"รัฐบาล-สภา" อยู่ไปทำไม?


เพิ่มเพื่อน    

                จบ.....

                นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด

                ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

                ยัง....ยังไม่ตาย "ในชีวิตจริง"

                แต่เทพไท เสนพงศ์ "ตายสนิท" ในชีวิตเลือกตั้ง จากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวาน (๒๗ ม.ค.๖๔)

                เป็นไง-มาไง ก็ต้องอ่าน....

                ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า นายเทพไทเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

                ต่อมาเมื่อ 28 สิงหาคม 2563 ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช อ่านพิพากษาว่า คดีหมายเลขดำ 64/2562 คดีหมายเลขแดง 485/2563

                โดยมีนายเทพไทเป็นหนึ่งในจำเลย มีความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ พ.ศ.2545

                จำคุก 3 ปี มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี

                แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นเหตุให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริต จึงไม่รอการลงโทษ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

                ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ลักษณะต้องห้ามของบุคคลดังกล่าว เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) โดยไม่ต้องรอให้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

                เนื่องจาก ส.ส.เป็นบุคคลใช้อำนาจนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องได้รับการกลั่นกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและลักษณะต้องห้าม

                เพื่อหลักประกันว่า....

                ส.ส. ต้องเป็นบุคคลมีความประพฤติ คุณสมบัติ เป็นที่ยอมรับ และได้รับน่าเชื่อถือของสาธารณชน ปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากมลทินมัวหมอง ทำเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่เสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ รวมถึงศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร

                การที่ ส.ส.ผู้ใดกระทำความผิดจนศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลใช้สิทธิเลือกตั้ง 96 (2) แล้ว

                ส.ส.ผู้นั้น ย่อมไม่อาจอยู่ในฐานะที่จะไว้วางใจในความสุจริตได้ ไม่สมควรให้เข้ามามีอำนาจในทางการเมืองอื่นด้วย

                เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายเทพไทหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

                ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งให้นายเทพไท พ้นจากตำแหน่งวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

                อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า....

                สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายเทพไท สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบ 98 (4) และมาตรา 96 (2)

                นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2563

                และให้ถือว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง มีผลในวันอ่าน คือเมื่อวันที่ 27 ม.ค.2564

                เป็นวันที่ตำแหน่ง ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ว่างลง

                ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 105 (2)

                นี้คือ "คำสั่งประหาร" นายเทพไททางการเมือง ด้วยมติเอกฉันท์ ๙:๐

                นายเทพไท เป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ นครศรีธรรมราช เขต ๓ เมื่อว่างลง ก็ต้องเลือกตั้งเฉพาะเขตนี้่กันใหม่ภายใน ๔๕ วัน

                เห็น กกต.เคาะวันคร่าวๆ มาแล้ว ๑๑-๑๕ ก.พ. เปิดสมัครวันอาทิตย์ที่ ๗ มี.ค.๖๔ เลือกตั้ง

                เขต ๓ นครศรีฯ มี ๔ อำเภอ คือ พระพรหม, เฉลิมพระเกียรติ,ชะอวด และจุฬาภรณ์

                เลือกตั้งหลังสุด "๒๔ มี.ค.๖๒" นายเทพไท ได้อันดับ ๑ ด้วยคะแนน ๓๓,๓๑๐ คะแนน

                นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ พลังประชารัฐ ได้อันดับ ๒ ด้วยคะแนน ๒๘,๗๔๒ คะแนน

                ว่าไปแล้ว คนที่ได้คะแนนอันดับ ๑-๒-๓ พรรคร่วมรัฐบาลทั้งนั้น

                อันดับ ๓ ก็คนพรรคภูมิใจไทย "ร.ท.สนั่น พิบูลย์" ได้ ๑๕,๔๙๐ คะแนน

                เลือกตั้งซ่อม ประชาธิปัตย์จะรักษาเก้าอี้เขต ๓ ได้ มีทางเดียว พลังประชารัฐกับภูมิใจไทย ต้อง "พอใจสิ่งที่เป็นอยู่" เท่านั้น

                ปล่อยให้ประชาธิปัตย์ส่งคนลงชนกับคู่แข่งพรรคอื่นๆ ถือเป็นการ "เช็กเรตติ้ง" พรรคและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปในตัว

                "เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนเสีย".....

