เด็กพรรคเพื่อชาติ แนะ 'ประยุทธ์' ถ้ารักประเทศจริงอย่างที่พูดควรลุกออกจากอำนาจ


เพิ่มเพื่อน    

1 ม.ค.64 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ทุกสิ้นปีหน่วยงานต่างๆ จะมีการสรุปตัวเลขสถิติด้านต่างๆ ออกมา ตนได้ดูสถิติเปรียบเทียบของสำนักสถิติแห่งชาติ หัวข้อรายได้และรายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนของประชาชนในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พบว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนลดลง จากปี 2556 - 2562 จำนวน 5,307.04 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นจำนวน 1,646.9 บาท

รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน กทม.และปริมณฑล ปี 2549 = 33,088.00 ปี 2556 = 43,058.00 ปี 2558 = 41,002.00 ปี 2560 = 41,897.06 ปี 2562 = 37,750.96 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน ปี 2549 = 25,749.00 ปี 2556 = 32,425.00 ปี 2558 = 30,882.00 ปี 2560 = 33,126.00 ปี 2562 = 30,778.10 ที่มา : การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ

น.ส.เกศปรียา เผยต่อว่า ข้อมูลนี้บ่งชี้ได้ว่า ประชาชนได้รับความทุกข์มากกว่าคืนความสุขอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ โวไว้เมื่อตอนมายึดอำนาจว่าขอเวลาไม่นาน จะคืนความสุข เมื่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนลดลงแต่รายจ่ายเพิ่ม แต่ละครัวเรือนก็ต้องดิ้นรนหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น การลงทุนใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นน้อยเพราะแค่จะใช้จ่ายรายจ่ายประจำก็แทบไม่เพียงพอ นี่คือตัวเลขแสดงผลงานความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศในด้านเศรษฐกิจภายใต้การหวงอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

อีกสองตัวอย่างที่แสดงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศภายใต้การหวงอำนาจ คือกรณีคือการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่นพิษ PM 2.5 ผ่านมา 2 ปีรัฐบาลไม่มีผลงานแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีแต่ปล่อยให้หน่วยราชการทำไปตามระบบ ทั้งที่ปัญหาแบบนี้ต้องเป็นการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่สื่อถามถึงปัญหานี้ ผู้รับผิดชอบบอกประเทศเพื่อนบ้านก็มี โดยต้องรอให้โรงเรียนแพทย์ออกมาเตือนทั้งรัฐบาลและประชาชนทุกปีไป รวมทั้งการรับมือกับปัญหาสาธารณสุขโรคระบาดโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้ประชาชนหลายอาชีพตกงานโดยรัฐบาลไม่ได้วางแผนรับมือให้รอบด้าน ตนได้พบประชาชนในพื้นที่ กทม.ที่จากเดิมมีอาชีพเป็นไกด์ทัวร์จีน และพนักงานธนาคารปัจจุบันทำอาชีพกวาดถนน  จากเดิมเป็นลูกเรือปัจจุบันขายน้ำผลไม้ จากเดิมเป็นกัปตันขับเครื่องบินปัจจุบันขายเกี๊ยว นี่คือผลงานที่จับต้องได้ในการรับมือกับปัญหาของรัฐบาลประยุทธ์

รัฐบาลนี้รับมือกับโรคระบาดโควิด 19 โดยการนำโรคระบาดมาหาประโยชน์ในการรักษาอำนาจของรัฐบาล ด้วยการบังคับประชาชนทั้งประเทศอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาร่วมปี โดยอ้างว่ามีโรคระบาด แต่แท้จริงเพราะกลัวการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใช่หรือไม่ การอ้างว่าการชุมนุมก่อให้เกิดโรคระบาด แต่จากการชุมนุมที่ผ่านมาตนยังไม่เห็นข่าวว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากการติดโควิด 19 แต่โรคระบาดกลับมาระบาดอีกครั้ง

