ฉายาสภาปลวกจมปลัก อึ้ง!ยกเลิก'คนดีศรีสภา'


เพิ่มเพื่อน    


    ทิ้งท้ายปี 63 สื่อประจำรัฐสภาให้ฉายาการเมือง แสบๆ คันๆ ตบหน้าทั่นผู้ทรงเกียรติ สภาล่าง-สภาสูง-รัฐมนตรีโดนถ้วนหน้า สภา-ปลวกจมปลัก วุฒิสภา-สภาปรสิต "วิสาร-กรีดเลือดโชว์" ดาวดับ "สุทิน" ท็อปฟอร์ม ผู้นำฝ่ายค้านตัวจริง-ดาวสภา  
    เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาได้เผยแพร่ฉายาทางการเมืองที่เป็นการตั้งโดยผลโหวตของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา  ประกอบด้วย 1.สภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายาปลวกจมปลัก เนื่องจากปลวกเป็นสัตว์ที่มีการแบ่งงานกันทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด สำหรับสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มี ส.ส.ที่ทำงานดุจปลวกเพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วยการใช้สภาเป็นเครื่องมือเพื่อชิงอำนาจและทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ยิ่งนานวันก็จมปลักกับการทำงานแบบเดิม ไม่ใช้สภาเพื่อประโยชน์ในการระดมสมองและแก้ปัญหาให้กับประชาชน หนำซ้ำตลอดปีมานี้การประชุมสภาล่มกลางคันหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ส.ส.ชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมสภา ทั้งที่เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จึงเปรียบเป็นปลวกที่จมปลักไม่พัฒนา และยิ่งกัดกินหลักการของประชาธิปไตยให้พุกร่อนเข้าไปทุกที  
    2.วุฒิสภา ฉายาสภาปรสิต เพราะในทางวิทยาศาสตร์ปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นหรือเซลล์ชนิดอื่นเป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร และบางครั้งทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นหรือเซลล์ภายในจนเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ซึ่งในมิติทางการเมือง ส.ว.ชุดนี้ก็มีสภาพไม่ต่างปรสิตที่อาศัยอยู่ในรัฐสภา นอกจากไม่มีผลงานที่เห็นด้วยตาเปล่าแล้ว ยังนำมาซึ่งพิษภัยแก่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะการพยายามใช้เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้างเพื่อชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายาครูใหญ่ไม้เรียวหัก เพราะทุกครั้งที่นายชวนขึ้นทำหน้าที่ ไม่เคยถูกกังขาถึงความเป็นกลางแม้แต่ครั้งเดียว และตลอดปีที่ผ่านมาก็ยังยึดแนวทางดังกล่าวไว้มั่นคง และยังสวมบทครูใหญ่ที่ถือไม้เรียวคอยกวดขันวินัยของ ส.ส.ที่หย่อนยานอีกด้วย แต่ปรากฏว่า ส.ส.การ์ดตกทุกกรณี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้ประธานสภายึดมั่นหลักการแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ เหมือนกับครูใหญ่ที่มีไม้เรียว และต่อให้ฟาดแรงจนไม้เรียวหักคามือ ส.ส.ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด
    4.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายาหัวตอ รอออเดอร์ โดยถ้าเทียบบารมีทางการเมืองระหว่างเมื่อเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กับประธาน ส.ว. บารมีของนายพรเพชรลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งตอกย้ำด้วยทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา พบว่าไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เป็นที่เรียบร้อยได้เมื่อเทียบกับนายชวน และหลายเรื่องในวุฒิสภากลับปล่อยให้ ส.ว.เป็นผู้ชี้นำประธานวุฒิสภาแทน ภาพรวมแบบนี้ทำให้ประธานวุฒิสภาเสมือนหัวหลักหัวตอที่ไม่มีใครสนใจ แต่มีหน้าที่แค่รับคำสั่งทำงานเท่านั้น
    5.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะนำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายาสุทิน คลังแสง?  เพราะนายสมพงษ์ไม่ได้โดดเด่นสมกับตำแหน่งเท่าใดนัก ตรงกันข้ามกลับเป็นนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่านายสุทินคือผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ใช่นายสมพงษ์
