ซัดม็อบสร้างความเดือดร้อนปชช.


เพิ่มเพื่อน    

 

"บิ๊กตู่" วอนม็อบอย่าสร้างความเดือดร้อนให้ ปชช.ส่วนใหญ่ ขอชุมนุมพื้นที่ปิดดีกว่ายึดถนน ยันบังคับใช้ กม.ทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน รับฝ่ายมั่นคงกำลังตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงการชุมนุม "ทหาร" ยันข่าวปฏิวัติไม่มีมูล "ตร." เผย 3 นิ้วโดนดำเนินคดีแล้วกว่า 170 คดี เฉพาะ กทม. 110 คดี "แกนนำกลุ่มราษฎร" มอบตัวข้อหา ม.112 ลั่นไม่กลัว "อานนท์" ท้าสู้กันในชั้นศาล "เพนกวิน" ซัดนายกฯ กล้าสอนเรื่องสร้างความเดือดร้อนผู้อื่น "สิระ-ครูหยุย" จวกใช้เด็กนำหน้าม็อบบุกราบ 11 เสี่ยง

    เมื่อวันที่ 30 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมว่า อยากให้เข้าใจกรณีที่รัฐบาลจะต้องจัดการเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงหลักการและเหตุผลในการบังคับใช้กฎหมายมีขั้นตอนและกระบวนการมากมาย รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีหลายฉบับ แต่ทั้งนี้ต้องดูเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งของผู้ชุมนุมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  ไม่อยากให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างกัน อยากให้ระมัดระวังเรื่องการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น การชุมนุมในพื้นที่ปิดจะดีกว่าไปยึดถนนทำให้คนเดือดร้อนจากการจราจรที่ติดขัด อยากให้พิจารณาถึงสังคมโดยรวมด้วย
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากให้สื่อนำเสนอข่าวที่เป็นกลางและเป็นประโยชน์ บางครั้งก็เป็นการไม่สมควร ในสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสิ่งที่สมเด็จพระราชินีเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชน แต่สื่อกลับนำเสนอพร้อมภาพประกอบไม่มาก ในขณะที่ข่าวการชุมนุมสื่อกลับให้ความสำคัญนำเสนอข่าวเต็มที่ อยากให้ชั่งน้ำหนักถึงความเหมาะสมด้วย รวมถึงข่าวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาพรวมประเทศ อยากให้มีข่าวทั้งสองด้าน อย่าลืมว่าประเทศอยู่ได้เพราะคนทั้งประเทศช่วยกันเดินหน้า
    "ผมในฐานะนายกฯ ก็บังคับใช้กฎหมายกับทุกกลุ่มทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน แต่ทั้งนี้กฎหมายก็คุ้มครองเรื่องสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการกระทำที่เกินเลย  อยากให้สื่อช่วยกันตักเตือนเพราะบางครั้งก็อาจจะขยายความรุนแรง เช่นจำนวนกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีการพูดถึงในแต่ละวันก็เห็นแต่ภาพถ่าย แต่มีการไปเขียนว่ามีการมาเป็นจำนวนมาก ต้องดูด้วยว่าจริงหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีการพูดว่ามาเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านก็ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้ตรวจสอบผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนการชุมนุมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่ากำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างคนในประเทศและต่างประเทศหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ กำลังติดตามอยู่
    ซักว่ามีการพูดว่าแม้นายกฯ ลาออกทุกอย่างก็ไม่จบ  พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็ใช่ มันจบที่ไหน ก็ไปเรื่อย สุดแล้วแต่ว่าจะคิดอะไรก็แล้วไป แต่การทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำด้วย จะให้ตนรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว  คนอื่นไม่รับผิดชอบและไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมก็คงไม่ได้
    เมื่อถามว่าแล้วข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมจะสำเร็จหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าจะไปคิดแทนได้อย่างไร และเป็นไปได้แค่ไหน กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินทำได้หรือไม่ รวมถึงรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ไม่ใช่คิดอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะอยู่อย่างไร
ปัดข่าวปฏิวัติไม่มีมูล
    ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมถึงการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มราษฎรว่า นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมไม่ได้พูดโดยตรง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โดยดูแลให้เกิดความสมดุล เราเข้าใจว่าประชาชนมีสิทธิ์ในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ เพียงแต่การชุมนุมจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ และต้องตกลงในเงื่อนไขที่ไม่ให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและประโยชน์สาธารณะ
    ถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมระบุจะมีการทำปฏิวัติรัฐประหาร  พล.ท.คงชีพยืนยันว่า "ไม่มี" ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้ใหญ่ทุกฝ่ายแล้ว คือทั้งนายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ  เรื่องนี้ไม่มีมูล ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ ขออย่าได้ขยายความให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมจนเกิดความหวาดระแวงกัน คือต่างคนต่างทำหน้าที่  เชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายจะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด
    "การชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นการพัฒนาทางการเมือง ถือเป็นความตื่นตัวตื่นรู้ทางการเมืองร่วมกันในการมีส่วนร่วมของสังคมในครั้งนี้ ถือเป็นการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าร่วมกัน ในการทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นไปด้วยกัน  เพราะฉะนั้นเราช่วยกันนำพลังที่เกิดขึ้นพัฒนาในเชิงบวก  เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติให้ก้าวผ่านอย่างเข้มแข็งและแข็งแรง โดยเฉพาะกระบวนมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยในสังคมได้ถูกต้อง" โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุ
    ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. แถลงว่า การชุมนุมกลุ่มราษฎรที่บริเวณด้านหน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เบื้องต้นไม่ได้มีการแจ้งจัดการชุมนุม และ ผกก.สน.บางเขนได้ประกาศให้ยุติการชุมนุมในเวลา 18.00  น. แต่ผู้ชุมนุมยังฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ ชุมนุมจนถึงเวลา  22.00 น. ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลังยุติการชุมนุมมีทรัพย์สินของราชการเสียหายหลายรายการ  โดยเฉพาะรถตู้ของตำรวจมีการถูกทุบทำลาย พ่นสี และปล่อยลมยาง รวมกว่า 20 คัน รวมทั้งบริเวณสวนหย่อมของ กทม.ถูกทำลายทำให้เสียหาย และผู้ชุมนุมบางส่วนนำสีมาเทใส่พื้นที่อยู่ด้านหน้ากรมทหารราบที่ 11 สกปรกเลอะเทอะ  ตำรวจจึงได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบประเมินความเสียหาย พร้อมแจ้งความดำเนินคดีแล้ว
    "โดยภาพรวมของการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พบเข้าข่ายความผิดอย่างน้อย 2 ข้อหา คือ จัดการชุมนุมโดยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ และทำให้เสียทรัพย์ซึ่งทรัพย์สินของทางราชการ ส่วนการปราศรัยของแกนนำอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง" พล.ต.ต.ปิยะกล่าว
    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถจับกุมนายวชิระ ศรีงาม หรือเจี๊ยบ หนึ่งในผู้ชุมนุมที่ไปทุบทำลาย และปล่อยลมรถตู้ตำรวจ สน.สายไหม ที่จอดอยู่ตรงป้ายรถประจำทางบริเวณใกล้กับจุดที่มีการชุมนุม ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีเรียบร้อย
    รอง ผบช.น.กล่าวว่า จากการสรุปภาพรวมการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม ตั้งแต่ที่มีการจัดการชุมนุมจนถึงปัจจุบัน มีการดำเนินคดีทั่วประเทศไปแล้วกว่า 170 คดี  เฉพาะในกรุงเทพมหานคร 110 คดี ส่งสำนวนให้อัยการไปแล้ว 21 คดี เกือบทั้งหมดอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง นอกจากนี้ยังมีคดีที่รอส่งให้อัยการอีก 4 คดี และคดีที่อยู่ระหว่างรอสอบสวนอีก 85 คดี  
ท้าข้อหา 112 สู้กันที่ศาล
    ที่ สน.ชนะสงคราม แกนนำมวลชนกลุ่มราษฎรนำโดย นายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน,  น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง และนายปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงก์ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามหมายเรียก ในความผิดข้อหาตาม ม.112 จากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง บริเวณสนามหลวงในช่วงวันที่ 19-20 ก.ย.ที่ผ่านมา
    นายพริษฐ์กล่าวก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า การใช้มาตรา 112 จะเป็นประจักษ์พยานให้สังคมโลกและสังคมประเทศไทยได้รู้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ครั้งหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าพระมหากษัตริย์เรามีพระเมตตาไม่ใช้มาตรา 112 แต่วันนี้พระเมตตานั้นเหือดหายเป็นกษัตริย์ตรัสแล้วคืนคำได้หรือไม่
    "ทุกหมายทุกคดีมาตรา 112 จะเป็นหลักฐานว่า ประเทศไทยกำลังใช้กฎหมายและใช้สถาบันกษัตริย์ทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การใช้มาตรา 112 ไม่กระทบต่อผู้ชุมนุม มีแต่คนจะเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าประเทศนี้อยุติธรรม" นายพริษฐ์กล่าว
