หักกมธ.ใช้เขตสส.เลือกสสร.


เพิ่มเพื่อน    

 ที่ประชุมร่วมรัฐสภาโหวตหัก กมธ. เปลี่ยนใช้เขตส.ส.เลือก ส.ส.ร.หวังคนในพื้นที่มีโอกาสเป็น ส.ส.ร. "อมรัตน์" เสนอห้ามแม่น้ำ 5 สายลงสมัคร ส.ส.ร. "กิตติศักดิ์" สวนกลับถ้าอย่างนั้นห้ามคนคิดล้มสถาบัน-หลบหลังม็อบลงสมัครด้วย "เพื่อไทย-ก้าวไกล" ชงแก้หมวด 1-2 ได้หากทำให้ดีขึ้น ขณะที่ ส.ว.ยืนกรานก่อนโหวตห้ามแตะหมวด 1-2

ที่รัฐสภา วันที่ 25 กุมภาพันธ์ มีการประชุมร่วมรัฐสภา    พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่...(พ.ศ....) วาระสอง ต่อเป็นวันที่สอง โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในวันนี้เป็นการพิจารณามาตรา 256/3 ว่าด้วยคุณสมบัติต้องห้ามสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)  
นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอเสนอห้ามไม่ให้แม่น้ำ 5 สายมาสมัครเป็น ส.ส.ร. เพราะเป็นผู้สมยอมรับประโยชน์จากคนล้มล้างรัฐธรรมนูญ และเคยกินข้าวหม้อเดียวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  
ทำให้นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว. )ประท้วงว่า ไหนบอกว่าเป็นประชาธิปไตย ทำไมถึงห้ามคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้สมัคร ส.ส.ร. ถ้าเช่นนั้นขอแถมท้าย ขอเสนอว่าห้ามคนที่คิดล้มล้างสถาบัน  นักโทษหนีคดี เช่น โกงจำนำข้าว และห้ามคนที่หลบหลังม็อบเพิ่มเติมลงสมัคร ส.ส.ร.ด้วย
จากนั้น นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ประท้วงขอให้นายกิตติศักดิ์ถอนคำพูด ซึ่งนายพรเพชรก็ได้วินิจฉัยและห้ามไม่ให้ประท้วงอีก เรื่องจึงยุติ
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ. 537 ต่อ 50 เสียง งดออกเสียง 17 เสียง เท่ากับไม่ห้ามคนจากแม่น้ำ 5 สายเป็น ส.ส.ร. แต่ยังคงห้ามพระภิกษุสงฆ์
ต่อมาที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณามาตรา 256/5 ว่าด้วยการให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ที่ กมธ.เสียงข้างมากกำหนดให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ส.ส.ร. และใช้เกณฑ์จำนวนราษฎรในพื้นที่เป็นตัวกำหนดจำนวน ส.ส.ร.ในแต่ละจังหวัด
ทั้งนี้ มี ส.ส.และ ส.ว.หลายคน อาทิ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายกล้านรงค์ จันทิก ส.ว. เห็นแย้งกับ กมธ.เสียงข้างมาก โดยเสนอให้ใช้วิธีแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเขตย่อยในจังหวัดเหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีโอกาสมาเป็น ส.ส.ร. เพราะการใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งไม่เกิดประโยชน์ที่จะได้ตัวแทนประชาชนที่เป็นคนในพื้นที่จริงๆ
ขณะที่ ส.ส.พรรคก้าวไกลหลายคน อาทิ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ส.ส.ร. เพื่อเปิดกว้างให้คนแต่ละอาชีพแต่ละสาขาเข้ามาเป็น ส.ส.ร. ได้คนดีมาร่างกติกาสูงสุดของประเทศ ให้แตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ได้แต่ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาเป็น  
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมลงมติไม่เห็นชอบกับ กมธ.เสียงข้างมาก แต่เห็นชอบให้ใช้รูปแบบตามที่ กมธ.เสียงข้างน้อยเสนอมาคือ ให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส.
ต่อมาได้เข้าสู่การพิจารณามาตรา 256/10 ที่ กมธ.เสียงข้างมากกำหนดให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.แทนตำแหน่งที่ว่างลง ภายใน 45 วัน เว้นแต่จะเหลือเวลาไม่ถึง 90 วัน ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องดำเนินการเลือกตั้ง ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามที่ กมธ.เสียงข้างมากเสนอมา
