ยึดทรัพย์‘ปู’สะดุด! ศาลปค.เพิกถอนชดใช้3.5หมื่นล./คลังจ่ออุทธรณ์


เพิ่มเพื่อน    

 

ศาลปกครองกลางพิพากษาชี้คดี “ยิ่งลักษณ์ จีทูเจี๊ยะ” ไม่ผิด ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้าน และห้ามอายัดทรัพย์ขายทอดตลาด ชี้นายกฯ แค่คุมนโยบายมหภาค ไม่มีอำนาจลงนามจีทูจี ไม่ได้เพิกเฉยเมื่อเจอทุจริต “นรวิชญ์” ตะครุบทันควันบอกถือเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในอนาคต “วิษณุ” ชี้ให้คลังเป็นเจ้าภาพอุทธรณ์ใน 30 วัน รับรู้สึกแย้งคำพิพากษาศาลฎีกา กวักมือเรียก “ปู” กลับไทยหากมั่นใจไม่ผิดจริง “หมอวรงค์” แนะใช้คลิปสัมภาษณ์สู้คดี

    เมื่อวันศุกร์ที่ 2 เมษายน ตุลาการศาลปกครองกลางได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 9 ซึ่งศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้ง 4 คดี เข้าด้วยกัน
    ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องคดีว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ได้มีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ให้แก่กระทรวงการคลัง ในฐานะนายกฯ และในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่
    คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยรวม 4 ประเด็น คือ 1.คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 เรื่องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินการตามนโยบายจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ และประธาน กขช. ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบาย ลำพังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอำนาจหน้าที่เพียงกำกับดูแลนโยบายโดยทั่วไประดับมหภาคของโครงการ ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไม่อาจที่จะรับรู้รับทราบข้อมูลการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำผิดในระดับปฏิบัติ อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติในฐานะเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่างๆ ในการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และไม่ได้เป็นคณะอนุกรรมการตามที่ กขช.แต่งตั้งแต่อย่างใด
“ยิ่งลักษณ์”ไม่ได้เพิกเฉย
    ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์อีกว่า เมื่อมีการกระทำการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลปริมาณข้าวคงเหลือของ อคส. และ อ.ต.ก. รวมทั้งมีการใช้มาตรการทางอาญากับผู้ทุจริตหรือผู้กระทำผิดควบคู่กับการใช้มาตรการทางปกครองตัดสิทธิ์ผู้สวมสิทธิ์เกษตรกร จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิได้เพิกเฉยละเลย แต่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เพื่อป้องกันยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ส่วนกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือแจ้ง 3 ฉบับ เป็นเพียงข้อเสนอแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป เช่นเดียวกับกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือแจ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก่อนเปิดโครงการ 2 วัน เป็นการเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต ก็มีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ และเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง.และ ป.ป.ช. ก็ได้สั่งการตามอำนาจหน้าที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาป้องกันดูแลการทุจริตตามอำนาจหน้าที่แล้ว
“ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกฯ มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลเชิงนโยบาย มีข้อราชการที่ต้องบริหารกำกับดูแลมากมาย ไม่จำต้องถึงขนาดที่ต้องติดตามหนังสือสั่งการทุกฉบับและตรวจสอบการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานทุกหน่วยงานดังกล่าวด้วยตนเองทุกกรณี อีกทั้งหนังสือ สตง.และ ป.ป.ช.มิใช่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยังคงละเว้น เพิกเฉย ละเลย ไม่ติดตามหรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการตรวจสอบ”
    ศาลระบุอีกว่า การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เห็นว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคนในมูลละเมิดกรณีโครงการรับจำนำข้าว ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่ต้องสอบสวนหาตัวผู้รับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนต้องชดใช้ มิใช่พิจารณาเพียงเสนอความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้เดียวเป็นผู้กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริต กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ
