ชงรัฐบาลตั้งคณะผู้พิพากษาพิเศษ พิจารณาคดีการเมือง 'พันธมิตรฯ-กปปส.'


เพิ่มเพื่อน    

แฟ้มภาพ

13 มี.ค.64 - รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา แสดงความคิดต่อคดีของกลุ่มกปปส. และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีรายละเอียดดังนี้

“เจตนา” เป็นเครื่องกำหนด “กรรม” - สมควรหรือ “เจตนาต่อต้านคอรัปชั่นของ พธม.และกปปส.จึงถูกตัดสินว่าผิด???

ผมไม่ใคร่สบายใจนักที่เห็นแกนนำ พธม.และกปปส.ถูกฟ้องร้องคนละหลายสิบคดี และบางคดีของแกนนำพธม.ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว

ประเด็นและใจกลางการเคลื่อนไหวของพธม.และกปปส.เหมือนกันคือเป็นการต่อต้านการคอรัปชั่น การมีผลประโยชน์ทับซ้อนและการบริหารประเทศที่ขาดความโปร่งใสของรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์

ทำไมจึงเกิดปรากฎการณ์พธม.และกปปส.ขึ้น?

ผมยังจำได้ดีว่าภายใต้วาทกรรมที่เรียกว่า”ระบอบทักษิณ”นั้นทักษิณมีอำนาจและอิทธิพลเหนือองค์กรอิสระ  ตามรัฐธรรมนูญเช่นศาลรัฐธรรมนูญ ปปช.และกกต. มิใยต้องพูดถึงกระทรวงและรัฐวิสาหกิจทุกแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานตำรวจ ดี

เอสไอ ปปง.และอัยการ มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าคุณทักษิณควบคุมสังคมไทยไว้ด้วยการสร้างรัฐตำรวจขึ้น

คุณทักษิณโกงการเลือกตั้งโดยมีกกต.ให้ความร่วมมือ ซึ่งต่อมากรรมการกกต.ชุดนั้นถูกศาลตัดสินให้จำคุกด้วยข้อหาทุจริต นอกจากนี้คุณทักษิณยังใช้ปปง.อายัดทรัพย์สินของผู้ที่เห็นแตกต่างทางการเมืองและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของคุณทักษิณอีกด้วย

คุณทักษิณใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงค่าสัมปทานของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทชินคอร์ป นำรายได้จากสลาก2 ตัวและ3ตัวไปใช้อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หาประโยชน์จากโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการประมูลโทรศัพท์ 5.6 แสนหมายเลข โครงการแปรรูปปตท. โครงการสร้างสนามบินหนองงูเห่าและการประมูลซื้อที่ดินรัชดา เป็นต้น ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินให้ยึดทรัพย์ของคุณทักษิณที่ได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของรัฐจำนวน 46,373 ล้านบาท นอกจากนี้คุณทักษิณยังถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทุจริตและหลบหนีออกจากประเทศไป

เช่นเดียวกับครม.ชุดยิ่งลักษณ์ที่ออกมติต่างๆที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เช่นพรก.เงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และพรบ.เงินกู้ 2 ล้านๆบาทเพื่อจัดทำโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดในท้ายที่สุดแล้วถูกศาลวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน

รวมทั้งนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกยังสร้างภาระหนี้สินให้แก่ประเทศเป็นเงินราว 7-8 แสนล้านบาท ปัญหาการคอรัปชั่นในการบริหารราชการแผ่นดิน(administrative corruption)ที่เป็นไปอย่างกว้างขวางอาทิเช่นเอาญาติมาเป็นผบ.ตร. และการย้ายเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติและเอาพวกพ้องมาทำหน้าที่แทน ซึ่งในที่สุดสุดแล้ว ศาลปกครองสูงสุดตัดสินได้วินิจฉัยว่าการใช้ดุลพินิจของยิ่งลักษณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้คืนตำแหน่งแก่คุณถวิล เปลี่ยนสี หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จึงมีผลให้คุณยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีจำนวน 10 คนที่เข้าร่วมการประชุม ครม.ในวันดังกล่าวต้องพ้นจากตำแหน่งไป 

รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ยังได้สร้างวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น โดยพยายามจะนำเงินฝากจากธนาคารออมสินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งสร้างความโกรธเคืองให้กับผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารออมสินทั่วประเทศ โดยมีการแห่กันออกไปถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากเป็นจำนวนเงินสูงถึง 121,700 ล้านบาทในระหว่างวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2557

แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนหมดความอดทนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือการออก”พรบ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย” ที่ทำให้สส.จำนวนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากการเป็นสส.และการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ การ    ชุมนุมค่อยๆพัฒนาและเติบโตขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นขบวนการกปปส. มีการประมาณการว่าในวันที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงสุดอาจสูงถึง 5-7 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ร่วมชุมนุมของพธม.ที่อยู่ในราว 3 แสนคน

ผู้เข้าร่วมการชุมนุมของกปปส.ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่มีระดับการศึกษาดี อยู่ในวัยทำงาน เป็นเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบอาชีพส่วนตัวค่อนข้างมาก คนเหล่านี้ต้องการเห็นการปฏิรูปด้านสังคมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และการปฏิรูปการเมืองเพื่อล้มล้าง “ระบอบทักษิณ” ที่พวกเขาเห็นว่าเต็มไปด้วยการทุจริตในทุกๆด้าน จนประเทศไทยมีภาพลักษณ์เรื่องเงินใต้โต๊ะที่จ่ายให้แก่นักการเมืองและข้าราชการสูงถึงร้อยละ 30-40 ของมูลค่าโครงการภาครัฐ พวกเขาเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความสำนึกรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ มีความกล้าหาญและเสียสละสูง โดยยอมเสียสละทั้งเวลาที่เข้าร่วมการชุมนุม ต้องทนตากแดด ตากฝน กินและนอนบนถนนเป็นระยะเวลายาวนานกว่าครึ่งปี

คุณทักษิณสร้างวิกฤตทางการเมืองให้แก่ประเทศ ภายหลังจากที่ถูกเปิดโปงเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็กของสิงคโปร์ ด้วยการยุบสภาแล้วประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มหาชนและชาติไทยเห็นว่าคุณทักษิณเอาเปรียบการเลือกตั้งจนเกินไปจากการกำหนดวันเลือกตั้งเองอย่างกระชั้นชิด ทั้งสามพรรคจึงทำสัตยาบันร่วมกันในการขอถอนตัวและไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนใช้การลงโทษทางสังคมต่อรัฐบาลทักษิณเช่นการฉีกบัตรที่หน้าคูหาการเลือกตั้ง การสละสิทธิ์ไม่ไปเลือกตั้ง การทำให้บัตรเลือกตั้งเสียและการกาบัตรว่าไม่ประสงค์ลงคะแนน การลงโทษทางสังคม(social sanctions) แบบนี้ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ระหว่าง 13-15 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 29-34 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ

พฤติกรรมของคุณยิ่งลักษณ์ไม่แตกต่างจากพี่ชายที่สร้างความไม่สงบทางการเมืองขึ้น โดยการส่งตำรวจและชายชุดดำกระทำการย่ำยีต่อกปปส. และหนีปัญหาด้วยการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งเองในวันที่ 2 เมษายน 2557 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ประกาศบอยคอทการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าอำนาจในการกำหนดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเป็นของกกต. ไม่ใช่ของรัฐบาลนอกจากนี้กกต.ยังเห็นว่าควรเลื่อนการเลือกตั้งไปอีกระยะหนึ่ง เพราะมีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นทั่วไป แต่เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืนยันที่จะจัดการเลือกตั้งให้ได้ กปปส.จึงต้องเข้าไปดำเนินการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกทม.และในหลายเขตเลือกตั้งที่ภาคใต้ ทำให้กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ใน 28 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

สำหรับการลงโทษทางสังคมของประชาชนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการเลือกตั้งคราวนี้มีจำนวน 14.86 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด จำนวนผู้ลงโทษทางสังคมต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเท่ากับร้อยละ 72.35 ในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะกกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ผมคิดว่าเจตนารมณ์ที่ดีของ พธม.และมวลมหาประชาชน-กปปส.ที่ต้องการต่อต้านการคอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายคือเป็น”ผู้ก่อความไม่สงบ ขบฏ ผู้ก่อการร้าย...” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวาทกรรม(discourse)และการกล่าว หาจากรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น 

การต่อสู้และการปะทะกันระหว่างชุดความรู้และชุดความคิดของพธม. และกปปส.กับของรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ จะไม่เป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตกเท่าใดนัก ตราบเท่าที่ความขัดแย้งถูกจำกัดเอาไว้ที่การโต้แย้งกันในเรื่องของข้อมูล หลักฐาน ข้อเท็จจริง หลักคิด การตีความและการหาเหตุผลต่างๆมาต่อสู้กันระหว่างสองฝ่าย แต่การที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถครอบงำ (domination) ความคิดและความเชื่อต่อประชาชนได้อีกต่อไป ทำให้รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือและต้องหันมาใช้การกำหราบและการใช้กลไกความรุนแรงของรัฐเข้ามาแทนที่ รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ใช้วาทกรรมและชุดความรู้ของพวกเขาบีบบังคับให้ทั่วทั้งสังคมต้องยอมรับว่ามีแต่ชุดความรู้ของรัฐบาลเท่านั้นที่เป็นความจริง (truth ) ประการเดียวของสังคมและไม่มีความจริงอื่นนอกเหนือจากนี้อีก

ณ บัดนี้ความรู้ ความคิด ความเชื่อและความจริงของรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสร้างและครอบงำสังคมไว้ ได้เสื่อมสลายไปแทบหมดสิ้นแล้ว เพราะเมื่อไม่มีอำนาจทางการเมืองค้ำจุนอีกต่อไปชุดความรู้ ความคิด ความเชื่อและความจริงของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์จึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้

คดีความต่างๆที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ฟ้องร้องแกนนำพธม. และกปปส.ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งจำนวนมากมายนั้น แท้จริงแล้วมีเหตุและปัจจัยเดียวกัน เพียงแต่แตกต่างกันไปตามวันเวลาและสถานที่ เพราะฉะนั้นจึงสมควรรวมคดีความต่างๆของพธม.ให้เหลือเพียงคดีเดียว เช่นกันกับคดีความต่างๆของกปปส. การมองคดีความต่างๆของทั้งสองขบวนการควรมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับรัฐบาล ในประเด็นที่ภาคประชาชนต่อต้านและคัดค้านรัฐบาลที่ทุจริตจากการบริหารบ้านเมืองและการใช้นโยบายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หากมองแบบนี้จะเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งระหว่าง พธม.กับรัฐบาลทักษิณ และระหว่าง กปปส.กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างพธม.-กปปส. กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากนี้ควรมองความขัดแย้งข้างต้นว่าเป็น

“ความขัดแย้งทางการเมือง” ไม่ใช่ “ความขัดแย้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง”ตามที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ดำเนินการไว้แต่อย่างใด ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่สมควรโยนภาระเรื่องการวินิจฉัยคดีความขัดแย้งทางการเมืองและคดีความทั้งหมดให้แก่ศาล แต่รัฐบาลน่าจะเสนอแนะให้แต่งตั้งคณะผู้พิพากษาพิเศษเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองให้ “ยุติ” และ”เป็นธรรม”แก่ทุกฝายที่เกี่ยวข้องในเวลาไม่ช้านานนัก เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้แก่คดีทางการเมืองทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ในศาลเป็นจำนวนมากมาย เพื่อให้การเมืองไทยเกิดเสถียรภาพตามสมควร และประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์


"วาระแห่งชาติ" ฉีดวัคซีนโควิด "เริ่มแล้ว" CEO กว่า ๔๐ บริษัท "ร่วมรัฐ" เปิดจุดกระจายฉีด "นำร่อง" ใน กทม.ที่ "เซ็นทรัล ลาดพร้าว" เมื่อวาน (๑๒ พ.ค.๖๔)

มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว
"ธรรมนัสกับจริยธรรม"
เมื่อ"เสือโทนี่"เป็น"อีแร้ง"