‘ทอน’ฟ้องแหลก กล่าวหาล้มเจ้า! กกต.ผุดทีมสอบ


เพิ่มเพื่อน    

 

ฟ้องกราวรูด! ถูกก่อกวนหาเสียง "ช่อ" งัด 6  กรณีร้อง กกต. พร้อมจ่อฟ้องหมิ่น 4 บุคคล รมต.ยันอดีตผู้บริหารสื่อกล่าวหาธนาธรล้มเจ้า ขณะที่ 3 บิ๊กก้าวหน้าคอพาดเขียง กกต.ผุด คกก.สืบสวนดำเนินกิจกรรมคล้ายพรรคการเมือง ด้านศึก อบจ.เชียงใหม่เดือด "จตุพร" กระโดดอุ้ม "บุญเลิศ" สางแค้นเพื่อไทยถีบส่ง
    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 พ.ย.63 ที่ทำการคณะก้าวหน้า ชั้น 5 ตึกไทยซัมมิท น.ส.พรรณิการ์ วานิช  กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า แถลงถึงการเตรียมยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีคณะก้าวหน้าถูกก่อกวนระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิกสภา อบจ. และการเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ประธานคณะก้าวหน้า ถูกหมิ่นประมาทว่าล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า จะร้องเรียนต่อ กกต.กรณีที่ถูกขัดขวางการหาเสียงเลือกตั้งในระหว่างคณะก้าวหน้าลงหาเสียงในพื้นที่ ประกอบด้วย 6 กรณี คือ 1.ข้าราชการ อบจ.นราธิวาส เข้าไปคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย ถึงขั้นลงขันเพื่อทำร้ายนายธนาธร ซึ่งกรณีนี้จะร้องเรียนทางวินัยด้วย  2.กรณีการสร้างความปั่นป่วนขัดขวาง และปิดล้อมทางเข้าออกโรงแรม เมื่อวันที่ 11 พ.ย.63 ที่ จ.นครศรีธรรมราช 3.กรณีชายฉกรรจ์เดินตามขบวนหาเสียงพร้อมตะโกนด่า ขณะหาเสียงที่ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.63 4.กรณีกลุ่มบุคคลยุยงให้เกิดการกระทบกระทั่ง ที่ตลาดนัดเทศบาลปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 พ.ย.63 5.กรณีชายเสื้อเหลืองชูป้ายตะโกนด่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย.63 ที่ จ.สุรินทร์ และ 6.กรณีกลุ่มบุคคลไม่ทราบชื่อตะโกนขับไล่นายธนาธรที่ จ.ระยอง เมื่อวันที่ 22 พ.ย.63
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จะฟ้องหมิ่นประมาทกับบุคคลที่กล่าวหาว่านายธนาธรล้มสถาบัน  ประกอบด้วย 1.รัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้ ที่แถลงข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์ 2.อดีตผู้บริหารสื่อเครือเนชั่น 3.แกนนำภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 4.อดีต ส.ส.สอบตก แกนนำกลุ่มไทยภักดี ทั้งนี้ คณะก้าวหน้าเชิดชูเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ยอมไม่ได้ที่มีการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง และยังมีอีกหลายกรณีที่ผู้สมัครนายก อบจ.ถูกคุกคาม ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีในพื้นที่ไปแล้ว เช่นใน จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยอง
    ที่ จ.เชียงใหม่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวระหว่างหาเสียงช่วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ว่าการเลือกตั้ง อบจ.วันที่ 20 ธันวาคมนี้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่น่าสนใจ เพราะมีการสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2559-2560 ช่วงรณรงค์ประชามติไม่รับร่าง รธน. 2560 กระทั่งตระกูลบูรณุปกรณ์ คือ นายบุญเลิศ, น.ส.ทัศนีย์ และน้องสาวอีกคนถูกจับติดคุกในค่ายทหาร มทบ. 11 แล้วโยกมาคุมขังที่เรือนจำแม่แตง เชียงใหม่
จตุพรลากไส้เพื่อไทย
    นายจตุพรบอกว่า ตนเองมารู้ภายหลังว่าขณะที่นายบุญเลิศถูกขังอยู่นั้น พรรคการเมืองที่เคยสังกัดซึ่งไม่เคยมีปัญหากันมายาวนาน แต่ได้ประกาศตัวไม่เป็นทางการว่าจะเอาอีกคนหนึ่งมาลงแทนในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ติดคุกเหมือนสุสานคนเป็นแล้ว มีความยากลำบากที่สุด แต่อยู่ได้ด้วยกำลังใจ โดยความจริงแล้วพรรคเพื่อไทยต้องปรบมือให้ ซึ่งเป็นหนี้ตระกูลบูรณุปกรณ์ เพราะทำตามเจตนารมณ์คือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วันนั้นได้ข่าวว่าเปลี่ยนตัวแล้ว แต่ไม่กล้าประกาศอย่างเป็นทางการ