    “ข้อเท็จจริงยังปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ลงวันที่ 5 มิ.ย.2563 ซึ่งสรุปว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดในชั้นการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด การกำหนดสัดส่วนให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดจึงมิได้เป็นไป พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และไม่เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.2/ว 66 ลงวันที่ 25 ก.ย.2550”
ชี้ไม่ได้กลั่นแกล้ง
    2.สำนักนายกฯ และกระทรวงการคลังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อันเกิดจากคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 หรือไม่ และจำนวนเท่าใด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิด จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 3.คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 ที่มีคำสั่งให้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อขายทอดตลาด เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ 4.คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.2562 เรื่องคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด และไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดอายัดทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด
    “พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 ในการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดที่สืบเนื่องจากคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.2562 ที่ยกคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมของผู้ฟ้องคดีที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก”
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ผลการพิพากษาเป็นคุณกับ น.ส.ยิ่ง?ลักษณ์? แต่หากกระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์?จะดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น เราต้องเตรียมความพร้อม เพราะเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง แต่สิ่งที่สำคัญจากคำพิพากษา?วันนี้ นอกจากการเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้เงิน ยึด และอายัด?เงินแล้วนั้น คือระบุว่า น.ส.ยิ่ง?ลักษณ์?ไม่มีส่วนทุจริตโครงการ?รับจำนำข้าว โดยจะนำคำพิพากษาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อการต่อสู้ครั้งต่อไป
    นายวัฒนา เมืองสุข กลุ่มสร้างไทย โพสต์ทวิตเตอร์ว่า ขอแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งการที่ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนั้นถูกต้องแล้ว และเท่ากับช่วย พล.อ.ประยุทธ์ด้วย เพราะหากให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ ต่อไปหากมีการโกงการซื้อกางเกงในให้ทหารเกณฑ์ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบด้วย
ลั่นคดียังไม่ถึงที่สุด
    ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทรัพย์สินที่รัฐได้ยึด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบื้องต้นยังมีไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่เมื่อศาลปกครองกลางสั่งมาแบบนี้ ก็ต้องหยุดและดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้รัฐต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการคลังก็รับทราบแล้วทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่เป็นไร เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ถือเป็นเรื่องธรรมดา การยึดทรัพย์ก็มีชนะบ้างแพ้บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้ติดใจอะไร ก็อย่าไปพูดก็แล้วกันว่า พอฝ่ายไหนชนะก็มาบอกว่าศาลตัดสินยุติธรรม แต่พอแพ้ก็บอกว่าไม่ยุติธรรมสองมาตรฐาน เอียงสองมาตรฐาน ขอร้องว่าอย่าไปคิดแบบนั้น ปล่อยให้คดีเดินไปจนถึงที่สุด
    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณียึดทรัพย์มาแล้วขายทอดตลาดออกไปแล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้จะดำเนินการเช่นไร นายวิษณุกล่าวว่า คดียังไม่ถึงที่สุดก็หยุดเอาไว้ก่อน จะให้คืนไปคงไม่ได้ เพราะหากหลังจากนี้ศาลสั่งให้ยึดอีก ก็ต้องเอากลับไปกลับมา มันไม่ได้ กรณีนี้แค่หยุดไว้เท่านั้น อย่างเรื่องบ้านพักที่ซอยโยธินพัฒนาก็ยึดไว้ แต่ไม่ได้ทำอะไรอีก ทั้งเจ้าของก็ยังคงอาศัยอยู่ เมื่อวันนี้ศาลปกครองมีคำสั่ง ก็ต้องหยุดไว้ทั้งหมด และดำเนินคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุดต่อไป จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยมีอัยการมาช่วย
    เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางครั้งนี้จะมีผลต่อสู้ในคดีอาญาหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องเข้าใจว่าคดีนี้เริ่มต้นจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด และต่อมา ป.ป.ช.ก็มีหนังสือแจ้งมาว่าให้ไปจัดการยึดทรัพย์ และเมื่อยึดทรัพย์แล้ว ผู้เสียหายก็ฟ้องถอนการยึด แต่ยังไม่เห็นคำพิพากษานี้ มีแต่คนสรุปมาให้ฟังก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน เพียงแต่จะรู้สึกแย้งกับคำพิพากษาของศาลฎีกา
