'ศิษย์-อาจารย์' ในวันจักรี


เพิ่มเพื่อน    

     ย้อนกลับไป ๒๓๙ ปี

            เมื่อ ๖ เมษายน ๒๓๒๕ ไม่เฉพาะ "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น

            ๖ เมษายน.....
            ยังเป็นวันครบรอบการสถาปนา "ราชวงศ์จักรี" ด้วย

            นั่นคือ ๖ เมษายน นับเป็นวันปฐมแห่งยุค "กรุงรัตนโกสินทร์" สืบต่อจากยุค "กรุงธนบุรี"

            ขอกราบรำลึกถึงพระคุณยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์, ทุกราชวงศ์, ทุกยุค ที่ทรงสืบสานรักษาแผ่นดินผืนนี้ต่อเนื่องจนเป็น "ประเทศไทย" ปึกแผ่นแน่นหนามั่นคง ณ ราชจักรีวงศ์ปัจจุบัน ตราบอนาคตกาล

            การระลึกรู้คุณแผ่นดินและการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องหมายของคนดี

            การเป็นคนดี "ไม่ยาก"

            ทุกคนเป็นคนดีได้ ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่

            ในความเป็นประชาชนทั่วไป....

            แค่ "ไม่เนรคุณ" ต่อชาติบ้านเมือง ก็นับว่าได้ "ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" แล้ว นั่นคือ "เป็นคนดี" แล้ว!

            ในความเป็นครูบาอาจารย์....

            แค่ไม่ "ล้างสมอง" นักเรียน-นักศึกษาด้วย "ข้อมูลเท็จ"

            ไม่สอนด้วย "บิดเบือนประวัติศาสตร์" ให้นักเรียน-นักศึกษาเกิดอคติต่อชาติบ้านเมืองและสถาบัน

            แค่นั้น ก็ถือได้ว่า เป็นครูบาอาจารย์ที่ดีแล้ว ทั้งได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน ได้สร้างคุณให้แผ่นดิน ดีอนันต์อีกชั้นหนึ่ง

            คู่ควรแก่การกราบไหว้ของศิษย์และของคนทั่วไป

            มีข้อเขียนอยู่ชิ้นหนึ่ง....

            มิทราบนามผู้เขียนโดยตรง แต่ขอบอกว่า "แหวน" สาวเชียงใหม่ในเรื่องนั้น จะมีตัวตนตามเรื่องหรือไม่ก็ช่างเถอะ

            แต่เธอ "มีตัวตน" ประทับอยู่ในใจคนอ่านแน่นอน

            ความจริงเคยอ่านในโซเชียลนานแล้ว มา ๒-๓ วันนี้ คุณ  Kantanit Sukontasap นำมาโพสต์-มาแชร์อีก ผมก็อ่านอีก

            ก็ประทับใจอีก

            พอดีวันนี้ "วันจักรี" ถือว่าเข้าบรรยากาศ ก็เลยนำมาให้อ่านกันอีก

            อ่านแล้ว-อ่านอีก ไม่เป็นไร ข้าวกินแล้ว ก็ยังกินอีกได้  หรือไม่จริง ฉะนั้น อ่านกันดูนะ

            .............................

            ร.๕ ทำอะไรหรือ?

            ถ้านางไม่รู้เรื่องมาก่อน นางก็คงเป็นหนึ่งในคนที่นั่งตบมือสนุกกับการบรรยายอันหยาบคายนั้น..

            "แหวน" เป็นสาวเจียงใหม่ แต่มาเป็นนิสิตน้อย เรียนที่กรุงเทพฯ นางก็จะเรียบร้อยหงิมๆ ใครพูดอะไรแรงๆ ใส่ ก็จะน้ำตาคลอ บุคลิกประมาณนั้น

            เทอมหนึ่ง....

