คุกต่อศาลไม่ให้ประกัน3นิ้ว


เพิ่มเพื่อน    

 ศาลไม่ให้ประกันตัว 4 แกนนำม็อบ 3 นิ้ว นอนคุกต่อ  คำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม "รุ่ง" พลิกวิกฤติม็อบขาลง ยินดีต้อนรับสลิ่มกลับใจ "ราเมศ" ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเชือด ส.ส.ก้าวไกลหมิ่นศาล "วิโรจน์" อ้างปวงชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามและแสดงความห่วงใยในการธำรงไว้ซึ่งระบบนิติรัฐ

    วันที่ 27 ก.พ.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2564 นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทีมทนายความแกนนำกลุ่มราษฎร ยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวนายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม 4 แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการประกันตัว หลังถูกยื่นฟ้องคดีชุมนุม 19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร ในความผิดตาม ป.อาญา ม.112 ม.116 และข้อหาอื่น ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ประกันตัวแกนนำ กปปส.จำนวน 8 คน ทำให้ทีมทนายยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ กับพวก ไปยังศาลอุทธรณ์ เทียบเคียงในแต่ละประเด็นตามเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัวคดีแกนนำ กปปส.นั้น
    ปรากฏคำสั่งศาลอุทธรณ์ระบุว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1-4 ในระหว่างพิจารณามาแล้ว อีกทั้งเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1-4 ในระหว่างพิจารณา คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
    นายประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการที่สนับสนุนการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" หรือม็อบ 3 นิ้ว โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ภายหลังศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัวทั้ง 4 คนว่า ล่าสุดเช้านี้ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัว 4 แกนนำราษฎรอีกครั้ง คงดีถ้าพวกเขาได้รับอิสรภาพ และครอบครัวมีโอกาสพบหน้าพวกเขาอีกครั้ง เหมือนที่แกนนำ กปปส.ได้รับสิทธิและโอกาสนั้นจากศาล  #ประกันเท่าเทียม
    ขณะที่ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง โฆษกกลุ่มราษฎร ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “panusaya sithijirawattanakul” โดยระบุว่า “คนหลายคนเคยเป็นสลิ่ม แต่เมื่อตอนนี้ตาสว่างแล้ว และรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำลงไป เขาก็ควรได้รับโอกาสและการต้อนรับ ไม่ควรกีดกันใครออกจากขบวน
    เพราะสิ่งที่เราต้องข้ามผ่านมันใหญ่กว่านั้น อดีตแก้ไขไม่ได้ แต่อยากให้พวกเราโอบรับกันด้วยความเข้าใจและเห็นใจกัน เดินไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกันจนถึงเส้นชัยค่ะ”
    นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่มี ส.ส.บิดเบือนข้อเท็จจริงในสื่อโซเชียล โดยอาศัยกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้ให้ประกันตัวชั่วคราวกับอดีตแกนนำ กปปส.ทั้ง 8 คน แล้วนำไปเทียบเคียงกับกรณีของแกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มเยาวชน 4 คนที่ยังไม่มีการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยการใส่ร้ายโจมตีอำนาจตุลาการ โจมตีศาลยุติธรรม โดยกล่าวหาว่าศาลมีสองมาตรฐาน ศาลมีระบบตั๋ว เหมือนกับมีใบสั่งเพื่อให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวนั้นว่า สาเหตุของการที่ตนต้องพูดเรื่องนี้ เพราะแม้เรื่องนี้อาจจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมในการตรวจตราดูเรื่องดังกล่าว แต่ตนคิดว่าในบางเรื่องสำนักงานศาลฯ ก็ไม่สามารถกล่าวเพื่อให้บุคคลที่กระทำความผิดนี้ให้รู้สำนึกได้ ดังนั้นตนจึงได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อให้พิเคราะห์พิจารณาถึงการกระทำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายนี้ ว่ามีความผิดตามมาตรา 198 หรือไม่
หยุดพฤติกรรมที่ใส่ร้าย
         "นี่คือกระบวนการกล่าวหาใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความเสียหาย ทำลายความน่าเชื่อถือ ผมจะไม่บอกชื่อว่า ส.ส.คนนี้เป็นใคร แต่ผมอยากบอกข้อเท็จจริงว่ากรณีการให้ประกันตัว หรือไม่ให้ประกันตัวนั้น ตุลาการดูจากข้อเท็จจริงในสำนวน พฤติการณ์แห่งคดี ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน"