ส่วนมาตรา 256/13 ที่ กมธ.เสียงข้างมากให้ ส.ส.ร.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายใน 240 วัน และการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 จะกระทำมิได้  
โดย ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนอภิปรายให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถแตะต้องหมวด 1 และ 2 ได้ อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ขอเพิ่มเติมในมาตรา 256/13 ว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นห่วงหมวด 1 และ 2 ถ้าในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีสิ่งดีๆ ที่จะเติมเต็มเข้าไป เพื่อให้ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดีขึ้นนั้น จะทำมิได้  ถ้าไม่มีเขียนระบุไว้ ไม่ได้มีเจตนาแก้ไข แต้ต้องการเติมเต็มให้ดีขึ้น
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการห้าม ส.ส.ร.แก้หมวด 1 และ 2 ที่ผ่านมาเคยมีการแก้ไขปรับปรุงหมวด 1 และ 2 ให้เหมาะกับกาลสมัยที่เกิดขึ้น แสดงว่าการแก้ไขสามารถทำได้ แต่ที่ผ่านมาพูดราวกับว่า 2 หมวดนี้เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ ไม่มีประเพณีที่เคยทำมา แต่เพราะเหตุใดในการตั้ง ส.ส.ร.ถึงไม่ให้ ส.ส.ร.ทำตามที่คิดว่าเหมาะสมกับกาลสมัย จะไปบอกว่าหมวดนี้ห้ามแตะ ทำแบบนี้เป็นผลดีต่อสถาบันหรือไม่ ยิ่งห้ามยิ่งเป็นผลเสีย ยิ่งทำราวกับว่าพูดไม่ได้เลย ยิ่งไม่เป็นผลดี รัฐสภาถ้ามาจากประชาชนอย่างแท้จริง อย่าล็อกหรือบีบคอ ส.ส.ร.ให้เขาทำหน้าที่อย่างอิสระ คิดว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน
ขณะที่ ส.ว.หลายคน อาทิ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, พล.อ.ดนัย มีชูเวท และนายเสรี สุวรรณภานนท์ อภิปรายยืนยันห้าม ส.ส.ร.แตะต้องหมวด 1 และ 2 จำเป็นต้องปกป้องสถาบัน โดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว. อภิปรายว่า ถ้าไม่กำหนดห้ามแตะต้องหมวด 1 และ 2 เท่ากับตีเช็คเปล่าให้ ส.ส.ร.แก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากจะห้ามแตะต้องหมวด 1 และ 2 แล้ว เชื่อว่า ส.ว.ทุกคนยังอยากให้เติมว่า ห้าม ส.ส.ร.แตะต้องอีก 38 มาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจเข้าไปด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าพระราชอำนาจจะไม่ถูกแก้ไข เติมเข้าไปเสียหายตรงไหน อย่าตะแบง ตนไม่สบายใจในเรื่องนี้
ทั้งนี้ ส.ว.หลายคนพยายามอภิปรายกดดันให้ กมธ.เสียงข้างมากเพิ่มเติมข้อความ ห้าม ส.ส.ร.แตะต้อง 38 มาตราที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจเข้าไปอยู่ในวรรค 5 ของมาตรา 256/13 ก่อนที่จะมีการลงมติโหวต ทำให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภาที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม สั่งพักประชุม 15 นาที เพื่อให้ กมธ.เสียงข้างมากไปตกลงกันจะทำตามข้อเสนอของ ส.ว.หรือไม่
ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่ประชุมกลับมาเปิดประชุมอีกครั้ง กมธ.ยืนยันไม่เติมข้อความตามที่ ส.ว.เสนอ ก่อนลงมติเห็นชอบมาตรา 256/13 ตามที่ กมธ.เสียงข้างมากแก้ไข ด้วยคะแนน 349 ต่อ 200 งดออกเสียง 58 ไม่ลงคะแนน 2 เสียง เท่ากับห้ามแก้ไขหมวด 1หมวด 2 เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์.

 


สงกรานต์ปีนี้ เงียบเสียง "รื่นเริงสงกรานต์"! ถูกคำว่า "โควิด" กลบหมด คนโน้นเป็น-คนนี้เป็น ทำเอาผมพลอยเป็นไปด้วย เป็นโควิดหรือเป็นโรคจิตหลอน ก็พอๆ กัน

"สัตว์เศรษฐกิจ" ตัวใหม่
ฤๅ "ฟ้าใส" จะล่มรัฐบาล?
'ศิษย์-อาจารย์' ในวันจักรี
ประยุทธ์-ปรีดีใน 'ดี-เลว'
'จูราสสิก ปาร์ก' ภาค OctDem
เมื่อ"สัส"วิวัฒนาไขว่ห้าง