            แหวนทำรายงานเรื่อง "ชนกลุ่มน้อยในพม่า" นางพรีเซนต์หน้าห้อง เนื้อหาและรูปภาพบางส่วน ทำเอาทุกคนสะเทือนใจ

            เพราะ "ชนกลุ่มน้อย" เหล่านั้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องสู้รบกับพม่าอยู่ตลอดเวลา

            เรียกได้ว่า เป็นดินแดนที่รันทดที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้

            รายงานเสร็จแหวนบอกว่า

            "ทำเปเปอร์เรื่องชนกลุ่มน้อยในพม่าคราวนี้ ทำให้คิดได้ว่า ร.๕ ท่านมีบุญคุณล้นหัว"

            ทุกคนก็งงว่า ร.๕ มาเกี่ยวไรกับชนกลุ่มน้อยของพม่าวะ?

            นางก็เงียบๆ อึนๆ ของนาง....

            จริงๆ คือ มีเพื่อนในกลุ่มที่ "เกลียดเจ้า" แบบรุนแรงมาก  พวกเราเลยมักหลีกเลี่ยงที่จะคุยประเด็นอะไรแบบนี้

            หลังจากนั้นไม่นาน ภาควิชาก็มีการจัดงานสัมมนา หัวข้อเกี่ยวกับ สมัย ร.๕

            วิทยากรก็จะมีทั้งอาจารย์ในภาคและมีอาจารย์จากภายนอกด้วย แต่ละท่านก็จะรับผิดชอบหัวข้อต่างๆ กันไป

            ทีนี้ ก็มีอาจารย์จากภายนอกท่านหนึ่งรับผิดชอบบรรยายหัวข้อเกี่ยวกับ "การผนวกรวมเชียงใหม่กับสยาม"

            ความแปลกของอาจารย์ท่านนี้คือ......

            เค้าดูเหมือนโกรธ ร.๕ ที่ดึงเชียงใหม่มาอยู่กับสยาม ไปลดทอนทำลายอำนาจของเจ้านายฝ่ายเหนือ

            เหมือนในความคิดของเค้าคือ ร.๕ ท่านใช้เล่ห์เพทุบายอะไรทำนองนั้น

            แล้วยิ่งบรรยายอารมณ์ก็ยิ่งคุกรุ่น จนในที่สุดถึงกับหลุดคำหยาบออกมา

            พวกที่เกลียดเจ้าก็ตบมือชอบใจกันใหญ่

            พวกที่มีใจเป็นธรรมก็นั่งงงๆ กันอยู่ว่า โกรธท่านทำไมวะ เป็นใครก็ต้องทำแบบนั้นป่ะ

            สิ้นเสียงตบมือ ไอ้แหวนคนหงิมๆ ก็ลุกขึ้นถามอาจารย์ท่านนั้นว่า

            "ถ้า ร.๕ ไม่พยายามอย่างจริงจังที่จะดึงเชียงใหม่มาอยู่กับสยาม เชียงใหม่ก็ต้องตกเป็นของอังกฤษ

            พออังกฤษปล่อยพม่า ชาวเชียงใหม่ก็คือ 'ชนกลุ่มน้อย'  ในพม่า ใช่ไหมคะ?"

            อาจารย์เงียบ ไม่ตอบ

            แหวนถามอีกว่า "เชียงใหม่เข้มแข็งพอจะตั้งอยู่เป็น 'รัฐอิสระ' ระหว่างสยามกับอังกฤษหรือคะ?"

            อาจารย์เงียบไปพักหนึ่ง แล้วตอบเสียงเย็นชาหน้าบึ้งประมาณว่า

            "คุณต้องดูด้วยว่าผมกำลังพูดประเด็นอะไร คุณถามนอกประเด็น และยังไม่ใช่เวลาที่อนุญาตให้ถาม"

            ถ้าเป็นแหวนเวอร์ชั่นปกติ มันคงน้ำตาคลอไปแล้ว แต่ตอนนั้น เหมือนอะไรก็หยุดมันไม่ได้

            แหวนพูดต่อว่า

            “ที่ต้องแทรก เพราะหนูทนฟังอาจารย์หยาบคายใส่ ร.๕ ไม่ได้ หนูเป็นคนเชียงใหม่ ถ้า ร.๕ ท่านไม่ดึงเชียงใหม่มาไว้กับสยาม ป่านนี้เชียงใหม่ก็คือชนกลุ่มน้อยของพม่า แล้วคุณภาพชีวิตหนูจะเป็นยังไง?

