เคาะ5หมื่นชื่อเสนอครม.ทำประชามติ


เพิ่มเพื่อน    

 ถก "กฎหมายประชามติ" หวิดไม่รอดหลังผวาโควิด  แต่ "ประธานชวน" สั่งเดินหน้า ที่ประชุมไม่พลาดเคาะตาม กมธ.แก้ไข ทั้งเรื่อง 5 หมื่นชื่อเสนอโหวต คงอำนาจ ครม.ตัดสินใจ ห้าม “พระ-เณร” ใช้สิทธิ์ อ้างยึดโยงรัฐธรรมนูญ "พปชร." รวบรวม 110 รายชื่อชงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตราแล้ว

    เมื่อวันพุธที่ 7 เมษายน มีระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) โดยมีวาระที่สำคัญคือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ..... ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564     
    โดยเมื่อถึงเวลา 09.30 น. ตามเวลานัดหมาย พบว่าที่ประชุมไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ทำให้นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นกล่าวตำหนิสมาชิกรัฐสภาที่ไม่มาประชุม พร้อมเรียกร้องให้นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา สอบสวนสมาชิกที่ไม่มาร่วมประชุม ขณะที่นายชวนประกาศให้สมาชิกทยอยมาลงชื่อจนครบองค์ประชุม ซึ่งก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ ลุกขึ้นหารือว่าควรเลื่อนการประชุมออกไปหรือไม่ จากความสุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนมาก โดยเฉพาะ ส.ส.ซีกรัฐบาล ในขณะที่ซีก ส.ส.ฝ่ายค้านยังคงระบุให้เดินหน้าต่อไป ซึ่งสุดท้ายนายชวนก็ระบุว่า เมื่อองค์ประชุมครบแล้วประธานก็ต้องทำหน้าที่ ไม่สามารถเลื่อนการประชุมได้ ซึ่งหากจะขอเลื่อนการประชุม ต้องไปหารือทั้งหมดเพื่อให้เป็นมติเอกฉันท์  
    จากนั้นเวลา 10.15 น. ที่ประชุมเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รายงานภาพรวมการนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปปรับปรุง จากนั้นได้พิจารณามาตรา 10 เกี่ยวกับกระบวนการจัดทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีสมาชิกขออภิปราย ทำให้นายชวนสั่งลงคะแนน ผลปรากฏว่าที่ประชุมเห็นชอบมาตรา 10 ด้วยคะแนน 449 ต่อ 0 เสียง
    ต่อมาพิจารณามาตรา 11 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญ เนื่องจากมีการกำหนดว่า ถ้ารัฐสภามีมติเห็นสมควรให้มีการทำประชามติต้องเป็นมติเห็นชอบของแต่ละสภา และให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกฯ ทราบ นอกจากนี้ ยังกำหนดว่าถ้าประชาชนจะเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอทำประชามตินั้น ประชาชนต้องเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ทั้งนี้ ให้ ครม.พิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรให้จัดทำประชามติในประเด็นนั้นๆ หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166   
    โดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) และนายชูศักดิ์ ศิรินิล จากพรรค พท. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ไม่เห็นด้วยให้ประชาชนเข้าชื่อ 5 หมื่นคน โดยเสนอให้เข้าชื่อเพียง 1 หมื่นคนแทน โดยหลังการให้เหตุผลทั้ง กมธ.เสียงข้างน้อยและข้างมากแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 11 ยืนตาม กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 347 ต่อ 154 งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 2 เสียง   