       "เมื่อนายบุญเลิศรอดคดี พ้นจากข้อกล่าวหา กลับถูกบางคนใส่ร้ายป้ายสีอีกว่ารอดเพราะมีการสมยอมกัน ผมอยากบอกคนที่ตั้งข้อกล่าวหานี้ทุกคนว่า ในภายหลังคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติศาลได้ยกฟ้องทั้งหมด แต่ยังถูกกล่าวหาอีกว่ามีการสมคบคิดกับพวกพลังประชารัฐ"  นายจตุพรระบุ
    นายจตุพรกล่าวว่า เมื่อนายบุญเลิศติดคุกอยู่ในเรือนจำนั้น พรรคเพื่อไทยกลับทอดทิ้งผลักออกจากพรรค และยังเป็นความเจ็บปวดซ้ำร้ายทบทวีด้วยการกล่าวหาเป็นพลังประชารัฐ จึงต้องช่วยกันคิดด้วยตรรกะเหตุผลว่า  พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. และถูกจับมาติดคุกตั้งข้อหาหนัก ม.116 และอั้งยี่ซ่องโจร ถามว่ายังคิดไปอยู่กับพลังประชารัฐอีกหรือ ที่ทำความเจ็บปวดที่สุดให้ชีวิตเช่นนั้น
         นายจตุพรกล่าวด้วยว่า ตนเองพร้อมไปปราศรัยช่วยผู้สมัครนายก อบจ.ของพรรคเพื่อไทยในทุกจังหวัดตามคำเชิญชวน แต่ยกเว้นเชียงใหม่จังหวัดเดียวที่ตนเองไม่สามารถไปช่วยพรรคเพื่อไทยได้ เพราะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยทำไม่ถูกที่ทอดทิ้งคนติดคุกด้วยเหตุไม่รับร่าง รธน. 2560 ในขณะปัจจุบันประชาชนต่อต้าน รธน.2560 กันทั้งนั้น ดังนั้นพรรคเพื่อไทยต้องปรบมือให้นายบุญเลิศ แทนการผลักไสให้ไปพ้นพรรค
    "ขอประชาชนเชียงใหม่ช่วยกันแสดงการยืนหยัดว่า  พรรคการเมืองไม่มีสิทธิ์ชี้ว่าใครเป็นเผด็จการหรือเป็นประชาธิปไตย คนในพรรคการเมืองหนึ่งไปอยู่เผด็จการก็ถูกตามไปด่า เมื่อเขากลับมาบอกเป็นประชาธิปไตย กรณีเชียงใหม่เช่นกัน นายบุญเลิศไม่ต้องการออก กลับผลักเขาออก แต่บางคนแม้แต่อนาคตใหม่ยังไม่รับเลย เพราะมีข้อความโพสต์เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง พอเข้าพรรคเพื่อไทยกลายเป็นนักประชาธิปไตยทันที" นายจตุพรกล่าว
กกต.เปิดคำวินิจฉัย 3 กรณี
    วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.เกี่ยวกับการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวม 3 กรณี ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศชื่อในบัญชีรายชื่อผู้รับสมัครเลือกตั้ง และได้ยื่นคัดค้านการไม่ประกาศรายชื่อต่อ กกต.  ประกอบด้วย 1.กรณีนายฤทธิรงค์ อินสอน ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ.อุตรดิตถ์ อ.ทองแสนขัน เขต 1 ซึ่งผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำ อบจ.อุตรดิตถ์ ไม่รับสมัครนายฤทธิรงค์ เนื่องจากเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (7) เนื่องจากเคยได้รับโทษจำคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือเป็นความผิดลหุโทษ
    โดย กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายฤทธิรงค์ได้รับโทษจำคุก 9 เดือน และได้พ้นโทษเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.59 นับถึงวันเลือกตั้งคือ 20 ธ.ค.63 ยังไม่ถึง 5 ปี และไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษ โดยอ้างตามคำพิพากษาศาลอุตรดิตถ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษาว่า นายฤทธิรงค์มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน กกต.จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องกรณีดังกล่าว ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยของ กกต.ในกรณีคุณสมบัติของผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นที่สุด จึงเท่ากับว่านายฤทธิรงค์ถือเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง
    2.กรณีนายโปรย สมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.อุตรดิตถ์ โดยผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำ อบจ.อุตรดิตถ์  ไม่รับสมัครนายโปรย เนื่องจากเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ  มาตรา 50 (3) เนื่องจากเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ นั้น