    นายภาณุพงศ์กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันควรจะวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบได้ การเป็นประมุขของรัฐระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  การใช้ 112 มาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมและเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาภายหลังอีกรอบ หลังจากที่ฝากขังอยู่เป็นเวลานาน เมื่อออกมาแล้วยังมาแจ้งข้อหา 112 ซ้ำอีก เป็นการกระทำที่มีคำสั่งมาจากใครหรือเปล่า การใช้ 112 ไม่ทำให้พวกตนชะลอหรือหยุดการเคลื่อนไหว 112 ไม่ใช่อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่อะไรนักเป็นเพียงกฎหมายที่ควรถูกยกเลิก
    เช่นเดียวกับนายอานนท์ที่กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ คดี 112 เป็นแค่กฎหมายที่อยุติธรรม ไม่ได้ให้ค่าใดๆ พยานหลักฐานทั้งหมดประจักษ์ชัดอยู่แล้ว วันที่ 19 ก.ย.ที่เราชุมนุมกัน สื่อก็เห็นเราพร้อมสู้ข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรม ถ้าแน่จริงหลักฐานไปสู้กันที่ศาล แต่ถ้าเราขอหมายศาลไปเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำ ใครก็ตามขอให้มาศาลแล้วกันอย่าหนีศาล
    ถามว่าแนวทางของคดีจะมีผลต่อการต่อสู้วันข้างหน้าอย่างไร นายอานนท์กล่าวว่า เราไม่ได้เชื่อมั่นในขบวนการยุติธรรมขนาดนั้น แต่คิดว่าศาลเองหลังๆ มายังทำตัวให้เป็นหลักให้สังคมได้อยู่ เชื่อว่าศาลตระหนักแล้วว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ หลายๆ คดีตำรวจไปขอออกหมายจับที่ศาล  แต่ศาลไม่ได้ออกให้ ให้ใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ ต้องไปวัดกันที่ศาล คดีพวกนี้ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว ว่าสิ่งที่เราพูดต่อสาธารณะ กระบวนการพิจารณาก็ต้องไปดูเป็นการพิสูจน์กันทางสาธารณะอยู่แล้ว
    "เอาผีมาหลอกคนที่ไม่กลัวผี เราไม่ได้กลัว ปีหน้าหนักแน่ ตู้คอนเทนเนอร์ไปหามาได้เลย การต่อสู้กับคนสติปัญญาไม่ดีมันสนุก ถ้าจะจับเราเข้าขบวนการเราก็เข้า แต่ต้องตระหนักว่าสิ่งที่จะตามมามันคืออะไร เป็นแง่ดีที่คนจะได้เห็นความโหดร้ายของ 112 อีกครั้ง ในรอบหลายปีที่ผ่านมานักศึกษาถูกดำเนินคดี 112 ไม่เยอะ แต่ตอนนี้มันเยอะ" นายอานนท์กล่าว
    น.ส.ปนัสยากล่าวว่า ม.112 เป็นกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งอยู่ใน 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน ชัดเจนด้วยตัวของมันเอง สิ่งที่เราพูดไปทั้งหมดในการปฏิรูปสถาบัน เพื่อปฏิรูปไม่ใช่ล้มล้าง อยากให้ทุกคนเป็นพยานวันนี้ 112 ถูกนำกลับมาใช้กับนักกิจกรรมทางการเมืองอีกครั้ง อยากให้ทุกคนติดตามการใช้ 112 จะมีผลอะไรบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของพวกตนแต่อย่างใด ต้องดำเนินการต่อเพื่อบรรลุ 3 ข้อที่วางไว้
    ต่อมาภายหลังแกนนำราษฎรเข้ารับทราบข้อหา  ม.112 นายอานนท์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ซึ่งทุกคนให้การปฏิเสธและไม่ได้รู้สึกกังวลใดๆ แจ้งก็แจ้งมาอย่าไปรู้สึกว่ามันน่ากลัว เป็นเรื่องที่เขากลั่นแกล้ง อย่าไปสร้างสภาวะที่น่ากลัว ตอนนี้เราสู้กันอย่างตรงไปตรงมา
    ถามว่าการชุมนุมหน้ากรมทหารราบที่ 11 พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายเรียก นายอานนท์กล่าวว่า ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะคนที่มาร่วมกับพวกตนมีเยอะ เขาใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้กลัว มันตลก เขาพยายามให้กลัวแต่พวกตนไม่กลัว
ซัดเด็กนำหน้าม็อบเสี่ยง
    เมื่อถามว่านายกฯ อยากให้ไปชุมนุมในที่ปิด เพราะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นายอานนท์กล่าวว่า  เป็นเรื่องตลก ชุมนุมสาธารณะก็บอกในตัวมันอยู่แล้วเป็นชุมนุมที่สาธารณะ ถ้าจะให้คนรับรู้ข้อมูลก็ต้องชุมนุมที่สาธารณะ เป็นเรื่องสังคมประชาธิปไตย พวกเราชุมนุมกันอย่างสงบ คนเดินทางจะเลี่ยงก็เลี่ยงได้ การไปบิดเบือนการชุมนุมก่อให้เกิดความไม่สงบ มันไม่ใช่ การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ต่างประเทศเขาก็ทำแบบนี้ อย่าเป็นโรคประสาทเอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่คนอื่น มันไม่ใช่
    นายพริษฐ์กล่าวเสริมว่า ขอบคุณนายกฯ ประยุทธ์กล้าที่จะสอน ความเดือดร้อนแต่ละอย่างส่วนมากมาจากรัฐบาล แล้วความเดือดร้อน 6 ปีที่ผ่านมาคุณทำให้คนเดือดร้อน สิ้นเนื้อประดาตัวฆ่าตัวตายไปมากเท่าไหร่ ขอให้พิจารณาตัวเองด้วย
    ที่ สน.ลุมพินี กลุ่มนักเรียนเยาวชนอายุ 16 ปีที่ร่วมปักหมุดคณะราษฎร 2563 จำนวน 3 คน พร้อมผู้ปกครอง และทนายความเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกฝ่าฝืน  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดย 1 ใน 3 เยาวชนระบุว่า ตนถูกตำรวจออกหมายเรียกคาดว่าการจากการร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 15 ต.ค.
