ปชช.สถาปนารธน. ศาลชี้ต้องทำประชามติ2รอบ/โหวตวาระ3วุ่นแน่


เพิ่มเพื่อน    

  มติศาลรัฐธรรมนูญไม่สะเด็ดน้ำ ออกเอกสารข่าว 7 บรรทัด บอกรัฐสภามีอำนาจทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องถามประชามติจากประชาชนก่อน และเมื่อฉบับใหม่เสร็จก็ถามอีกรอบ “ชวน” รับมึน! รอศึกษาแบบละเอียด ฝ่ายกฎหมายสภาเจอเดดล็อกหากผ่านวาระ 3 ต้องตรา พ.ร.ฎ.เลือก ส.ส.ร. 30 วันผิดเงื่อนไขศาล รธน. “ไพบูลย์” ยัน 17 มี.ค.เถียงหนักแน่เอาอย่างไร ลั่นโหวตวาระ 3 ไม่ได้ ส่วน “ชูศักดิ์” เชื่อทำได้ สุทินโยน “ประธานชวน” ชี้ขาด รับอาจต้องกลับศาลอีกรอบ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ข่าวที่ 7/2564 ถึงผลการประชุมศาลรัฐธรรมนูญที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรการ 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1)  
โดยในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ 9 ก.พ.2564 นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกรัฐสภา เสนอให้รัฐสภาพิจารณามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งผลการลงมติที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมากเห็นด้วยให้ส่งศาลพิจารณาวินิจฉัย
ทั้งนี้ ผลการประชุมพิจารณา เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ไม่มีผู้ถูกร้อง จึงไม่มีการออกนั่งอ่านคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 76 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน โดยศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงมติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง
    สำหรับคดีที่ 2 เป็นกรณีนายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยกล่าวอ้างการที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และคณะ เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม และนายวิรัช รัตนเศรษฐ และคณะเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม และที่ประชุมรัฐสภาลงมติรับหลักการ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 49 มาตรา 255 มาตรา 256 ประกอบมาตรา 5 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกรณีที่ 3 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 โดยกล่าวอ้างว่าการที่สมาชิกรัฐสภา 576 คน ลงมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามญัตติที่ 1 และสมาชิกรัฐสภา 647 คน ลงมติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามญัตติที่ 2 เป็นการกระทำที่เป็นสิทธิการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และขอให้คำสั่งให้ประธานรัฐสภาสั่งระงับหรืองดเว้นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาหรือลงมติในวาระที่สองและวาระที่สาม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอ และยังห่างไกลเกินเหตุที่จะเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว คำขออื่นย่อมตกไป
     นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าดี ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล และเคารพคำสั่งศาล ทุกอย่างจึงจะได้เดินหน้าไปได้
    เมื่อถามว่า การทำประชามติจะยื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ อย่าไปคิดอะไรมาก ถ้ายื้อเวลาคงไม่บรรจุแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่นี้ทำทุกอย่างแล้ว สภาก็ทำหน้าที่ทุกอย่าง เมื่อศาลมีคำสั่งออกมาแบบนี้แล้วไปบอกว่ายื้อเวลา ก็คงไม่ใช่ อย่างนี้หาเรื่องแล้ว
สภามึนเจอเดดล็อก
    ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศาลส่งคำวินิจฉัยมาให้เพียง 4-5 บรรทัด ซึ่งขณะนี้ความเห็นยังไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่นัก ยังคงตีความกันอยู่ ดังนั้นจึงต้องรอรายละเอียดคำวินิจฉัยก่อน
เมื่อถามว่าจะสามารถโหวตแก้รัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต่อได้หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า ได้สั่งบรรจุระเบียบวาระก่อนที่ศาลมีคำวินิจฉัยออกมา  
ทั้งนี้ นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/ร 15  ถึง ส.ส.และ ส.ว. เรื่องการนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่าด้วยมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2564 ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2564 ประธานรัฐสภาจึงได้มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) ในวันที่ 17 มี.ค. และครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) ในวันที่ 18 มี.ค. เวลา 09.30 น. โดยในระเบียบวาระมีเรื่องด่วนคือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช.... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) (เป็นการพิจารณาเพื่อลงมติในวาระที่สาม) นอกจากนี้ ยังมีระเบียบวาระการประชุมคือ 1.ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ... 2.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... และ 3.ร่างพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งทั้ง 3 ร่างคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว  