    ส่วนฉายาที่ 6 เป็นดาวเด่นแห่งปีคือ นายสุทิน เพราะตลอดทั้งปีนายสุทินในฐานะประธานวิปฯ ทำหน้าที่ได้อย่างท็อปฟอร์ม ส่วนฉายาที่ 7 ดาวดับแห่งปี ได้แก่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรค พท. ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ใช้มีดปอกผลไม้กรีดแขนกลางที่ประชุมสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางการเมือง ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการชี้นำให้ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็น ส.ส.หลายสมัย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ที่สมควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อหวังผลทางการเมือง 
    8.คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ซึ่งเกือบได้เห็นการวางมวยกลางสภา เพราะมีการปะทะกันกันหลายต่อหลาย 9.เหตุการณ์แห่งปีคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุด โดยต้องมีเสียง ส.ว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เป็นผลให้การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือน ก.ย.ไม่สามารถลงมติได้ แต่กลับต้องมาตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ และเมื่อกลับมาประชุมรัฐสภาอีกครั้งในเดือน พ.ย.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนนำโดยกลุ่มไอลอว์ได้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนครั้งแรก การประชุมรัฐสภาเวลานั้นไม่ได้เข้มข้นเฉพาะในสภาเท่านั้น แต่นอกสภาก็เดือดไม่แพ้กัน ภายหลังกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา และเกิดการปะทะกันเป็นระยะ ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาจึงเป็นเหตุการณ์แห่งปีไปอย่างไม่ต้องสงสัย  
    สำหรับฉายาที่ 10.วาทะแห่งปี คือ "มันคือแป้ง" โดยเป็นการชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ระบุว่า "สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มันคือแป้ง" 
    ทั้งนี้ ในอันดับ 11.คนดีศรีสภานั้น ได้ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ
ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงฉายาสภาปรสิต ว่าเป็นเสียงสะท้อนของสื่อที่ติดตามการทำงานของสภา ในส่วนใดที่ใครคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็คงเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป แต่ส่วนใดที่อยู่ในสายตาของสังคมและสื่อมวลชนเขามองเขาคิดแบบนั้นเราก็ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข หาทางทำในสิ่งที่จะแก้ภาพพจน์ต่อคนอื่นที่มองเราให้ได้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งหลายคนอาจมีความรู้สึกขมขื่นหรือเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ต้องนำมาเป็นพลังในการทำงานเพื่อแก้ไขต่อสิ่งบกพร่องเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสื่อและสังคมให้ได้
    นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สื่อตั้งฉายาทุกปี ซึ่งฉายาเหล่านี้เราก็ต้องรับมาพิจารณามากกว่า แต่ไม่ต้องน้อยใจ ไปโกรธเคืองหรือโทษใคร เราต้องใจกว้าง เพราะเป็นภาพสะท้อนที่สื่อมองหรือคิดเห็นอย่างไร ดังนั้นเรารับฟังและนำมาแก้ไขดีกว่า ทั้งนี้ การทำงานเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ไม่ควรเอามาปนกัน แต่เป็นสิ่งที่เราต้องนำกลับมาทบทวนและพิจารณา มาคิดต่อว่าเมื่อสื่อตั้งฉายาแบบนี้เราควรแสดงบทบาทอย่างไรให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นและเป็นประโยชน์มากขึ้น
    นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า เห็นกับฉายาสภา เพราะสะท้อนว่ามองพฤติกรรม ส.ส.อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นความพิกลพิการของระบบรัฐสภา มีการนับคะแนนแบบอภินิหารกฎหมายเพื่อให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ได้เป็น ส.ส. เพียงเพื่อเอาเสียงไปเติมไม่ให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ นับจากนั้นมา ส.ส.แต่ละคนก็แสวงหาผลประโยชน์เพราะเสียง ส.ส.ในสภามีความสำคัญ ทำให้ ส.ส.ไม่ได้หน้าที่แทนปวงชนชาวไทย แต่ทำหน้าที่เพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง.