'พุทธะอิสระ'จี้ผู้พิพากษาออกมาร่วมแก้ปัญหาบ้านพักศาลอย่าโยนภาระให้รัฐบาล


เพิ่มเพื่อน    

 

5 พ.ค.61 -  พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โพสต์ข้อความ ว่าเมื่อท่านขอมา พุทธะอิสระก็จัดให้

ท่านผู้พิพากษา โทรมาขอให้พุทธะอิสระพูด เขียนถึงกรณี พิพาทกันระหว่างประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่กับสถาบันศาล เขตภาคเหนือในเรื่องการใช่ที่ดินราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความดูแลของมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นผู้อนุมัติให้ใช้พื้นที่ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2547 อนุมัติงบประมาณในปี 2556-57 ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

งานนี้ศาลตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเองโดยเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ตั้งเป้าเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการเพื่อขอคืนพื้นที่ป่า

ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้ได้ดำเนินมานานพอสมควร ต่อมาท่านพลโทวิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เข้ามาเป็นแกนกลางเชิญประชุมร่วม 3 ฝ่ายเพื่อหาทางออก

แต่ผลปรากฏว่า ตัวแทนผู้พิพากษาไม่ได้มาร่วมประชุม นี่จึงถือว่าเป็นจุดแตกหัก เพิ่มความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศาล

จึงถือว่าศาลได้ทิ้งหลักการ และโอกาสที่จะทำให้สังคมสงบสุข และการมีส่วนร่วมกันในสังคมระหว่างประชาชนกับสถาบันตุลาการศาล

แม้เรื่องนี้ตุลาการศาลมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะเป็นการดำเนินการของรัฐบาลยุคนายทักษิณ และนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ตามที แต่ตุลาการศาลเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง จึงคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะรัฐบาลเขาทำที่อยู่ให้ท่านผูกพิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาล เรื่องนี้จึงต้องมองเป็น 2 ประเด็นคือ ประเด็นด้านกฎหมาย และประเด็นความเหมาะสมคือ

1. ประเด็นทางกฎหมาย แน่นอนล่ะโครงการก่อสร้างบ้านพักและอาคารชุดของข้าราชการตุลาการ จังหวัดเชียงใหม่ เชิงดอยสุเทพย่อมเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ และกฎหมายที่กำหนดเอาไว้

ถูกต้องทั้งที่ดินที่ได้มา

ถูกต้องทั้งงบประมาณที่ได้รับ

ถูกต้องทั้งแบบแปลนในการก่อสร้าง

เรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็กลายเป็นปัญหาจนได้ เพราะสร้างไม่ถูกที่ ดันไปสร้างในที่ที่ไม่สมควรจะสร้าง ที่ควรจะไม่เป็นเรื่อง จึงกลายเป็นเรื่องขึ้นมาเสียได้

ทั้งที่โครงการนี้มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 47 ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตรนั้นแล้ว และอนุมัติงบก่อสร้างเมื่อปี 57 ในยุครัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ก็ตามที

แต่เมื่อมีผู้ไปขุดคุ้ยขึ้นมาจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ แต่มันดันกลายเป็นประเด็นว่า เหมาะสมหรือไม่ สมควรหรือเปล่า

2. ประเด็นความเหมาะสม จึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันในสังคม ประเด็นนี้คงต้องอธิบายด้วยภาพถ่ายทางดาวเทียม

จากภาพถ่ายดาวเทียมที่ปรากฏ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า การก่อสร้างครั้งนี้ได้ทำลายพื้นที่สีเขียว หายไปจนกลายเป็นสภาพฟันหลออย่างที่เห็น

อีกทั้งปัญหานี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะมีประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็อาจจะมาจากหลักคิดที่ว่า สถาบันตุลาการศาลนอกจากเป็นผู้แก้ความขัดแย้ง แล้วจักต้องสง่างามด้วย เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สีเขียว ที่มีสภาพเป็นป่า ภาคประชาชนจึงมองว่า เวลาชาวบ้านไปบุกรุกป่าเพื่อทำกิน กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับดำเนินคดี ต้องคำพิพากษาให้ติดคุก แต่บ้านพักตุลาการศาล เข้าไปสร้างในพื้นที่ป่า ที่อุดมสมบูรณ์ได้เพราะมีระเบียบอนุญาต มันจึงกลายเป็นความย้อนแย้งในหัวใจของประชาชน เกิดขึ้นจนกลายเป็นการไม่เห็นด้วย กับการก่อสร้างครั้งนี้ ด้วยเหตุข้ออ้างที่ว่าไปทำลายทัศนียภาพทางธรรมชาติของดอยสุเทพ ที่ประชาชนถือว่า เป็นดอยศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่

อีกทั้งโครงการนี้มันมีการทำลายทรัพยากรป่าไม้อย่างชัดแจ้ง แม้จักเป็นที่ราชพัสดุก็ตาม แต่ชาวบ้านเขามองว่าศาลผู้ทำงานในพระปรมาภิไธยของพระเจ้าแผ่นดิน จึงควรเป็นต้นแบบที่ดี ในการปกป้องรักษาทรัพยากรของชาติ อันเป็นสมบัติของทุกคนในแผ่นดิน ไม่สมควรที่ใครจักมาผูกขาด ได้ประโยชน์จากสมบัติของแผ่นดินผืนนี้แต่เพียงกลุ่มเดียว

เหล่านี้คือที่มาของคำว่า ไม่เหมาะสม

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งยึดถือกฎหมาย

อีกฝ่ายหนึ่งยึดถือความเหมาะสม

ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมพูดคุยกันเพื่อหาจุดร่วม เพื่อให้ได้ข้อยุติ เรื่องนี้จึงเดินมาสู่จุดแตกหัก อย่างที่เห็น

หากจะถามว่าฝ่ายใดผิด

ตอบได้เลยว่า ไม่มีฝ่ายไหนผิด

แต่มันอยู่ที่จิตสำนึก

ส่วนฝ่ายไหน ควรมีจิตสำนึกมากกว่าหรือเท่าๆ กันอย่างไร พุทธะอิสระไม่ขอลงลึก เดี๋ยวทั้งจะอายกันทั้งสองฝ่าย

เอาเป็นว่า หากต้องการจะให้เรื่องนี้จบโดยเฉลี่ยประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

ทั้งสองฝ่ายคงต้องเปิดใจพูดคุยกัน ด้วยเหตุด้วยผล โดยเฉพาะในเรื่อง พูดคุยนี้ คงต้องท้วงติงฝ่ายตุลาการ ด้วยที่พลาดเรื่องสำคัญที่ท่านควรต้องใช้เพื่อการยุติความขัดแย้งซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ ในวิชาชีพของท่านต่อการยุติความขัดแย้ง

ทั้งที่ท่านมีพระบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้ทรงทำต้นแบบให้ท่านตุลาการทั้งหลายได้ดู มาตลอดพระชนชีพขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมราชชนก

ที่ทรงใช้กุศโลบายการพูดคุย เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ มาตลอดยาวนานถึง 60 กว่าปี

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ท่านผู้พิพากษาทั้งหลาย ทำไมถึงได้เพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งที่ท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของพระองค์ท่าน ทำไมถึงไม่น้อมรับเอากุศโลบายการเจรจาพูดคุย กับผู้ขัดแย้งมาใช้ในเหตุการณ์นี้

หรือท่านทั้งหลายคิดไปเองว่า ท่านไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เลยไม่ให้ความสำคัญต่อการเจรจาพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน เรื่องมันก็เลยบานปลายอย่างที่เห็น

อีกทั้งที่สถานภาพของสถาบันตุลาการ มีอำนาจหน้าที่ยุติความขัดแย้ง แต่งานนี้กลับโยนภาระไปให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหา

ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการดีต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชน ควรจะมีให้แก่สถาบันตุลาการ อันเป็นหลักชัย 1 ใน 3 อำนาจของประเทศ คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ

การผลักภาระการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของตุลาการกับประชาชน ในกรณีนี้ไปให้รัฐบาล ก็เท่ากับตุลาการ กำลังทำลายความน่าเชื่อถือที่ประชาชนมีให้แก่ตุลาการไปโดยปริยาย

ถามว่า และจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร

ตอบว่า ก็ใช้วิธีขององค์พ่อหลวงที่ทรงเสด็จลงไป นั่งสนทนา พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรับรู้ถึงปัญหาที่เขามี เขาคิด แล้วทรงนำมาสังเคราะห์ ค้นหา จุดรวมในการประสานประโยชน์และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

ซึ่งพุทธะอิสระคิดว่า ชาวบ้านเขายังอยากฟังท่านผู้พิพากษาพูดอยู่นะ

อยากฟังท่านอธิบาย และให้โอกาสพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

แต่ถ้าเมื่อใดที่ท่านคิดว่า ตนเป็นผู้อยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว นั้นแหละคือตัวก่อปัญหาสำหรับชาวบ้าน เพราะเขาไม่รู้ว่าจะหวังพึ่งใครได้ ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร

สุดท้ายก็อย่างที่ท่านทั้งหลายเห็นนั้นแหละ

เหล่านี้คือ ความเห็นของพุทธะอิสระที่มีต่อกรณี ความขัดแย้งระหว่างประชาชนและตุลาการศาล

หวังว่า ท่านผู้พิพากษาที่ถามมาคงจะเข้าใจ.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.