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายกฎหมาย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมด่วนเพื่อหารือถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในเวลา 17.00 น. มีการถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียด โดยฝ่ายกฎหมายเห็นว่าการประชุมลงมติร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะขั้นตอนการทำประชามติจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 เพื่อเตรียมเลือก ส.ส.ร. แต่ปรากฏว่ามีปัญหาสำคัญอยู่ที่มาตรา 5 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่เพิ่งผ่านวาระ 2 ไป ระบุว่า "ในวาระเริ่มแรกให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการรับสมัครการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ภายใน 30 วัน นับจากที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ" หมายความว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 และมีผลบังคับใช้ จะต้องตราพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ใน 30 วัน โดยที่ยังไม่มีการสอบถามประชามติจากประชาชนจะยินยอมให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากมีการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จะผิดเงื่อนไขของศาลรัฐธรรมนูญทันที หรือหากจะจัดให้ทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชน ก็จะมีเวลาแค่ 30 วัน ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ฝ่ายกฎหมายยังไม่สามารถหาทางออกได้
    ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะผู้ยื่นคำร้อง กล่าวว่า ยังงงในคำวินิจฉัย และเชื่อว่าในการประชุมในวันที่ 17 มี.ค.นี้ ที่ประชุมจะถกเถียงว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในความเห็นส่วนตัว เชื่อว่ารัฐสภาไม่สามารถลงมติได้ ดีไม่ดีอาจจะโหวตตกก่อน
    ต่อมานายไพบูลย์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า พอใจในคำวินิจฉัยศาลที่ยืนยันในอำนาจของรัฐสภาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ใช่ยกอำนาจให้องค์กรใดดำเนินการ เช่น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ในการลงมติวาระ 3 นั้น เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐสภาได้ทำเกินไปกว่าที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ
    เมื่อถามย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นถือว่าโมฆะใช่หรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า ใช่ เพราะต้องไปถามประชาชนก่อน และถามได้เพียงว่าประสงค์จะให้แก้ทั้งฉบับหรือไม่ โดยไม่สามารถนำเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พ้นวาระสองไปถามพ่วงได้
เสียงแตกโหวตวาระ 3
    นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา และโฆษก กมธ.ร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และเป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไข รธน.มาตรา 256 กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาล รธน.ได้ตอบกลับมาแล้วว่า หากจะมีการแก้ไข รธน.โดยรัฐสภา ต้องไปทำประชามติถามประชาชนก่อนว่าจะให้ รธน.ฉบับใหม่หรือไม่ รัฐสภาจะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขคือต้องผ่านการทำประชามติก่อน หากผลประชามติออกมาว่าประชาชนเห็นด้วย รัฐสภาถึงค่อยนำผลประชามติมาพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อผลเป็นเช่นนี้ ร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 ที่ผ่านวาระแรกและวาระสองมาแล้วมันไม่ผ่านการทำประชามติมาก่อน ดังนั้นรัฐสภาไม่สามารถไปแก้ไขได้ ดังนั้นญัตติแก้ไข รธน.ตามร่างที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาวาระหนึ่งและสองมา ที่ค้างอยู่จะโหวตวาระสามจึงต้องตกไป
       ส่วนนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค กล่าวว่า ที่รัฐสภาดำเนินการอยู่ในปัจจุบันคือการทำประชามติก่อนตามความหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา คือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านวาระ 3 ก็ยังไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ต้องให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อนว่าจะเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อประชาชนเห็นชอบ ก็นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หลังจากนั้นก็ต้องเลือก ส.ส.ร.ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แล้ว ส.ส.ร.ก็ไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ก็ไปทำประชามติอีกครั้ง ถ้าประชาชนเห็นชอบ ก็เข้าสู่กระบวนการประกาศใช้
“ที่ทำอยู่สอดคล้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากนี้ก็ต้องเดินหน้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ต่อไป และเชื่อว่ากระบวนการจะไม่ล่าช้ากว่าเดิม” นายชูศักดิ์ระบุ
         นายชูศักดิ์กล่าวว่า ส่วนที่มีผู้ไปตีความคำวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติก่อน มีความหมายว่าก่อนดำเนินการใดๆ ต้องถามประชาชนเสียก่อนว่าต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น  เข้าใจว่าถ้าไปตีความเช่นนั้น จะเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลอย่างมาก เพราะจะถามประชาชนได้เพียงว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยประชาชนไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมาอย่างไร จะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร จึงเห็นว่าสิ่งที่รัฐสภากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือการสอบถามประชาชนว่าเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง เนื่องจากเมื่อผ่านวาระ 3 เราก็ต้องทำประชามติตามที่ได้กล่าวมา
        นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า คำวินิจฉัยที่ออกมาทำให้ประชาชนตีความไปคนละทิศละทาง บ้างก็บอกว่าวันที่ 17 มี.ค. ไม่สามารถโหวตวาระ 3 ต่อไปได้ บ้างก็บอกว่าเดินหน้าต่อไปได้ แต่ส่วนตัวมีความเห็นว่าคำวินิจฉัยที่ศาลบอกว่าการยกร่างทั้งฉบับต้องไปถามประชาชน โดยทำประชามติ 2 ครั้งนั้น หมายถึงฉบับที่ ส.ส.ร.จะยกร่างขึ้น แต่ฉบับที่คาสภาอยู่นี้ เป็นการแก้เพียงมาตราเดียวคือมาตรา 256 ไม่ใช่ยกร่างทั้งฉบับ ดังนั้นจึงคิดว่าเดินหน้าโหวตวาระ 3 ได้ตามปกติ
“เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ คงต้องรอให้ประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัยแนวทางดำเนินการตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา แต่ถ้ามีคนไม่เชื่อคำวินิจฉัยประธานรัฐสภา เรื่องนี้อาจต้องวกไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง” นายสุทินกล่าว
ชงประชามติใน 90 วัน
ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกลุ่มสร้างไทย ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ขอเสนอให้รัฐสภาและรัฐบาลได้ดำเนินการ ดังนี้ 1.รัฐสภาควรเลื่อนการลงมติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ออกไปก่อน เพื่อรอการทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาล 2.ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังพิจารณาในรัฐสภาเป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาล นายกฯ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีควรเร่งปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติตามนัยแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ที่ยังมีผลบังคับใช้ 3.รัฐบาลควรเร่งดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยโดยเร็ว ซึ่งสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในไม่เกิน 90 วัน ตามกฎหมายประชามติที่ยังมีผลบังคับใช้
    ขณะที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะ กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเสร็จแล้ว และนายชวนได้บรรจุระเบียบวาระเเล้วจะพิจารณาวาระที่ 2-3 และถ้ารัฐสภาเห็นชอบ เราจะมี พ.ร.บ.ประชามติไว้รองรับการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นตามคำวินิจฉัยของศาลทันเวลา
“รู้สึกเสียดายหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติมากกว่า 1 ครั้ง เพราะเเนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และการทำประชามติมากกว่า 1 รอบ จะทำให้เวลาในกระบวนการแก้ไขยืดเยื้อออกไปอีก รวมถึงใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ” นายอิสระระบุ
    ส่วนนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์" ที่เคยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่ถูกรัฐสภาโหวตคว่ำในวาระแรก กล่าวว่า จากเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญ มองว่ารัฐสภาสามารถเดินหน้าโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ารัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แต่ต้องทำประชามติ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) ก็เขียนไว้อยู่แล้วหลังรัฐสภาให้ความเห็นชอบวาระ 3 ก็ต้องส่งไปทำประชามติ ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูการประชุมร่วมรัฐสภาสัปดาห์หน้า 17-18 มี.ค." ว่าสมาชิกรัฐสภาจะมีท่าทีอย่างไรในการโหวตวาระ 3
         "หากมีการคว่ำในวาระ 3 โดยรัฐสภา ที่อาจคว่ำโดย ส.ว. ก็แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในปัจจุบันปิดประตูตายทั้ง 3 ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ผมไม่รู้คนจะโกรธหรือไม่ แต่คนคงรู้สึกสิ้นหวัง แล้วพอคนสิ้นหวัง ก็อาจทำให้เขาทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ ถ้าแบบดีหน่อย คนไม่เคยลงถนนก็จะลงถนน และหากแย่หน่อย คนที่เคยลงถนนอยู่แล้วเขาอาจจะโกรธมากขึ้น แล้วทำอะไรมากกว่านั้น" นายยิ่งชีพระบุ.

 

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.