        นายราเมศกล่าวว่า เรื่องของแกนนำ กปปส.ทั้ง 8 คนที่มีการยื่นประกันตัวนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้มีการประกันตัว แต่ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์จะได้พิเคราะห์ว่ามีพฤติกรรมที่จะหลบหนีหรือไม่ มีหลักทรัพย์ในการยื่นประกันมากพอตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ หากปล่อยไปแล้วจะไปกระทำความผิดอีกหรือไม่ หากปล่อยไปแล้วจะมีความยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่ ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วจึงมีดุลยพินิจให้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่หากนำเรื่องนี้ไปเทียบเคียงกับแกนนำ 4 คนของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีการกล่าวอ้างนั้น ก็พบว่าศาลได้พิจารณาปล่อยตัวไปแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อศาลได้อนุญาตแล้ว หากมีการไปประพฤติหรือไปกระทำความผิดในลักษณะเดิมซ้ำอีก ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสำนวนคดีที่ศาลจะนำไปสู่การใช้ดุลพินิจของศาล
        "ผมอยากเตือนด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็แล้วแต่ที่ออกมาโจมตี ใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรม มีการกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากความเป็นจริง ท่านไม่รู้ในสำนวน ท่านไม่ทราบหรอก การที่บอกว่ามีระบบตั๋ว เกิดความลักลั่นนี้ มาตรา 198 ประมวลกฎหมายอาญาระบุไว้ชัดว่า ผู้ใดหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษา ดังนั้นจึงเข้าข่ายลักษณะดูหมิ่นศาลแน่นอน ผมขอเตือนให้หยุดพฤติกรรมที่ใส่ร้าย ให้ร้ายโจมตีกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ผมได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อให้พิเคราะห์พิจารณาถึงการกระทำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายนี้ ว่ามีความผิดตามมาตรา 198 หรือไม่ หากเห็นว่ามีความผิดก็จะต้องดำเนินคดีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และไม่ให้เกิดเป็นกระบวนการทำลายกระบวนการยุติธรรมต่อไป" นายราเมศ กล่าว
    นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ปวงชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามและแสดงความห่วงใย ในการธำรงไว้ซึ่งระบบนิติรัฐ ถ้าประชาชนไม่สามารถตั้งคำถามอะไรไม่ได้เลย แล้วประชาชนจะมีส่วนร่วมในการธำรงไว้ซึ่งระบบนิติรัฐได้อย่างไร การหมิ่นต้องมีภาษาที่ดูหมิ่นต่อคำวินิจฉัยของศาลในเชิงดูถูกเหยียดหยาม หรือไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล แต่ประโยคที่ตนใช้ไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงใด ที่เป็นการดูหมิ่นศาล หรือไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล ไม่มีคำพูดใดที่ขู่เข็ญศาลว่าหากศาลมีคำวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับใจของตน แล้วตนจะไปคุกคามศาล
    นายวิโรจน์ยืนยันสิ่งที่โพสต์ว่า ไม่มีถ้อยคำใดที่ชักชวนให้คนอื่นไม่ยอมรับ หรือออกมาต่อต้านคัดค้านคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้ การอ้างอิงคำพิพากษาของศาล ในกรณีหนึ่งไปเทียบเคียงกับอีกกรณีหนึ่งที่คล้ายคลึงกันก็เป็นเรื่องปกติ เหมือนกับการอ้างฎีกา และขอตั้งคำถามกลับว่า อันที่จริงสังคมควรจะต้องให้ความสนใจกับกรณีที่มีบางคนข่มขู่คุกคามศาล หากศาลไม่ทำหน้าที่ตามใจของตนมากกว่า ซึ่งในกรณีนั้นน่าจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลอย่างชัดเจน และขอให้คนที่มีอคติ ที่จ้องจับผิด คิดในเชิงลบ ตั้งสติกลับมา และลดอคติลง แล้วจะเข้าใจว่าการธำรงไว้ซึ่งนิติรัฐเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคน
     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำและแนวร่วมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ก่อการร้าย, ยุยงให้หยุดงานฯ, กระทำให้ปรากฏด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใดฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ, บุกรุกในเวลากลางคืนฯ และร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้งฯนั้น
ผู้ต้องหาแบ่งออกเป็น 3 ชุด