    โดย กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายโปรยเป็นผู้ก่อตั้ง และเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ทันข่าว แต่ในวันที่ 17 ม.ค.62 ได้โอนกิจการหนังสือพิมพ์ดังกล่าวให้แก่บุตรสาว  และได้แสดงหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ตาม  พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 เป็นหลักฐาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายโปรยไม่ได้มีลักษณะต้องห้าม จึงมีคำสั่งให้รับสมัคร และประกาศรายชื่อนายโปรยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.อุตรดิตถ์
    และ 3.กรณี ร.ต.อ.วิชัย ศรีนิเวศน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ.สมุทรสาคร ซึ่งผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำ อบจ.สมุทรสาครไม่รับสมัคร ร.ต.อ.วิชัย เนื่องจากเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น มาตรา 50 (10) เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ค้านั้น โดย กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า ร.ต.อ.วิชัย  มิใช่เป็นจำเลยในคดีความผิดว่าด้วยยาเสพติด แต่เป็นผู้จับกุมบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด และเป็นกรณีผิดหลงของการบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลว่า ร.ต.อ.วิชัยเป็นจำเลยคดีดังกล่าว กกต.จึงมีคำสั่งให้รับสมัคร และประกาศรายชื่อ ร.ต.อ.วิชัยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ.สมุทรสาคร อ.บ้านแพ้ว เขต 4
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ได้แถลงข้อมูลว่า ในจำนวนผู้สมัครที่ไม่ได้รับการประกาศชื่อทั่วประเทศมีจำนวน 23 คน ซึ่งสามารถยื่นคัดค้านการไม่ประกาศรายชื่อต่อ กกต.ได้ และกฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยของ กกต.ในกรณีคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นที่สุด
บิ๊กก้าวหน้าคอพาดเขียง
    อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนกรณีการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ในนามคณะก้าวหน้า ที่ส่งและช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ว่าเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมืองซึ่งมีความผิดตามมาตรา  111 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่กำหนดว่าผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีลักษณะคล้ายกับพรรคการเมือง อาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งอาจต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังพิจารณาข้อมูลหลักฐานที่กรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต.รวบรวมเสนอแล้วเห็นว่ามีน้ำหนักพอสมควรที่ กกต.จะดำเนินการต่อไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสอบสวนและไต่สวนได้  
    ทั้งนี้ หากการสืบสวน กกต.พบว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นความผิดตามมาตรา 111 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งไม่เพียงต้องมีการดำเนินคดีอาญาบุคคลทั้ง 3 แต่ยังอาจมีผลไปถึงตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกและสมาชิก อบจ. ที่หากผลการสืบสวนพาดพิงไปว่านำไปสู่การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็สามารถนำผลการสืบสวนไปดำเนินการตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นได้ เช่น กกต.สั่งระงับสิทธิสมัครของผู้สมัครไว้เป็นการชั่วคราว หรือใบส้ม รวมถึงการสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือใบเหลืองได้ด้วย.

 


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