                อาจารย์ทราบใช่ไหมว่า....

                ชนกลุ่มน้อยของพม่าเค้าลำบากมาก เด็กๆ อายุยังไม่ทันเข้าวัยรุ่นดี ก็ต้องจับปืนขึ้นสู้กับทหารพม่า วันดีคืนดีทหารพม่าบุกเข้าหมู่บ้าน ฆ่าผู้ชาย ข่มขืนผู้หญิง เผาหมู่บ้านวอดหมด 

                ดังนั้น การดึงเชียงใหม่มา 'ไม่ใช่เล่ห์เพทุบาย' แต่เป็น 'พระมหากรุณาธิคุณ'

                ถ้าหนูไม่ได้ทำเปเปอร์เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในพม่าก่อนหน้านี้ หนูก็คงจะเป็นคนหนึ่งที่ตบมือชอบใจกับคำหยาบคายของอาจารย์ "

            แหวนมันพูดประมาณนี้ละค่ะ

            ทุกคนในห้อง คือ ตกตะลึงมาก

            อาจารย์ของพวกเราต้องพาไอ้แหวนไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก

            ส่วนในห้องสัมมนา อาจารย์ท่านนั้นก็บรรยายต่อไปอีกแป๊บ ก็จบเอาดื้อๆ ขอตัวกลับไป พร้อมกับหงอกที่เกือบหมดหัว

            เหตุการณ์นี้ ทำให้เราคิดว่า....

            "จริงๆ เราถูกชักจูงได้ง่ายกว่าที่คิดนะ"

            อย่างที่แหวนว่า "ถ้านางไม่รู้เรื่องราวชีวิตของชนกลุ่มน้อยพม่ามาก่อน นางก็คงเป็นหนึ่งในคนที่นั่งตบมือสนุกกับการบรรยายอันหยาบคายนั้น"

            Cr.Himalai: กรุ๊ปไลน์: รวมใจเพื่อนสามารถ

                Source: เรารักสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

                ..............................

                อ่านแล้วรู้สึกไงครับ?

            "แหวน" นิสิตคนนั้น ไม่ใช่ "แหวน-แดงส้ม" ในบทหน่วยพยาบาล "ม็อบสามนิ้ว" อย่างที่เห็นตามข่าว ขอบอกไว้ก่อน

            "พระพุทธเจ้าหลวง" นั้น

            ไม่ต้องบอกทุกคนก็ต้องทราบ ว่าคือ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาล ที่ ๕ แห่งราชจักรีวงศ์

            อาจารย์ "หงอกที่เกือบหมดหัว" คนนั้น มีแต่คนอยากรู้ชื่ออะไร แต่เสียดาย Himalai: กรุ๊ปไลน์: รวมใจเพื่อนสามารถ  ไม่ได้ระบุ "นามประเสริฐ" ไว้ให้ก่น

            เอาละครับ วันนี้ ก็เท่านี้.......

            พรุ่งนี้-ปะรืน รวม ๒ วัน ไทยโพสต์หน้า ๘ เป็นสาระข่าวทางศาล อยากคุย ก็ไปคุยทาง www.plewseengern.com ละกัน

            สุขสันต์ "วันจักรี" ทุกท่านครับ.


วันนี้ "ไม่คุยโควิด" ถ้าจะคุยในประเด็นว่า มันจะจบกันเมื่อไหร่ ก็คงต้องคุยยาวต่อเนื่องไปถึงชาติหน้า ก็ยังไม่จบ เพราะมันจะไม่หายไปไหน มันจะอยู่กับมนุษย์โลกตลอดไป อยู่แบบเชื้อเอดส์ เชื้อไข้หวัดนก เชื้อซาร์ส เชื้อเมอร์ส เชื้ออหิวาต์ ประมาณนั้น

กลเกม 'ในศาล-ในถนน'
"โชคดี-โชคร้าย"ในโควิด
โควิด 'พาคิดไม่รู้จบ'
'มหาสงกรานต์' คืออะไร?
หมอ 'สงกรานต์' หมอ
"สัตว์เศรษฐกิจ" ตัวใหม่