    คดีนี้ อัยการฝ่ายคดีพิเศษได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาแบ่งออกเป็น 3 ชุด โดยในชุดแรกประกอบด้วย 1.สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม 2.นายสกลธี ภัททิยกุล 3.นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ 4.นายเสรี วงษ์มณฑา โดยศาลอาญาได้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2562
    จำเลยชุดที่ 2 จำนวน 39 คน ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาเมื่อ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำคุก 5 ปี 2.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยกฟ้อง 3.นายชุมพล จุลใส จำคุก 9 ปี 24 เดือน 4. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จำคุก 7 ปี 5.นายอิสสระ สมชัย จำคุก 7 ปี 16 เดือน
    6.นายวิทยา แก้วภราดัย จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 7.นายถาวร เสนเนียม จำคุก 5 ปี 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จำคุก 6 ปี 16 เดือน 9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี
    11.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ (เสียชีวิต) 12.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 13.นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ ยกฟ้อง 14.นายถนอม อ่อนเกตุพล จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 15.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข จำคุก 3 ปี
    16.นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ จำคุก 4 ปี 8 เดือน 17.นายสาธิต เซกัล จำคุก 2 ปี ปรับ 26,666 บาท รอลงอาญา 2 ปี 18.น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ยกฟ้อง 19.พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 20. พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี
    21.นายแก้วสรร อติโพธิ ยกฟ้อง 22.นายไพบูลย์ นิติตะวัน ยกฟ้อง 23.นายถวิล เปลี่ยนศรี ยกฟ้อง 24.เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ จำคุก 4 ปี 16 เดือน 25.นายมั่นแม่น กะการดี จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 26.นายคมสัน ทองศิริ จำคุก 2 ปี  
    27.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ยกฟ้อง  28.นายพิภพ ธงไชย ยกฟ้อง 29.นายสาวิทย์ แก้วหวาน จำคุก 2 ปี 30.นายสุริยะใส กตะศิลา จำคุก 2 ปี 31.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ยกฟ้อง 32.พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สุปิยะพาณิชย์ ยกฟ้อง 33.นายสำราญ รอดเพชร จำคุก 2 ปี 16 เดือน 34.นายอมร อมรรัตนานนท์ จำคุก 20 เดือน
    35.นายพิเชษฐ พัฒนโชติ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี 36.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ ยกฟ้อง 37.นายกิตติชัย ใสสะอาด จำคุก 4 เดือน ปรับ 6,666 บาท รอลงอาญา 2 ปี 38. นางทยา ทีปสุวรรณ จำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 26,666 บาท รอลงอาญา 2 ปี 39.นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ยกฟ้อง
    ทั้งนี้ จำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุกตามฐานความผิด ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ, ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้ใดผู้หนึ่งมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก
    ฐานร่วมกันบุกรุกสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นในเวลากลางคืน และฐานทำให้เสียทรัพย์, ฐานร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น, ฐานร่วมกันกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้,ฐานร่วมกันยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล
    ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ก่อการร้าย ศาลยกฟ้อง
    ขณะที่จำเลยชุดที่ 3 ที่อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว จำนวน 7 คน อยู่ระหว่างการสืบพยาน ประกอบด้วย 1.นายนัสเซอร์ ยีหมะ 2.นายอุทัย ยอดมณี 3.นายนิติธร ล้ำเหลือ 4.น.ส.จิตรภัสร์ กฤดากร 5.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว 6.นายประกอบกิจ อินทร์ทอง 7.นายกิตติศักดิ์ ปรกติ.

 


สนุกเขาละ "กทม.กับสาธารณสุข" จับชาวบ้านที่ "รอเงก" เป็นเดิมพัน แล้ว "ยักเงี่ยงใส่กัน" ด้วยปัญหาวัคซีน "ขาดตอน"!

ยอมให้ด่า "เพื่ออนาคต"
๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"
มิติ"ปัจจุบัน-อนาคต"