    "การที่รัฐดำเนินคดีกับเด็กและเยาวชนเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากทุกคนมีสิทธิเสรีตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการชุมนุมดังกล่าวมีกิจกรรมร้องเพลงโดยปราศจากอาวุธ" หนึ่งในเยาวชนที่เดินทางมามอบตัวระบุ
    น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความกลุ่มเยาวชน  กล่าวว่า เบื้องต้นเยาวชนทั้ง 3 คนปฏิเสธข้อกล่าวหาฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากยังไม่ทราบพฤติการณ์การก่อเหตุตามหมายเรียก และยังไม่ทราบวันเวลาในการกระทำผิด พร้อมตั้งข้อสังเกตการออกหมายเรียกและส่งตัวไปศาลเยาวชนว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่
    นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ หัวหน้าการ์ดคณะราษฎร 63 โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ผมพึ่งได้เห็นคลิปคนที่อ้างว่าเป็นหัวหน้าการ์ดอาชีวะคนหนึ่ง เดินมาต่อยหน้าทีม  wevo เข้าอย่างจัง เพียงแค่เขา (คนโดนทำร้าย) เดินเข้าไป ระงับเหตุความวุ่นวายตามหน้าที่ และบอกให้คนที่กำลังโวยวายนั้นใจเย็นๆ ปรากฏว่านายคนนั้นกลับต่อยหน้าเขาอย่างจัง ผมยอมรับตรงๆ ว่าผมเห็นคลิปแล้วโกรธมาก ผมได้ให้คนที่โดนทำร้ายไปเข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว และเข้าแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งแพ่งและอาญา รวมถึงผมได้สั่งให้ wevo ยุติการทำหน้าที่การ์ดให้กับการชุมนุมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากยังแก้ปัญหาการ์ดหัวรุนแรงไม่ได้ พื้นที่ชุมนุมไม่ใช่พื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยที่เกิดจากคนที่อ้างว่ามาดูแลความสงบเรียบร้อย และปลอดภัยเสียเอง และช่วงนี้มีการ์ดมากมายที่เกิดขึ้น จำนวนมากจนยากจะประสาน และไม่รู้ว่าจะมีการแทรกซึมจากผู้ไม่หวังดีหรือไม่"
    วันเดียวกัน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีการชุมนุมของคณะราษฎร 63 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์  ย่านบางเขน ปรากฏภาพการนำเอาเด็กจำนวน 3 คนมาเดินในแนวหน้าระหว่างการเคลื่อนขบวน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
    นายสิระกล่าวว่า ไม่รู้ว่าผู้ปกครองของเด็กอยู่ตรงไหน  ทำไมถึงปล่อยให้บุตรหลานของตัวเองมาเสี่ยงกับอันตราย  โดยเฉพาะในเวลากลางคืน และพื้นที่ที่ไปอยู่ตรงนั้นก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ปลอดภัย เพราะอาจจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุม หรือกลุ่มมือที่สามได้ โดยเด็กก็จะถูกลูกหลงไปด้วย เพราะฉะนั้นตนได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายไปแจ้งความเอาผิดผู้ปกครองของเด็กทั้ง 3 คนเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้เป็นคดีตัวอย่างไม่ให้ใครทำตามอีก
    ส่วนนายวัลลภระบุว่า "ขอประณามครับ เป็นเจตนานำเด็กมาร่วมชุมนุมและให้เด็กเผชิญหน้ากับความรุนแรง ที่อาจจะมีขึ้น เป็นการชุมนุมที่ผิดจริยธรรม ขัดต่อหลักสากลทั้งปวง".
   


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