บริหารหนี้แบบ รฟม.


เพิ่มเพื่อน    

        เลื่อนจนได้สำหรับการเก็บค่าโดยสารสายสีเขียว 104 บาทตลอดสาย หลังจากเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2564 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ลงนามออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง "การกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว" โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 มอบหมายให้ กทม.บริหารจัดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเดินรถเมื่อปลายเดือน ธ.ค.63 และ กทม. ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 15 ม.ค.64 จัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในอัตราไม่เกิน 104 บาทตลอดสาย ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.64 เป็นต้นไปนั้น

ทั้งนี้เนื่องจาก กทม.ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้พิจารณาทบทวนอัตราค่าโดยสารตามประกาศ โดยให้คำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และภาระของ กทม.ให้เกิดความเหมาะสม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยร่วมหารือแนวทางในการดำเนินการกับสภา กทม. เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 แห่งข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าบริการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร พ ศ.2552 จึงให้เลื่อนการจัดเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามประกาศ กทม. เรื่อง การกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ออกไป

สำหรับปัจจุบันอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงสถานีคูคต-เคหะสมุทรปราการ รวมระยะทางกว่า 68 กิโลเมตร (กม.) จำนวน 59 สถานี ประกอบด้วย ช่วงสัมปทานของบีทีเอส ช่วงสถานีหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬา-สะพานตากสินฯ ค่าโดยสาร 16-44 บาท ส่วนต่อขยายหมอชิต-คูคต ค่าโดยสาร 15-45 บาท ปรับเพิ่มขึ้นสถานีละ 3 บาท ส่วนต่อขยายสะพานตากสิน-บางหว้า 15-33 บาท ปรับเพิ่มขึ้นสถานีละ 3 บาท ทั้งนี้ ประชาชนผู้ใช้บริการจะชำระอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 59 บาท

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งถึงกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกประกาศเลื่อนเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวในอัตราไม่เกิน 104 บาท ตลอดสาย ซึ่งเดิมจะเก็บตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.64 ออกไปก่อนว่า ดูแล้วเป็นเรื่องดีที่จะไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาระหนี้ให้ กทม.มากขึ้นหรือไม่ เพราะยังต้องจ้างเอกชนเดินรถ โดยที่ กทม.ไม่ได้มีรายได้จากค่าโดยสาร

อย่างไรก็ตาม มองว่าวิธีการที่ดีที่สุดควรจะใช้วิธีบริหารหนี้ตามแบบโมเดล รฟม. ที่กำหนดกรอบเวลาการใช้หนี้คืนที่ชัดเจน ไม่ใช่เหมือนกับ กทม. ที่อุ้มหนี้ไว้ทั้งที่มีเงินสดในมือกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิม กทม.เคยมีแผนจะทำแบบ รฟม. แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเลือกใช้วิธีนำหนี้งานก่อสร้างส่วนต่อขยายให้เอกชนรับไป

            ขณะที่รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งต่อว่า กระทรวงคมนาคมไม่มีนโยบายให้ รฟม.รับโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวคืนจาก กทม. เพราะตอนนี้เป็นของ กทม.แล้ว ไม่มีอำนาจเรียกคืนกลับมา ซึ่งเมื่อครั้งที่ กทม.จะรับโอนจาก รฟม.ไปนั้น ทาง กทม.ก็พูดชัดเจนว่ามีความพร้อม  แต่พอมาถึงเวลานี้กลับบอกว่าไม่มีเงิน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมยังยืนยันความเห็นเรื่องการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวระหว่าง กทม. กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ให้ 30 ปี หลังสัมปทานเดิมสิ้นสุดในปี 72 ใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ความครบถ้วนตามหลักการ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 2.ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท มีราคาสูงกว่าราคาโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 3.การใช้สินทรัพย์ของรัฐภายหลังรับโอนจากเอกชนเมื่อหมดสัญญาสัมปทานปี 72 และ 4.ประเด็นด้านกฎหมาย

            รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ขอข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการคำนวณอัตราค่าโดยสารไป 9 เรื่อง แต่ได้รับตอบกลับมาแค่ 2 เรื่อง นอกจากนี้ที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ทำหนังสือเชิญ  กทม.ให้มาประชุมหารือร่วมกันเรื่องการคำนวณค่าโดยสาร ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. ที่ให้กระทรวงคมนาคมและ กทม. บูรณาการเรื่องนี้ร่วมกัน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มาประชุมร่วมด้วย. 

กัลยา ยืนยง


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.