    ต่อมาที่ประชุมมีการพิจารณาไล่เรียงตามมาตราต่อเนื่องไป โดยที่น่าสนใจคือ มาตรา 20 เรื่องการกำหนดบุคคลต้องห้ามออกเสียงประชามติ ที่ กมธ.ระบุห้ามพระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช และผู้อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ เป็นผู้ออกเสียงประชามติ แต่ กมธ.เสียงข้างน้อยและ ส.ส.ฝ่ายค้านมีความเห็นว่า ไม่ควรตัดสิทธิ์พระภิกษุ สามเณร ในการออกเสียงประชามติ เพราะพระภิกษุสงฆ์ก็มีความเป็นเจ้าของประเทศ ควรมีสิทธิ์ทำประชามติได้ แต่ กมธ.เสียงส่วนใหญ่มองว่าต้องยึดโยงรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังแต่ละฝ่ายชี้แจง ที่ประชุมลงมติเห็นชอบกับเนื้อหาที่ กมธ.แก้ไขมาด้วยคะแนน 338 ต่อ 105 งดออกเสียง 3
    และเมื่อเวลา 19.20 น. หลังรัฐสภาได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติมาถึงมาตรา 42/2 ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบตามที่ กมธ.เสนอ ด้วยเสียง 381 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 5 เสียง ทำให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เนื่องจากขณะนี้องค์ประชุมของรัฐสภาเหลือน้อยลง จึงขอปิดการประชุมไปก่อนแล้วมาประชุมกันใหม่ในวันที่ 8 เม.ย. เวลา 09.30 น.
    สำหรับสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ มีทั้งสิ้น 736 คน และองค์ประชุมคือ 368 เสียง แต่จากการลงมติมาตรา 42/2 ปรากฏว่ามีผู้แสดงตนทั้งสิ้น 387 เสียง ซึ่งเกินองค์ประชุมมาเพียง 19 เสียงเท่านั้น โดยกฎหมายประชามตินั้นมีทั้งสิ้น 67 มาตรา ซึ่งการลงมติที่ผ่านมาก็เป็นไปตามที่ กมธ.แก้ไข ไม่มีการพลิกโผเหมือนการประชุมครั้งแรกแต่อย่างใด
    วันเดียวกัน ยังคงมีความต่อเนื่องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อม ส.ส.ของพรรค ร่วมกันยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมต่อนายชวน
    โดยนายไพบูลย์ระบุว่า พรรค พปชร.รวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรค 110 ชื่อ เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตรา ซึ่งร่างแก้ไขที่พรรคเสนอ ต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ จริงจัง เพื่อให้การแก้ไขเป็นรูปธรรม ขอให้เพื่อนสมาชิกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านได้พิจารณาร่างของพรรค โดยหากบรรจุร่างแก้ไขในช่วงต้นเดือน มิ.ย. การพิจารณาวาระ 1-3 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.  
    เมื่อถามว่าประเด็นที่เป็นความขัดแย้งอย่างมากในสังคม เช่น ที่มาและอำนาจของ ส.ว. ไม่มีการแก้ไขใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่แก้ไข อะไรที่ดูแล้วมีข้อขัดแย้ง และดูแล้วอาจไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้ห้าม พรรคการเมืองอื่นเสนอแก้ไข แต่เราไม่อยากมีเงื่อนไขในลักษณะเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เราไม่เห็นด้วย เห็นว่าควรเอาประชาชนเป็นหลักก่อน   
    ถามอีกว่า ร่างนี้ได้ผ่านตา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ แล้วหรือยัง นายไพบูลย์กล่าวว่า ได้ดูแล้ว และท่านเห็นชอบ โดยประเด็นแรกที่ท่านเห็นชอบคือการเพิ่มเติมในหมวดสิทธิและเสรีภาพให้ประชาชนให้มีกระบวนการยุติธรรม การเพิ่มสิทธิชุมชน การเพิ่มสิทธิให้พรรคการเมือง ฯลฯ  
    เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคประชาธิปัตย์เสนอแก้มาตรา 256 เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรรค พปชร.จะสนับสนุนหรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถาม ส.ว. เพราะกระทบเขา และต้องไปถามฝ่ายค้านด้วย เพราะฝ่ายค้านเขาก็มีสิทธิ์โต้แย้ง และสุดท้ายต้องถามรัฐบาลด้วย เพราะเป็นผู้ใช้งบประมาณในการทำประชามติ เนื่องจากหากเป็นรูปแบบนี้ต้องออกเสียงประชามติ.

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.