ยันเป้าแจก3.5พันทั้งปท. พิพัฒน์หนุนช่วยท่องเที่ยว


เพิ่มเพื่อน    

 

รัฐบาลยันเป้าแจก 3,500 บาท 2 เดือน หวังครอบคลุมคนครึ่งประเทศ ไม่ใช่แค่ 28 จังหวัดสีแดง ยันมีเงินเพียงพอ “พิพัฒน์” ชงมาตรการอุ้มท่องเที่ยว ตั้งกองทุนดูแลต่างชาติ แบ่งจ่ายคนละครึ่ง ดูแลแรงงาน 4 แสนราย “แรมโบ้” แนะจตุพรใจเย็น เชื่อมีมาตรการออกมาอีก “กอร์ปศักดิ์” ชงจ่ายคนอายุ 18 ปีขึ้นไปจบไม่ยุ่งยาก
    เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องจากมาตรการเยียวยาการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 โดยเฉพาะมาตรการเราชนะ ที่จะมีการแจกเงินคนละ 3,500 บาท นาน 2 เดือน ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.2564 โดยล่าสุดมีการส่งต่อกันโนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องว่าจะแจกเฉพาะ 28 จังหวัดสีแดงเท่านั้น ล่าสุด มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าไม่เป็นความจริง เพราะรายละเอียดของมาตรการยังไม่ได้ข้อสรุป โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 ม.ค. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และกระทรวงการคลังประเมินว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ต้องได้รับเงินเยียวยาครอบคลุมทั้งประเทศ 30-35 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงิน 2.1 แสนล้านบาท โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนเยียวยาวงเงิน 5.55 แสนล้านบาท ที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาทมาดำเนินการ
    “ที่คุยกันไว้เบื้องต้นคือต้องการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งประเทศ เพราะแม้ว่าจะจำกัดการเดินทางพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด แต่จังหวัดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวไปด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าในข้อเสนอล่าสุดฝ่ายบริหารจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการหรือไม่ ต้องรอในที่ประชุม ครม.วันที่ 19 ม.ค.นี้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ หากต้องเยียวยาให้ประชาชนทั้งประเทศ เพราะมีวงเงินใน พ.ร.ก.กู้เงินเหลืออยู่” รายงานข่าวระบุ
    ด้าน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ที่ลงทะเบียนอีก 5 ล้านสิทธิ์ โดยกำหนดให้ใช้จ่ายเงินภายในวันที่ 14 ม.ค.2564 เพื่อรักษาสิทธิ์ในมาตรการ ล่าสุดมีผู้ใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว 4 ล้านคน เมื่อรวมกับเฟส 1 อีก 10 ล้านคน มีผู้ใช้จ่ายแล้วรวม 13.6 ล้านคน ซึ่งต้องรอดูในวันที่ 14 ม.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายจะมียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หากมีผู้ถูกตัดสิทธิ์มาก การเปิดทะเบียนในรอบเก็บตกวันที่ 20 ม.ค. ก็อาจเปิดให้ลงทะเบียนมากกว่า 1 ล้านสิทธิ์ ซึ่งทั้งหมดต้องเสนอ ครม. เห็นชอบในวันที่ 19 ม.ค.นี้
    ส่วนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬากล่าวถึงมาตรการการช่วยเหลือการท่องเที่ยวในช่วงสถานการณ์โควิด -19 ว่าจะเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนการท่องเที่ยวเพื่อรองรับกรณีที่นักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยหากประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ซึ่งคล้ายกับภาษีซาโยนาระของประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยค่าใช้จ่ายการทำประกันนั้น นักท่องเที่ยวต้องเป็นผู้จ่าย โดยประเมินว่านักท่องเที่ยว 1 คนต้องจ่าย 10 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและกรณีเสียชีวิต ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเก็บเงินส่วนนี้เข้ากองทุน และที่ผ่านมาเราก็อยากมีกองทุนของตัวเองเพื่อใช้เยียวยาผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ให้นโยบายมาแล้ว โดยหากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติเห็นชอบ ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป
    นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงมาตรการดูแลผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่า ได้หารือกับสมาคมต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สมาคมการจัดประชุม ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการผ่อนผันดอกเบี้ยเงินต้น การเข้าถึงซอฟต์โลน และการช่วยเหลือแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะโรงแรม หลังจากนี้จะไปหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือแรงงานประมาณ  4 แสนคน อาจทำในลักษณะการแบ่งจ่ายคนละครึ่ง รัฐบาลจ่าย 50% ผู้ประกอบการจ่าย 50% โดยผู้ประกอบการต้องไม่ปลดพนักงานออก โดยจะเยียวยาเป็นเวลา 2 เดือน คือเดือน ก.พ.-มี.ค.
    ด้านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เฟซบุ๊กไลฟ์ติติงมาตรการแจกเงินเยียวยาคนละ 3,500 บาทใน 2 เดือน เป็นความคิดที่ทุเรศ พร้อมขอให้ทบทวนให้เพิ่มไปที่เท่าเดิมคือ 5,000 บาทต่อเดือนนาน 3 เดือนว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนนายกฯ และรัฐบาลไม่เคยหยุดคิดที่จะหาแนวทางนำมาตรการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือ แต่การจะออกมาตรการใดๆ มานายกฯ ย้ำอยู่เสมอว่าต้องรอบคอบ โปร่งใส ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งมาตรการนี้นายกฯ ได้ชี้แจงแล้วว่าเป็นการพิจารณาในเบื้องต้น
“เชื่อว่านายกฯ จะมีมาตรการอื่นๆ มาช่วยเหลือประชาชนได้อีก ซึ่งนายจตุพรก็ควรคิดด้วยว่าหากจะมีการที่พิจารณามาตรการใดๆ ออกมาจะต้องคำนึงถึงงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายในอนาคตด้วย เนื่องจากเราไม่ทราบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จะต่อเนื่องไปถึงเมื่อใด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ หรือใช้คำไม่สุภาพ คำไม่เหมาะสมกล่าวหารัฐบาลเลย" นายสุภรณ์ระบุ
    วันเดียวกัน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ว่าการจ่ายเงินโดยแยกอาชีพวุ่นวาย สมัยนี้ไม่มีใครมีอาชีพเดียว ไม่พอกิน ข้าราชการ คนค้าคนขาย เป็นเกษตรกรก็มี เกษตรกรมีบัตรคนพิการก็มี จ่ายทุกคนโดยใช้ข้อมูลรายได้ของกรมสรรพากรเป็นหลัก โดยงบประมาณ 2 แสนล้านบาท เป็นเงินมาก แถมต้องกู้มาด้วย ในความเป็นจริง ภาระใช้หนี้ตกอยู่กับผู้ที่ได้รับแจกเงินอยู่ดี เพราะต้องนำเงินภาษีมาใช้หนี้เงินกู้ก้อนนี้ในอนาคต วิกฤติขณะนี้รัฐไม่มีทางเลือกจะจ่ายเท่าไหร่ นานแค่ไหน เป็นความรับผิดชอบของคลังที่จะพิจารณา
    "ข่าวว่ารัฐบาลอาจให้เงินเยียวยาเฉพาะผู้อยู่เขตพื้นที่สีแดง ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะคนเดือดร้อนไม่ใช่เฉพาะในเขตพื้นที่สีแดง แต่เดือดร้อนทั่วไปหมด มากน้อยอาจต่างกัน ถ้ารัฐใช้รายได้เป็นตัวหลักน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า เช่นให้ทุกคนที่อายุเกิน 18 รายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน" นายกอร์ปศักดิ์ระบุ
ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ได้ทบทวนมติเกี่ยวกับมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 และมาตรการช่วยเหลือ SMEs โดยอนุมัติให้ขยายเวลาการขอสินเชื่อและพิจารณาสินเชื่อออกไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.ปีนี้ โดยมี 4 มาตรการคือ 1.มาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) วงเงินสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท ที่ยังคงเหลือวงเงินภายใต้โครงการอีก 2,142 ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระ ซึ่งธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อ จำนวน 20,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ซึ่ง 2 ธนาคาร มีวงเงินคงเหลือทั้งสิ้น 14,365 ล้านบาท
3.โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบ ที่มีวงเงินเหลือ 2,987 ล้านบาท และ 4.โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานรากของธนาคารออมสิน ซึ่งมีวงเงินคงเหลือ 7,425 ล้านบาท.

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.