ตู่ทิ้งบอมบ์ชิงเก้าอี้อบจ. พระปกเกล้าชี้ฟัดเดือด!


เพิ่มเพื่อน    

 

สถาบันพระปกเกล้าชี้เลือกตั้ง อบจ. 20 ธ.ค.น่าสนใจ เป็นการวัดพลังอำนาจ “เก่า-ใหม่” ชิงเก้าอี้ “อบจ.เชียงใหม่” ระอุ “สุนัย” ประกาศตุ๊ดตู่เป็นศัตรู 100% ให้ดูท่าทีที่เปลี่ยนไป “จตุพร” ซัดกลับเตรียมฟ้องทุกคนที่กล่าวหาฝักใฝ่เผด็จการ ทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่มีคนชิงตำแหน่งพัวพันคดีบอส
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ธ.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง พตส.?11 ได้จัดเสวนาเรื่อง “พรรคการเมืองกับการเลือกตั้งท้องถิ่น” โดยนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ระบุว่า พรรคการเมืองไม่ควรไปยุ่งกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะเห็นว่าจะเป็นการทำลายตัวเอง คือการที่คนทั้งจังหวัดเลือกพรรคแล้วจะให้ไปเลือกเขตในจังหวัด จะทำให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกกันเอง  ทำให้พรรคเล็กลง แต่เห็นด้วยกับการที่พรรคการเมืองจะเริ่มจากการเมืองท้องถิ่นมาเป็นระดับชาติ และไม่ได้กลัวว่าหากไปทำผิดในการเมืองระดับท้องถิ่นแล้วจะส่งผลกระทบต่อพรรค หรือทำให้ถูกยุบพรรค เพราะเรื่องนี้เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน      
นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า พรรคการเมืองควรส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ ต้องดูว่าพรรคมีที่มาอย่างไร ถ้าเป็นพรรคที่ต้องการเป็นพรรคระดับชาติอาจต้องคิดถึงเรื่องการสมัครท้องถิ่น ส่วนพรรคเกิดขึ้นมาเพื่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หรือกลุ่มผลประโยชน์ ก็ไม่จำเป็นที่จะไปครอบพื้นที่ในระดับท้องถิ่น สำหรับพรรคท้องถิ่นก็จะเป็นพรรคเฉพาะพื้นที่ที่อยากเป็นผู้บริหารเฉพาะในพื้นที่ เมื่อถามว่าพรรคการเมืองควรเล่นพรรคเมืองระดับไหน ขึ้นอยู่กับว่าคุ้มหรือไม่ในการลงทุนของพรรคและต้นทุนทางการเมือง ที่พรรคจะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างอำนาจกับความนิยม ซึ่งบางส่วนที่ลงสมัครขณะนี้เป็นการจัดสรรของพรรค ผลประโยชน์ของท้องถิ่นผสมกับผลประโยชน์ระดับชาติ    
นายสติธรกล่าวว่า กล่าวถึงการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค.นี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากเราไม่ได้เลือกตั้งท้องถิ่นมากว่า 8 ปีแล้ว ก็คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะมีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งส่งผู้สมัครลงเปิดเผยในนามพรรค รวมถึงคณะการเมืองกลุ่มหนึ่งที่หวังเปลี่ยนแปลงการเมืองในระดับท้องถิ่น จึงเป็นการประลองกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ที่เข้ามาท้าทาย
    “การเลือกตั้ง อบจ.ส่วนหนึ่งอาจไม่ใช่ในสนามที่คนชนะเลือกตั้งสามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรในจังหวัดได้มาก แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง อย่างน้อยๆ คือการชนะในจังหวัดจังหวัดหนึ่ง ถ้ามานับกันใน 76 จังหวัดแล้วแยกการเมืองระดับชาติลงไปจัดการ เช่น พรรคหรือกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลชนะเท่าไร ฝ่ายค้านชนะเท่าไรก็มีนัยสำคัญทางการเมืองเหมือนกัน และการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ไม่ใช่ผู้สมัครที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมจะได้เปรียบ เหมือนเช่นอดีต เพราะครั้งนี้มีความท้าทายว่ากลุ่มที่เข้าไปแข่งขันมีความต้องการเปลี่ยนขั้วอำนาจในจังหวัด”
    ขณะเดียวกันยังคงมีความต่อเนื่องจากการชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงใหม่ โดยนายสุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอมริกาพูดผ่านรายการชาแนล Sunai TV ตอบโต้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปมขัดแย้งกรณีนายจตุพรช่วยหาเสียงให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครหมายเลข 2 ในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ 2 สมัยที่มีคะแนนนิยมนำนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร หรือชื่อเดิมชูชัย หรือ ส.ว.ก๊อง ที่เปลี่ยนชื่อเล่นเป็น ก้อง ประธานสโมสรเชียงใหม่ ยูไนเต็ด และอดีต ส.ว.เชียงใหม่ ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย
    โดยนายสุนัยกล่าวตอนหนึ่งว่า ที่นายจตุพรวิจารณ์โดยใช้ภาษาที่เรียกว่าเป็นศัตรู 100% ใช้คำดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งนายจตุพรถนัดอยู่แล้ว เพราะใครก็รู้ว่า จ.เชียงใหม่คือฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายจตุพรก็รู้จึงไปเจาะเพื่อให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปักหลักผ่านนายบุญเลิศ ซึ่งเป็นผู้สมัครที่หัวใจไปอยู่กับ พปชร.แล้ว
         "นายจตุพรก็ไปเจาะตรงนั้น ให้การเมืองเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องของนายจตุพรผมไม่วิจารณ์ไม่ด่า ให้ประชาชนดูเอง คนก็รู้แล้วว่านายจตุพรเปลี่ยนไปเปลี่ยนแค่ไหน ท่านไปดูเอง"
         ด้านนายจตุพรเฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ ใครพูดเท็จขอให้มีอันเป็นไป โดยระบุว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีกระบวนการต่างๆ ในลักษณะพูด โพสต์ เขียน เพื่อใส่ความ แม้ว่าอยากจะดำเนินคดีกับเรื่องเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใส่ความที่ร้ายแรงที่สุดคือการกล่าวหาว่าไปอยู่กับเผด็จการนั้น เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้มากที่สุด ดังนั้นบรรดาคนที่โพสต์เรื่องเหล่านี้ทั้งหลายขอให้หาความสำราญกันให้สบาย เพราะจะใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น
“ชีวิตก็เข้าคุกออกคุกขึ้นโรงขึ้นศาลกันสารพัด จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องตัวบุคคลในการลงรับสมัครรับเลือกตั้ง อบจ.เชียงใหม่ ถึงขนาดกล่าวหายัดเยียด เลยเถิดว่าไปยืนเคียงข้างพรรค พปชร. ไปยืนเคียงข้างกับเผด็จการ โดยไม่ได้นึกถึงว่าตลอดเส้นทางที่ได้สู้กันด้วยความยากลำบากกันอย่างไร”
นายจตุพรกล่าวว่า อะไรที่ทนได้ก็จะสงบปากสงบคำ แต่หลายเรื่องราวก็ต้องยืนหยัดทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งความจริงที่ปรากฏนั้นเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องคดีบอส กระทิงแดง ซึ่งความจริงนั้นคณะกรรมการสอบสวนชุดของนายวิชา มหาคุณ ที่ทำรายงานถึงนายกฯ โดยไม่มีการเปิดเผยถึงตัวบุคคลอย่างชัดเจน และหากปล่อยปละละเลยกันไป จะสร้างความเสียหายในอนาคต เพราะบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างต่ำช้ามากที่สุดนั้นยังลอยนวลอยู่ในสังคม
“วันนี้ที่ผมบอกเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนายก อบจ. คนที่มีมลทินมัวหมอง กระทำความผิดแล้วยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม และคนในสังคมนี้ก็ยังไปยกย่อง ยังไปสนับสนุน หรือว่าพรรคการเมืองไปสนับสนุน ซึ่งคงไม่ต้องระบุว่าเป็นพรรคไหนที่เกี่ยวข้องกับความมัวหมองของการทำลายกระบวนการยุติธรรม”
นายจตุพรกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องบุคคลที่เกี่ยวข้องตามความหมายของคณะกรรมการการสอบสวนนั้น จะต้องปรากฏ จะต้องทันการณ์ เพราะวันหนึ่งหากประชาชนตัดสินใจไปเชื่อคนที่เกี่ยวข้องทำลายกระบวนการอันนี้ แล้วก็ยกย่องทั้งที่เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เป็นคนที่ต้องถูกดำเนินคดีดำเนินการ แต่ปล่อยลอยนวลโดยที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้รู้ว่าคนคนนี้เกี่ยวข้องกับการทำลายกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้อย่างไร อยากให้เสียงนี้ได้ยินไปยังนายวิชา มหาคุณ หลายเรื่องในชีวิตเรามีความเห็นต่างกันมากมาย แต่ผลสอบเรื่องนี้มันจะเป็นประโยชน์ของประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดคำว่าคุกมีไว้ขังคนจนนั้นมันจะได้ถูกทำลายล้าง ด้วยพลานุภาพแห่งความจริง คนชั่วต้องไม่มีที่ยืน ดังนั้นที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดนั้น ใครก็รู้ว่าพูดหมายถึงอะไร แต่ต้องการทำให้ความยุติธรรมนั้นปรากฏ  
“ตลอดระยะเวลาความหาเศษหาเลยกันนั้น ที่พยายามปั่นกระแสสกปรกกันมา แต่ที่ยืนกันอยู่นั้น สะอาดสะอ้านกันดีแล้วหรืออย่างไร ดังนั้นการจะผลักไสหรือตราหน้าใครก็ตาม ชะโงกดูเงาตัวเองด้วยว่ามีความสะอาดพอกันหรือไม่ และหากสังคมนี้กำลังจะปั้นปีศาจชั่วร้าย ด้วยการฟอกให้ปีศาจกลายเป็นเทวดานั้น ในทางการเมืองเราไม่อาจที่จะยอมรับกันได้” นายจตุพรกล่าว.

 


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