‘ในหลวง-ราชินี’ทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุง


เพิ่มเพื่อน    

 

"ในหลวง-พระราชินี" ทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุงเป็นมิ่งขวัญ สิริมงคลบ้านเมือง ทรงแย้มพระสรวล มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด พสกนิกรเฝ้าฯ รับเสด็จเนืองแน่น เปล่งเสียงทรงพระเจริญ เรารักในหลวง กึกก้อง ปลื้มปีติชีวิตร่มเย็นเป็นสุข
    เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน เวลา 18.04 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานทหาร ดอนเมือง เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ไปทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
    เมื่อเสด็จฯ ถึงท่าอากาศยานตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง  นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยคณะข้าราชการ และประชาชนจำนวนมาก เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ พสกนิกรชาวตรังสวมเสื้อเหลืองต่างเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" ดังกึกก้อง
         จากนั้น พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นแท่นทรงรับการถวายความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ ต่อจากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ไปยังเทศบาลตำบลนาโยงเหนือ  
    ครั้นเสด็จฯ ถึง นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมข้าราชการและประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงจุดเทียนชนวนที่โคมไฟฟ้า แล้วพระราชทานเทียนชนวนที่ทรงจุดแก่นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นำไปสักการะพระพุทธจอมไตร ณ วัดจอมไตร ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เพื่อเป็นพุทธบูชา เสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปยังศาลหลักเมืองพัทลุง ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
    เมื่อเสด็จฯ ถึงศาลหลักเมืองพัทลุง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะข้าราชการ และพสกนิกรชาวพัทลุง เฝ้าฯ รับเสด็จ แล้วเสด็จเข้าพลับพลาพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนางปราณี  รัตนประยูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร และหนังสือที่ระลึก ต่อจากนั้น พล.อ.อนุพงษ์  เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์และความเป็นมาของศาลหลักเมืองพัทลุง
    จากนั้น ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นยันต์ ทรงม้วนแผ่นยันต์ แล้วสวมแหวนนพรัตน์ที่ม้วนยันต์ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ จากนั้น พระราชทานแผ่นยันต์ที่จะบรรจุหัวเม็ดทรงมัณฑ์คืนเจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญไปยังศาลหลักเมืองแล้ว เสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังศาลหลักเมืองพัทลุง ทรงบรรจุแผ่นยันต์ที่หัวเม็ดทรงมัณฑ์ ทรงสวมยอดหัวเม็ดทรงมัณฑ์ที่ยอดเสาศาลหลักเมือง พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะศาลหลักเมืองพัทลุง ทรงกราบ จากนั้น ทรงพระดำเนินไปทรงปลูกต้นพะยอมแล้ว เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณในการบูรณะซ่อมแซมศาลหลักเมืองพัทลุงเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากนั้น เสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์
    เสร็จแล้ว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังบริเวณด้านหน้าศาลหลักเมืองพัทลุง ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ซึ่งมีพระสงฆ์และราษฎรจากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุงและจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง โดยต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินผ่าน ราษฎรต่างพร้อมใจเปล่งเสียง“ทรงพระเจริญ” ถวายพระพร และเปล่งเสียง "เรารักในหลวง" อย่างกึกก้อง และโบกธงชาติ ธงพระปรมาภิไธย วปร. และธงพระนามาภิไธย สท. รวมถึงเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มาชูขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กับทั้งยังได้ร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศล
    ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแย้มพระสรวล มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังท่าอากาศยานตรัง จังหวัดตรัง เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร
    โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองแพทย์หลวงร่วมกับโรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลควนขนุน หน่วยแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง มาให้การดูแลราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ รวมทั้งยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ ถูกสุขอนามัย พระราชทานเลี้ยงแก่ราษฎร โดยมีเมนูคั่วกลิ้งไก่ ไข่ต้ม ไก่นักเก็ต ไข่เจียว เพื่อให้ได้รับประทานอิ่มท้อง ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เพราะพสกนิกรตั้งใจมาจองพื้นที่ตั้งแต่เที่ยงเพื่อรอชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
    ในการเสด็จฯ ไปทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุงในครั้งนี้ นับเป็นการเสด็จฯ มาจังหวัดพัทลุงเป็นครั้งแรกตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จังหวัดพัทลุงเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน แม้จะเคยมีหลักเมืองเป็นศูนย์กลางของเมืองมาก่อน แต่เนื่องจากมีการย้ายที่ตั้งหลายครั้ง ทำให้หลักฐานเกี่ยวกับหลักเมืองไม่ชัดเจน แม้จะมีร่องรอยอยู่บ้าง เช่น โคกบางแก้ว เมืองเก่าชัยบุรี และเมืองเก่าบ้านลำปำ ซึ่งชำรุดผุพังไปตามกาล หลังจากย้ายเมืองพัทลุงไปตั้งที่อื่นในแต่ละครั้ง ครั้งสุดท้าย เมื่อพ.ศ.2466 ย้ายมาอยู่ที่ตำบลคูหาสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเมืองพัทลุงในปัจจุบัน ยังไม่มีการสร้างศาลหลักเมืองแต่อย่างใด
    ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2553 ชาวพัทลุงและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนการก่อสร้างศาลหลักเมืองพัทลุงขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ณ บริเวณวัดควนปรง หมู่ที่ 2 ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีทำเลเหมาะสม อยู่บริเวณเนินสูง สวยงาม เส้นทางคมนาคมสะดวก และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในอดีต โดยให้รองศาสตราจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม เป็นผู้ออกแบบการก่อสร้าง
    ศาลหลักเมืองมีความสำคัญตามประเพณีโบราณ นิยมสร้างหลักเมืองไว้เป็นมิ่งขวัญ เป็นนิมิตมงคล สำหรับให้รู้ว่าหลักบ้าน หลักเมืองอยู่ที่ไหน ประชาชนบ้านเมืองนั้นย่อมร่มเย็นเป็นสุข  เพราะมีเทพรักษาเมือง ได้แก่ พระทรงเมือง พระเสื้อเมือง เทวดา และเทพารักษ์ทั้งหลาย หลักเมืองต้องฝังไว้ในย่านกลางเมืองหรือให้ทำเลที่ชัยภูมิตามทิศทางของเมืองและในสมัยโบราณ เมืองเอกหรือเมืองชั้นราชธานีจะต้องมีหลักเมืองไว้เป็นนิมิตมงคลสำหรับเมืองทุกเมือง.

 


อืมมม...ธนาธร! ไลฟ์สด "วัคซีนพระราชทาน:ใครได้ใครเสีย?" ของคุณ ถือว่า "ทะลุเป้า" นะ เรตติงกระฉูด โซเชียลมีเดียแทบแตก ผมไปนั่งรอหมอแคะหูที่โรงพยาบาล กว่าจะถึงคิว หูยังแฉะด้วยเรื่องไลฟ์สดของคุณทางโทรทัศน์

พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"
เมืองไทย"มีบ่อน"เอามั้่ย?
ยะลาที่ "อนาคตจะเปลี่ยน"
ชาติหน้า 'ไทยก็ไม่ถังแตก'