โดยถ้าสืบค้นต้นตอจริงๆ ของการระบาดโควิด 19 รอบนี้ก็มาจากฝ่ายความมั่นคงเช่นเดียวกับรอบแรก ที่เริ่มมาจากค่ายมวยภายใต้การควบคุมของกองทัพบกที่เป็นฝ่ายความมั่นคงเช่นกัน รอบนี้เกิดการระบาดเพราะฝ่ายความมั่นคงมีการปล่อยให้มีการผ่านชายแดนแบบไม่มีการคัดกรองโรค ปล่อยให้มีบ่อนจนเป็นแหล่งกระจายเชื้อโรค จนเกิดการระบาดใหม่ในวงกว้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้มีส่วนช่วยการหยุดการระบาดของโรคภายใต้การบริหารงานแบบไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารชุดนี้เลย

น.ส.เกศปรียา ระบุอีกว่า ความไร้ประสิทธิภาพอีกประการของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ กรณีการบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 การระบาดของโรคมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจซึ่งแย่อยู่แล้วให้แย่หนักขึ้นไปอีก ถ้าดูจากสถิติรายได้ของประชากร จะเห็นว่า รายได้เฉลี่ยของประชาชนในแต่ละเดือนมีอัตราลดลง (ดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ) ในฐานะผู้บริหารประเทศย่อมต้องรู้ข้อมูลนี้อยู่แล้วว่าโรคระบาดจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้วัคซีนโควิด 19 ก็ทดลองสำเร็จแล้ว ในฐานะรัฐบาลผู้บริหารประเทศทำไมไม่บริหารจัดการหาวัคซีนเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งทางโครงการ COVAX ของ WHO ก็ได้เตรียมการเรื่องวัคซีนไว้เพื่อบริหารจัดการให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว 

ทาง  WHO ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าถ้ามีการฉีดวัคซีน จำนวน 60% ของจำนวนประชากร ก็สามารถหยุดการแพร่กระจายและหยุดการระบาดของโรคได้แล้ว ถ้าคำนวนคร่าวๆ ประเทศไทยจะต้องใช้วัคซีนประมาณ 60 ล้านโดส (1.5โดส/คน) งบประมาณที่ออก พ.ร.บ.ไปกู้มาเพื่อแก้ปัญหาโควิด 19 ทำไมไม่แบ่งมาจัดสรรเป็นงบตรงนี้ เพราะถ้าหยุดการระบาดได้ เศรษฐกิจก็จะไม่ทรุดหนักไปมากกว่านี้ อันนี้ตนคิดแบบพื้นฐานที่สุดที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ทำไมรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงคิดจัดการเรื่องพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแบบนี้บ้าง หรือว่ามีธงสำคัญในการตัดสินทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น

“เนื่องในโอกาสปีใหม่ 2564 เดียร์ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนคนไทยทุกคนอดทนสู้เพื่อดำรงชีวิตให้ผ่านพ้นไปในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และแคล้วคลาดจากโรคภัยไข้เจ็บในภาวะที่มีรัฐบาลที่บริหารประเทศอย่างไร้ประสิทธิภาพ จนกว่าผู้นำรัฐบาลอย่างคุณประยุทธ์จะรักประเทศจริงอย่างที่พูด ยอมลุกจากอำนาจ เลิกหวงอำนาจทั้งที่ไม่สามารถบริหารจัดการประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ” น.ส.เกศปรียา กล่าวทิ้งท้าย


ศาลไม่อนุญาตให้ประกันแอมมี่ เลยอดเห็นหน้า.... "ส.ส.พรรคก้าวไกล" เอาตำแหน่งมาประกันคนจุดไฟเผาพระบรมฉายาลักษณ์ เสียดายจัง!

'สสร.' หรือจะ 'ขันจอหว่อ'?
'แล้วรัฐบาลจะเอายังไง?'
'ไฟป่า-ไฟเมือง' เรื่องจงใจ
ว่าด้วย 'ดอกประชาธิปไตย'
มีค่า"ต่อเมื่อ"ขื่อคาถึง
เมื่อ 'ความยุติธรรม' สถิต