    เมื่อถามว่า ผลตัดสินของศาลปกครองกลางเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าวิตกในการต่อสู้คดีต่อไปของรัฐหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าแพ้คดีก็ต้องวิตกอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้วิตกอะไรมาก เพราะยังมีขั้นตอนที่ดำเนินการต่อไปจนถึงที่สุดได้
    ถามอีกว่า แสดงว่าไม่สามารถกล่าวอ้างได้ใช่หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิด นายวิษณุกล่าวว่า ยังพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ว่ามีความผิดยังคงอยู่
    เมื่อถามว่าหลายคนเข้าใจผิดหลังศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยออกมาคิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางกลับมาไทยได้เนื่องจากไม่มีความผิด นายวิษณุกล่าวว่า “ก็กลับมาซิ ถ้าอยากจะกลับมา ไม่ได้ว่าอะไร แต่ต้องย้ำและขีดเส้นใต้ไว้ว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าถามว่าผิดหรือไม่ในขณะนี้ รัฐก็ยังมีคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าผิด เพราะถ้าเริ่มต้นศาลไม่บอกว่าผิด เราจะไปยึดทรัพย์เขาได้อย่างไร”
    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในเรื่องนี้ว่า กระทรวงการคลังจะขอพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลก่อนว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นจะนัดประชุมร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นอุทธรณ์ โดยยังมีเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ได้อยู่ 30 วัน นอกจากนี้จะมีการเสนอให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง รับทราบด้วย ส่วนที่ศาลระบุว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น เรื่องนี้ต้องรอรายละเอียดคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาล เพื่อมาศึกษาและพิจารณาเช่นกัน โดยยืนยันจะดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ดีที่สุด
ยกคลิปมัด'ยิ่งลักษณ์'
นายวิชา มหาคุณ  อดีต ป.ป.ช. ระบุในเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของศาลปกครองกลาง ซึ่งยังมีศาลปกครองสูงสุดอยู่ ส่วนที่คำพิพากษาศาลปกครองกลางขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่นั้น ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะคิดกันคนละแบบ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาชัดเจนอยู่แล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ได้รับความเสียหาย  ไม่อยากให้มองเป็นอย่างอื่น เพราะจะทำให้คำพิพากษาขัดแย้งกัน ดังนั้นเราต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเชื่อว่าจะยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ในคำพิพากษาศาลปกครองกลางมีประเด็นที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจคือ ข้อความจากศาลปกครองกลางที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำเอ็มโอยูเพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งเคารพคำตัดสินของศาลปกครองกลาง แต่เมื่อมาเทียบกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ระบุว่าตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี
       “ที่น่าสนใจนั่นคือคลิปหลักฐานที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล เรื่องการระบายข้าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2555 หรือหลังดำเนินโครงการมาแล้ว 1 ปี โดยวันนั้นเธอยืนยันว่า เห็นสัญญาซื้อขาย และตอบผิดๆ ถูกๆ จนลิ่วล้อซึ่งก็คือนายบุญทรงต้องพูดแทรกกลางคัน....ว่าสัญญานั่นไม่ใช่เอ็มโอยู ดังที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบนักข่าว แต่เป็น Sale Contract ไปเสียอีก ซึ่งคำพูดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะมีนัยเห็นหรือรับรู้ แต่พูดผิดๆถูกๆ ที่ซ้ำร้าย กว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะปรับนายบุญทรงออกจากรัฐมนตรีพาณิชย์ ต้องใช้เวลานานถึง 7 เดือน นำไปสู่การระบายข้าวจีทูจีภาคสองอีก 14 ล้านตัน ซึ่งรอ ป.ป.ช.ชี้มูล ทางที่ดีรัฐบาลต้องรีบอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดและนำคลิปนี้ไปหักล้างด้วย”นพ.วรงค์โพสต์ทิ้งท้าย.

 


"วาระแห่งชาติ" ฉีดวัคซีนโควิด "เริ่มแล้ว" CEO กว่า ๔๐ บริษัท "ร่วมรัฐ" เปิดจุดกระจายฉีด "นำร่อง" ใน กทม.ที่ "เซ็นทรัล ลาดพร้าว" เมื่อวาน (๑๒ พ.ค.๖๔)

มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว
"ธรรมนัสกับจริยธรรม"
เมื่อ"เสือโทนี่"เป็น"อีแร้ง"