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้มันดีที่สุด ส่วนอื่นๆ เราก็ยังจะทำต่อ คงไม่ได้หายไปไหนจากวงการบันเทิง แต่มันอาจจะไม่ได้ถี่ ไม่ได้บ่อย เหมือนแต่ก่อนแล้ว เวลาจะรับงานอะไรก็ ต้องคำนึงถึงพี่ตูนด้วยครอบครัวด้วย และเราอาจจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ

 

 

อยากมีลูกสาวหรือลูกชาย ?

          ตูน : ได้หมดเลยครับขอแค่ให้เขาสมบูรณ์แข็งแรง

          ก้อย : ไม่ได้ซีเรียสเลยค่ะอะไรก็ได้ค่ะ เหมือนว่าพี่ตูนเขาอยากมีลูกแฝด

          ตูน : คือผมอยากมีมากกว่าหนึ่ง อยากให้เขามีเพื่อน และก็ด้วยความที่ก้อยเขาสมมติถ้าหากมีคนแรกตอนอายุ 37 สมมติว่าโชคดีปีหน้าเรามีได้ อีกทีหนึ่งถ้าจะต้องมีมันก็ต้องเป็นช่วง 38-39 ซึ่งผมคิดว่ามันก็อาจจะเสี่ยงเกินไปไหมหรือไม่ดีกับแม่และลูก ก็เลยคิดว่าฝาแฝดน่าจะเป็นทางเลือกที่ใช่สำหรับครอบครัวเรา

ฮันนีมูนของเราตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ?

          ก้อย : ภูเก็ตที่เดิมค่ะ เพราะพี่ตูนมีแพลนจะไปวิ่งมาราธอนต่อหลังจากจบงานแต่ง ซึ่งตอนแรกเขาก็ชวนก็ก้อยไปวิ่งด้วย แต่ก้อยบอกว่าพักก่อนเพราะมันน่าจะโหดอยู่ 42 กิโลเมตร และก้อยยังก็ไม่ได้ซ้อมเลยด้วย แต่ก็ตั้งใจแล้วค่ะว่าจะทำหน้าที่ซัพพอร์ตเขาเหมือนเดิม

 

 

วันนี้มีอะไรอยากจะบอกกันและกันบ้างไหม ?

          ตูน : สำหรับผมเองวันนี้มันเกินจริงมาก ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีภาพแบบนี้ หรือแม้กระทั่งงานตอนเช้าในจินตนาการของผมเลย คือผมรู้นะครับว่าอยากแต่งงาน แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ ไม่คิดว่าพ่อแม่จะต้องมานั่งแบบนี้ ให้เราได้กราบเท้าท่าน ให้ท่านอวยพรหรืออะไรก็แล้วแต่ วันนี้มันเป็นวันที่ดีมากสำหรับผมที่มันเกิดขึ้น มันทำให้ผมมีความสุขมาก และผมก็อยากจะขอบคุณ เพราะว่าความสุขทั้งหมดภาพที่มันเกิดขึ้น ทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้เพราะว่าเขา เพราะว่ามีเขาครับ

          ก้อย : จริงๆ ก็คล้ายๆ กันค่ะ คือก่อนที่จะเริ่มต้นวันนี้ เราก็ได้รับคำอวยพรจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน และทุกคนก็จะพูดเหมือนกันว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ตาม ให้นึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน ให้นึกถึงวันที่เราตกหลุมรักกัน ซึ่งตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมาก เยอะมากจริงๆ คือไม่ว่าจะร้ายหรือดี หรือจะอะไรก็ตาม พี่ตูนก็ไม่เคยไปไหน และก็ความรักที่พี่ตูนให้ก้อยมันมากพอที่จะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งกล้าที่จะมีแรงเดินต่อไปในทุกๆ วัน

          ซึ่งก็คิดว่าชีวิตคู่ของเรามันเหมือนการวิ่งมาราธอนเหมือนกันนะคะ ระหว่างทางเราต้องผ่านทั้งการฝึกซ้อม ความอดทน กว่าจะลงสนามบางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องไปเจอกับอะไรบ้าง จะร้อน จะหนาว ทางจะยากลำบาก  เราจะบาดเจ็บไหม เราจะเป็นอะไรไหม แต่ว่าสุดท้ายพอเราเดินมาถึงเส้นชัยทุกอย่างมันสวยงามเสมอ ซึ่งวันนี้เราก็รู้สึกว่าจริงๆ เราเหมือนจะเดินไปถึงเส้นชัยนะ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเพิ่งเริ่มต้น มันคือจุดเริ่มต้นของของก้าว ของราธอนครั้งใหม่ชีวิตที่เราจะต้องไปด้วยกันต่อ

 

 

 

 

 

 

 


อืมมม...ธนาธร! ไลฟ์สด "วัคซีนพระราชทาน:ใครได้ใครเสีย?" ของคุณ ถือว่า "ทะลุเป้า" นะ เรตติงกระฉูด โซเชียลมีเดียแทบแตก ผมไปนั่งรอหมอแคะหูที่โรงพยาบาล กว่าจะถึงคิว หูยังแฉะด้วยเรื่องไลฟ์สดของคุณทางโทรทัศน์

พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"
เมืองไทย"มีบ่อน"เอามั้่ย?
ยะลาที่ "อนาคตจะเปลี่ยน"
ชาติหน้า 'ไทยก็ไม่ถังแตก'