                พรรครัฐบาล คิดอย่างนั้นซะ จะได้ "แบ่งอยู่-แบ่งกิน" กันไปได้อีกซักพัก ในสภาพการณ์ที่ "ชาวบ้านเอือม" กับจับฉ่ายอืดหม้อเต็มที

                ประยุทธ์ "ผลงานมี"...

                แต่ ๗ ปี ของสัญญาที่จะ "ปฏิรูประบบราชการ" ดีแต่โม้!

                ถ้ายังคิดจะเอาแต่ ป.ป้อม, ป.ป๊อก, ป.ประยุทธ์ ไม่เอา ป.ปฏิรูป ซึ่งวันนี้ ระบบราชการ "แก่นประเทศ" ถึงกาลสนองตอบโลกและสังคมปัจจุบันไม่ลงตัวแล้ว

                งบประมาณ ปี ๖๕ เสร็จ....

                ไม่ลาออก ก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เหอะ!              

                ไม่ใช่นายกฯ ประยุทธ์ไม่ดี ไม่มีผลงาน ในทัศนคติผม นายกฯประยุทธ์ตั้งใจทำงานดีมาก มีผลงานเป็นรูปธรรมมาก อยากให้บริหารประเทศไปอีกซักเทอมด้วยซ้ำ

                แต่นี่...มัน ๗ ปีแล้ว

                เมื่อไม่กล้าปฏิรูป กลัว "ลูบหน้าปะจมูก" ก็หลีกทางให้คนที่เขากล้า เสนอตัวเข้ามา

                เผื่อเขาจะกล้า......

                ถ้าเข้ามาแล้วไม่กล้า ดีแต่คุยอีก ประชาชนในระบบก็จะ "ถีบออก" ไปตามกลไกระบบเอง

                อย่างนี้ซักรอบ-สองรอบ ต่อไป ใครที่เสนอตัวเข้ามา...รู้แล้ว พูดพล่อย-หลอกเล่นกับประชาชนไม่ได้แล้ว

                สัญญาไว้อย่างไร เข้ามาต้องทำอย่างนั้้่น ไม่เช่นนั้่น ถูกถีบ ส่วนเมื่อลงมือปฏิรูปแล้ว จะสำเร็จ-ไม่สำเร็จ ว่ากันตามเหตุปัจจัยเป็นเรื่องๆ ไปตอนนั้น

                วันนี้ "ยุทธศาสตร์โลก" มันเปลี่ยนหมดแล้ว

                ก็เห็นแล้วมิใช่หรือ ว่ากลไก-กฎระเบียบ-กฎหมาย ที่รวมเรียกว่า "ระบบบริหารราชการแผ่นดิน"

                ดีนั้น ดีอยู่ ....
                แต่ทุกอย่างที่เรียก "ระบบราชการ" ออกแบบมาเพื่อกาลหนึ่ง-สังคมยุคหนึ่งๆ เท่านั้น

                ถึงตอนนี้ มัน "จบยุค" หนึ่ง คือศตวรรรษที่ ๒๐ ก้าวไปสู่อีกยุค ที่เรียก ศตวรรษที่ ๒๑ แล้ว

                การเอามหาหิงคุ์ฝนฝาละมีทาสะดือแก้ท้องอืด ก็ไม่ต่างเอากฎหมาย-กฎระเบียบ มีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๐ กว่าๆ มาใช้กับการบริหารคนและสังคมปัจจุบัน

                ซึ่งมันก็ได้ แต่ได้แบบกะโผลก-กะเผลก!

                ไม่ต้องดูมาก ดูจากตัวอย่างการจองซื้อวัคซีนโควิดกับบริษัทผู้ผลิตในสถานการณ์ "วัคซีน-แทงม้า" นี่ก็เห็น

                ไม่ใช่รัฐบาลช้า ไม่มีเงิน ไม่มีคอนเน็กชั่น หากแต่ด้วยกรอบกฎกติกาในระเบียบบริหาร "ไม่ทันโควิด"

                มันมาเหมือนจะบอกสังคมโลกวันนี้ ว่า....

