ลุ้นพิพากษาปมแก้รธน.


เพิ่มเพื่อน    

  ลุ้น! ศาล รธน.ไฟเขียวหรือล้มกระดานแก้รัฐธรรมนูญตั้ง ส.ส.ร. ออกเอกสารข่าวแจกสื่อไม่นั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ฝ่ายค้านตั้งวอร์รูมติดตาม รับทางเดินเริ่มแคบ ไม่ฟันธงผลเป็นลบปรับแผนสองขอแก้รายมาตรา

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลนัดวินิจฉัยกรณีที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในวันที่ 11 มี.ค.ว่า คงดูยากว่าผลคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร ข้อกังวลบางฝ่ายที่กลัวว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นคงไม่ใช่ เพราะเรายืนยันแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเว้นหมวด 1 และ 2 ความคิดเห็นส่วนตัวไม่ค่อยสบายใจนักและน่ากังวล ที่ศาลรัฐธรรมนูญขอฟังความเห็นจากบุคคลที่มีแนวคิดที่ไม่ค่อยอยากให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ แม้พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอให้ฟังความเห็นบุคคลอื่นๆ อย่างรอบด้าน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง
    ส่วนความคิดเห็นของ ส.ว.บางคน ที่กังวลจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราอื่นอีก 38 มาตรา ทำให้กระทบเรื่องพระราชอำนาจนั้น ข้อคิดเห็นนี้สภาได้เคยลงมติไปแล้ว แม้ฝั่งเขาจะมีเสียงมากกว่า กลับโหวตแพ้ ดังนั้นข้อคิดเห็นนี้จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอ ฟังไม่ขึ้น
    เมื่อถามว่า หากผลคำวินิจฉัยออกมาทางลบจริงๆ เพื่อไทยเตรียมแนวทางที่จะไปแก้ไขเป็นรายมาตราหรือไม่ ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะสู้ต่อ แต่จะสู้อย่างไรคงต้องนำไปปรึกษากับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ภาคประชาชนว่าจะเอาอย่างไร ในเมื่อทางที่เราจะเดินนั้นแคบลง ส่วนจะแก้รายมาตราหรือไม่นั้น คงต้องไปดูกันอีกครั้งหนึ่ง หากสมมุติเราอยากจะแก้ไขมาตรานี้ แต่เขาไม่ยอมให้แก้ไข คงแก้ไขไม่ได้อยู่ดี                 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 11 มี.ค. เวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทยมีการประชุมหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดท่าทีและการดำเนินการหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาสามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้หรือไม่  
    ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ทำความเห็นไปในนามฝ่ายค้านทั้งหมด 7 ข้อ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังข้อมูลได้รอบด้าน ต่อไปคงต้องรอติดตามผลการวินิจฉัย แต่ยังมั่นใจว่าอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่ทั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านเราได้ตั้งวอร์รูมเวลา 14.00 น. ของวันที่ 11 มี.ค. เพื่อติดตามคำวินิจฉัยของศาล
         เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมีการพูดคุยเรื่องแผนสำรองหรือไม่ หากตั้ง ส.ส.ร.ไม่ได้ นายประเสริฐกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ ต้องรอดูทิศทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2564 เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาคำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1) นั้น ซึ่งการพิจารณาคำร้องดังกล่าวจะไม่มีการออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย เป็นเพียงการประชุมภายในเท่านั้น และหลังจากได้ผลการพิจารณาแล้ว ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะส่งรายละเอียดของการพิจารณาและมติเป็นเอกสารข่าว (press release) ให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบ
    ทั้งนี้ ไม่ได้มีการจัดเตรียมสถานที่เหมือนวันที่องค์คณะตุลาการจะออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย และโดยรอบอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการติดตั้งแผงรั้วเหล็ก หรือเตรียมกำลังเสริมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพิเศษแต่อย่างใด มีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามปกติเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่มีรายงานว่าจะมีกลุ่มการเมืองใดๆ มาเคลื่อนไหว ในบริเวณศาลรัฐธรรมนูญด้วย
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ รัฐสภาได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ในวาระแรกและวาระสอง พิจารณาเรียงรายมาตรามาแล้ว และกำลังจะมีการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.... ในวาระสาม ในสัปดาห์หน้าคือวันที่ 17-18 มี.ค. ดังนั้น ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อการประชุมร่วมรัฐสภาสัปดาห์หน้าทันที
    อย่างไรก็ตาม พบว่าในช่วงที่ผ่านมา มีนักกฎหมายมหาชน รวมถึงนักการเมือง นักวิชาการ วิเคราะห์ทิศทางผลคำวินิจฉัยคดีนี้ออกมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีคำวินิจฉัยออกมาสองแนวทางหลักๆ ดังนี้ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวให้รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยวินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจในการดำเนินการได้ ไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งจะทำให้ประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงมติเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ในวาระสามเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
    2.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่มีอำนาจในการดำเนินการได้ เพราะมาตรา 256 ไม่เปิดช่องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแต่อย่างใด เพราะทำได้เพียงแค่การแก้ไขรายมาตราเท่านั้น หรือที่แวดวงการเมืองเรียกกันว่า “ล้มกระดานแก้รัฐธรรมนูญ” ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ศาลอาจมีความเห็นประกอบเพิ่มเติมเข้ามาด้วยว่า เมื่อประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการทำประชามติ ดังนั้นหากจะแก้มาตรา 256 เพื่อเป็นประตูสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่.