มองข้ามช็อตไว้ล่วงหน้า


เพิ่มเพื่อน    

 

        ปาเข้าไป 92 ปีเข้าไปแล้ว...สำหรับอายุอานาม ของว่าที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนใหม่ ท่าน มหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้สามารถคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งมาแบบสดๆ ร้อนๆ ถึงประมาณ 115 ที่นั่ง เกินจำนวนครึ่งหนึ่งของสภาฯมาเลเซียแบบหวีดหวิวฉิวเฉียด และถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามข่าวคราวที่พอได้ทราบๆ กันไปแล้ว ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีที่แก่ที่สุดในโลก ก็อยู่แถวๆ บ้านใกล้เรือนเคียงของเรา อย่างเสือเหลือง มาเลเซีย นี่เอง...

                                                                --------------------------------------------------

        การหวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในวัยระดับแทบจะครบร้อยปี ของท่าน มหาเธร์ คราวนี้...เลยทำให้คุณค่า ราคา ของบรรดาคนแก่ทั้งหลาย ดูดีขึ้นมาเป็นกอง บ้านเรานั้น...คนแก่อย่าง ป๋าเปรม ท่านก็ทะลุ 97 ปีไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว อีกแค่ไม่กี่ปีก็ครบศตวรรษ แต่ก็ยังคงมุ่งสร้างสง่า ราศี อยู่ในฐานะประธานองคมนตรี หรือคงไม่น่าจะหวนกลับมาแย่งตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีที่แก่ที่สุดในโลก กับเพื่อนบ้านมาเลเซียอีกต่อไปแล้ว ส่วนท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ปีนี้ก็ปาเข้าไป 86 หลังเลือกตั้งปีหน้าผ่านไปแล้วซักปี สองปี ก็คงประมาณ 87 หรือ 88 กว่าๆ ในแง่ของพลัง วังชา ก็น่าจะยังพอเป็นนายกรัฐมนตรีกะเค้าได้อยู่บ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาตรฐาน มหาเธร์ เพราะยังอ่อนกว่าอยู่อีก 4 ปี...

                                                                -------------------------------------------------

        ส่วน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์...ปีนี้ก็ครบ 80 ปีพอดิบ พอดี รอไปอีกซักปี สองปี ก็ระดับ 81-82 ต้นๆ ห่างจากมาตรฐาน มหาเธร์ ถึง 10 ปี ในแง่พลัง วังชา ก็ย่อมไม่น่าจะ แก่เกินแกง หรือแก่เกินกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนในแง่อื่นๆ นั้น...คงต้องไปตั้งทฤษฎี ตั้งข้อสมมุติฐานกันเอาเอง ซึ่งการคิดๆ เรื่องทำนองนี้เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ก็คงไม่ถึงกับเสียหลาย หรือเสียหายอะไรมากมายนัก สำหรับชาติ บ้านเมือง เพราะแม้ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปีหน้า คงไม่รอดพ้นไปจากเงื้อมมือของท่านนายกฯ บิ๊กตู่ อยู่แล้วแน่ๆ หรือออกไปทาง แบเบอร์ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ถ้าหากจับพลัด จับผลู เกิด บิ๊กตู่ เป็นอะไรขึ้นมา ในปีโน้น ปีนั้น การไปผูกทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้กับ บิ๊กตู่ รายเดียวล้วนๆ คงไม่ถึงกับ เข้าท่า มากมายซักเท่าไหร่นัก...

                                                                ------------------------------------------------

        เพราะอย่างที่หยิบยกหลักวิเคราะห์ของ พระฝรั่ง มาว่าไว้เมื่อวันวานนั่นแหละว่า...ในเมื่อ ผู้ใดมาด้วยดาบ-ผู้นั้นอาจต้องจากไปด้วยดาบ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใดมาด้วยดูด-ผู้นั้นอาจต้องจากไปด้วยดูด ในลักษณะไม่ต่างไปจากกันได้เสมอๆ และอะไรต่อมิอะไรที่ดูดๆ เข้ามา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...ออกจะเป็นอะไรที่น่าหวาดหวั่น พรั่นสะพรึง มิใช่น้อย ระดับ ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ งี้ ชื่อ ฉายาที่สามารถใช้เป็นตัวบ่งบอกสรรพคุณประมาณว่า เข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด ย่อมมิได้ได้มาด้วยโชคช่วยอยู่แล้วแน่ๆ หรือระดับซุ้มมือปืนนครปฐม สุโขทัยเรียงหิน บ้านริมน้ำ ปลาไหลใส่สเกต ฉลามชล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องจัดอยู่ในประเภท สั้นหนึ่งนิ้ว-อันตรายหนึ่งนิ้ว หรือ ใกล้หนึ่งนิ้ว-อันตรายหนึ่งนิ้ว ไม่ต่างไปจากอานุภาพกระบี่ของหนังจีนกำลังภายในอะไรทำนองนั้น...

                                                               --------------------------------------------------

        ด้วยเหตุนี้...แม้ไม่มีใครคิดไปหัก-ไปโค่น แต่โอกาสที่จะสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง ล้มคว่ำคะมำหงาย หมดสภาพลงไปในแบบ ไม้จิ้มฟันแทงเหงือก-ดันเสือกตาย ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย เพราะขนาดแค่เจอกับ แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน ทั้งที่มีมาตราฉี่ฉิบฉี่อยู่ในมือ ไม่มีฝ่ายค้ง ฝ่ายค้าน มีแต่เพื่อนพ้อง น้องพี่ รายรอบขอบเขตไปในทุกเรื่อง ทุกด้าน แต่ก็ยังแทบ ไปไม่เป็น ในบางครั้งบางครา บางช่วง บางระยะถึงกับต้องคายฟันยาง ขาแกว่ง ก้นเตี้ย เดินเข้ามุมแบบสลึมสลือมาแล้วหลายครั้ง หลายหน...

                                                             -------------------------------------------------

        ยิ่งถ้าหากต้องเจอกับฉากเหตุการณ์ที่หนักหนา สาหัส ยิ่งไปกว่านั้น คืออะไรที่ดูดๆ เข้ามา ไม่ว่าดูดเข้า หรือดูดออก มันดันอดไม่ได้ที่จะหันไปดูด กำไลพ่อ-นาฬิกาปู่ เป็นดุ้นๆ ด้ามๆ จนเกิดไปเข้าหู เข้าตา ฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น ที่มีอยู่ทั้งในสภาฯ นอกสภาฯ โอกาสที่มันจะนำไปสู่ฉากเหตุการณ์ดังที่เคยเป็นมา เป็นไป ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็ใช่ว่า...จะไม่มีโอกาสเป็นไปได้เอาซะเลย...

                                                              -----------------------------------------------

        ดังนั้น...สำหรับบรรดาผู้ที่ช่างคิดทั้งหลาย ถ้าจะลองคิดๆ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ก็คงไม่ถึงกับเสียหลาย หรือเสียหาย อะไรมากมาย เพราะอย่างน้อย ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็ได้ให้บทเรียนซ้ำๆ ซากๆ มาโดยตลอด ว่าผู้ที่ไม่ได้คิดจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ย่อมหนีไม่พ้นต้องเจอกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอยคราวแล้ว คราวเล่า อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มันถึงได้ทำให้ วงจรอุบาทว์ หมุนไป-หมุนมา ยืดเยื้อยาวนานเกือบจะร่วมๆ ศตวรรษเข้าไปแล้ว การ มองข้ามช็อต ไปถึงวงรอบ วงจร ของวัฏจักรเหล่านี้ จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการคิดร้าย คิดหักโค่น ทำลาย บิ๊กตู่ เอาเลยแม้แต่น้อย แต่ถือเป็นการ ตั้งอยู่ในความประมาท เอาไว้ก่อน โดยเฉพาะถ้ายึด ผลประโยชน์ส่วนรวม เป็นที่ตั้ง เพื่อไม่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องผูกติดอยู่กับ ส่วนตัว หรือตัวบุคคลเสมอไป...

                                                            ----------------------------------------------------

        ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Cervantes... Tell me thy company, I will tell you what thou are.- จงบอกฉันถึงผู้ที่ท่านคบหา แล้วฉันจะบอกได้ว่า...ท่านเป็นคนอย่างไร...

                                                             ---------------------------------------------------


เฮ้อ..... เราจะต้องนับหัวคนป่วย-คนตายเป็น "ปฏิทินรายวัน" กันอีกนานมั้ยเนี่ย? พูดแล้วก็เหงาใจนัก! แต่ไม่น่ะ....

'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'