                "เหนือตำรา, เหนือวิทยาการปัจจุบัน ข้ายังเหนือกว่า"

                แล้วคิดดูซิ ยุคนี้ ว่าเจ๋งสุดแล้ว แต่ยังล้าหลังโควิด!

                คิดในมุมกลับ "กฎหมาย-กฎระเบียบ" ทุกประเทศในโลก ล้วนสร้างตำราใหม่ทางบริหารและปกครองตอบโจทย์โควิด ที่เป็น "ด่านทดสอบ" สู่ศตวรรษใหม่โดยตรงทั้งนั้น

                เมื่อหันมามองจุดนี้บ้านเรา "รัฐบาล-รัฐสภา" อันเป็นฝ่ายบริหาร-ฝ่ายออกกฎหมายของประเทศ

                ส.ส.เป็นแค่ "ท่านผู้ทรงเกียรติ" สวมกะบังตาสีเขียว แล้วเล็มฟางแห้งไปวันๆ

                ถ้าทำเพื่อประเทศชาติอย่างที่พล่ามละก็ ตั้งทำไม "คณะกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ" ที่จะตั้ง ส.ส.ร.เขียนกฎหมายเพื่อพวกกูนั่นน่ะ

                ถ้าเพื่อสังคมประเทศชาติ มันต้องละประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ชาติ-ประชาชน

                ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล รวมกันตั้ง "แม่กองชำระกฎหมาย-กฎระเบียบ" บรรดามีในระบบราชการ เหมือนสังคายนาพระปาฏิโมกข์

                แยกหมวด-หมู่ จัดเป็นกองๆ แล้ว ป่าวร้องเชิญท่านผู้รู้ ผู้มีวิชาในแต่ละแขนงศาสตร์สาขา ระดมมาช่วยกันชำระ

                ปรับแก้ แต่งเติม สังคายนา ร่างเป็น "พิมพ์เขียว" แม่บท สู่ความเป็น "กฎระเบียบ-กฎหมาย" เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน สู่ศตวรรษใหม่

                ซึ่งปัจจุบัน ยุค "อำนาจขั้วเดียว" ที่เรียก "โลกาภิวัตน์" ของสหรัฐ ตอนนี้ กำลังแปรเป็นยุค "โลก ๒ ขั้ว" อีกครั้่ง

                ระหว่างขั้ว ตะวันออก-ตะวันตก คือ "จีน-สหรัฐ" ที่จะสัประยุทธ์เพื่อความเป็นจ้าวยุทธ์ ในรูป "สงครามร้อน"

                แต่รัฐบาลและฝ่ายค้านของเราทุกวันนี้ ไม่ต่าง "ไก่ในเข่ง" จิกตี แย่งอำนาจกันไม่ลืมหู-ลืมตา ตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีนี้

                ใกล้ถูกจับเชือด "ไหว้ตรุษจีน" ยกเข่ง ก็ยังไม่ยอมสะบัดหงอนคืนสำนึก

                ถ้าไม่เตรียมการ "ปฏิรูประบบราชการ" ก็นึกถึงภาพคน "ขึ้นรถเมล์" ไว้เถอะ

                ขาหนึ่งก้าวขึ้นบันได แต่อีกขายังอยู่ที่พื้น แล้วรถเมล์ออกพรวด

                นั่นละ "ประเทศไทย" ที่ไม่ปฏิรูป!


ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า.... รัฐบาลเขามีนโยบายอะไรที่ล้ำลึกในการรับมือขบวนการ "เปลี่ยนระบอบประเทศ-ล้มสถาบัน" ที่กลุ่มอาจารย์มหา'ลัยกับกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งสมคบขบวนการนอกชาติที่หวังเข้ามามีอำนาจเหนือชาติ

'ไฟป่า-ไฟเมือง' เรื่องจงใจ
ว่าด้วย 'ดอกประชาธิปไตย'
มีค่า"ต่อเมื่อ"ขื่อคาถึง
เมื่อ 'ความยุติธรรม' สถิต
วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'