พฤษภาฯ จัดหนัก ไล่ประยุทธ์


เพิ่มเพื่อน    

 กลุ่มสามัคคีประชาชน ไม่มีท่อน้ำเลี้ยง-ไม่ได้รับงานใคร

            แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19  ระบาดรอบสามในขณะนี้ แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ก็ยังต้องติดตามต่อไป เช่นกลุ่มผู้ชุมนุม ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย ที่นำโดย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.-แกนนำเสื้อแดง ซึ่งจัดเวทีปราศรัยขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาเป็นเวลา 3 วัน ที่สวนสันติพร เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยุติการเคลื่อนไหวไปเมื่อ  7 เม.ย. หลังโควิดระบาดหนัก ซึ่งแกนนำบางส่วนของกลุ่มสามัคคีประชาชนยืนยันว่า หลังสงกรานต์และจบปัญหาโควิดแล้วจะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้

                อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35-แกนนำกลุ่มสามัคคีประชาชน ที่ล่าสุดพนักงานสอบสวน  สน.ชนะสงครามได้ออกหมายเรียกคนในกลุ่มดังกล่าว 14  ราย ซึ่งก็มีชื่อของนายอดุลย์ด้วยเข้ารับทราบข้อกล่าวหา กระทำผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อในวันที่ 26 เม.ย.นี้ โดยเขากล่าวถึงทิศทางการเคลื่อนไหวต่อจากนี้ของกลุ่ม อย่างไรก็ตามก่อนไปถึงประเด็นดังกล่าว เราถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยกันว่า กลุ่มสามัคคีประชาชนรับงานใครมาหรือไม่ มีท่อน้ำเลี้ยงให้มาจัดชุมนุมหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ อดุลย์ ตอบน้ำเสียงหนักแน่นว่า "คนอย่างอดุลย์ ใครจะสามารถมาจ้างหรือไหว้วานผมได้ ด้วยประสบการณ์ของผม ถามว่าเรื่องแบบนี้ใครจะกล้ามาพูดกับผม มาเสนอกับผม บอกก่อนไม่มีใครกล้ามาต่อรองอะไรกับผม ยืนยันไม่มีใครมาเป็นท่อน้ำเลี้ยง"

            ...ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ทั้งหมดคือเงินที่ผมสะสมไว้เหลือจำนวนหนึ่ง ก็พร้อมจะทำเรื่องนี้ไม่ได้ขอใคร  อย่างช่วงมกราคมที่ผ่านมา ผมก็ไปทำ รวมธารปันสุข  แจกน้ำและอาหารเพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดรอบสองที่สวนสันติพร ที่มีการบริจาคสิ่งของไป 14 วัน เพราะผมก็ได้คุยกับภรรยาแล้วว่าตอนนี้ก็อายุมากแล้ว เงินที่เราสะสมไว้จำนวนหนึ่งแม้ไม่มากแต่ก็ไม่น้อย ที่ตายไปก็เอาไปไม่ได้เลยเอาไปแจกทาน แล้วการเคลื่อนไหวสามัคคีประชาชนสามวันที่ผ่านมา อย่างเรื่องการจัดเวทีก็ไม่ได้ใช้เงินมากมาย เพราะทั้งเวที เก้าอี้ เครื่องเสียงก็เช่ามา แล้วก็เบี้ยเลี้ยงให้การ์ด ก็ไม่ได้มากมาย ค่าใช้จ่ายต่อวันจึงไม่เยอะ อีกทั้งการใช้สถานที่สวนสันติพรก็ไม่ได้เสียค่าสถานที่ เพราะสวนสันติพรก็เหมือนบ้านของญาติวีรชนพฤษภา 35 แต่ให้กรุงเทพมหานครถือสิทธิ์ไว้ การเคลื่อนไหวจึงไม่มีท่อน้ำเลี้ยงอะไร เพราะการเคลื่อนไหวไม่ได้คิดจะเกณฑ์คนมาร่วม หรือจะต้องให้คนมาเยอะๆ แต่ต้องการสื่อให้ประชาชนรู้ว่าระบอบประยุทธ์คืออะไร เรื่องไหนที่ทำไม่ดีไว้ ให้มาร่วมกันจัดการเรื่องเดียวคือเอาประยุทธ์ลง จัดการระบอบประยุทธ์

            เป้าหมายล้ม ระบอบประยุทธ์ ของ กลุ่มสามัคคีประชาชน จะสำเร็จหรือไม่ต้องรอติดตามกันต่อไป แต่คุยกันชัดๆ ว่าทำไมต้องไล่นายกฯ โค่นระบอบประยุทธ์ หรือ 3 ป. อดุลย์ บอกว่า หากระบอบประยุทธ์ยังอยู่บ้านเมืองเสียหายแน่ จากนั้นก็ขยายความพอสังเขปว่า  ก่อนหน้านี้ตอนที่กลุ่มม็อบคณะราษฎร 63 กลุ่มเด็กๆ นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อช่วงตุลาคม  2563 แล้วกระทบไปถึงสถาบันฯ จึงทำให้รู้สึกไม่สบายใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงได้พิจารณาและสังเคราะห์ข้อมูลโดยรอบด้านแล้วปรากฏว่า ปัญหาทุกเรื่องโยงไปที่ตัวพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะเรื่อง การปกป้องสถาบัน ซึ่งที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ไม่ทำเลย อันแตกต่างจากคนอื่นๆ เช่นสมัยบิ๊กแดง-พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ตอนเป็น ผบ.ทบ. เวลามีอะไรกระทบข้างบนแค่เล็กน้อย ก็ออกมาพูดเรื่องนี้โดยใช้คำต่างๆ เช่น หนักแผ่นดิน จนทัวร์ลงที่บิ๊กแดงหมด นี่คือคนที่กล้าปกป้องสถาบัน เป็นวิธีการปกป้องอย่างหนึ่งที่ให้กระสุนไปตกที่ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วคนนั้นก็รับไป เป็นกันชน แต่พลเอกประยุทธ์ไม่เคยทำแบบนั้นเลย ไม่เคยคิดจะปกป้องเลย มีแต่สุมไฟเข้าไป

            ...ก่อนหน้านี้ตอนปี 2563 พลเอกประยุทธ์ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่าสถาบัน ไม่ต้องการให้ใช้มาตรา 112 แล้วต่อมาพอมีกลุ่มนักศึกษา เยาวชนออกมาเรียกร้องทางการเมือง ก็ไปไล่เอาผิดกับพวกเขา ทั้งที่อาจใช้วิธีการอื่นก็ได้  เช่นเรียกตัวแทนหรือพวกเขามาพูดคุยร่วมกันได้ ทั้งที่สมัย คสช.เข้ามาใหม่ๆ ก็มีการเรียกบุคคลจากฝ่ายต่างๆ ไปเข้าค่ายทหารไปปรับทัศนคติ แล้วทำไมรอบนี้ไม่เรียกตัวแทนฝ่ายม็อบนักศึกษามาพูดคุยกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องไปใช้ 112 ไปดำเนินคดี

            ...สิ่งนี้คือเรื่องที่ผมไม่มีทางยอมรับในตัวพลเอกประยุทธ์ได้ เพราะต่อให้ผมต้องมีอันเป็นไปวันนี้พรุ่งนี้ ผมก็จะไม่ยอมให้มีใครมาทำอย่างนี้เด็ดขาด นี้คือต้นเหตุที่ผมลงมือศึกษาปัญหาต่างๆ จนเห็นว่าปัญหาทุกอย่างโยงไปที่ตัวพลเอกประยุทธ์หมด แล้วพลเอกประยุทธ์ก็สร้างระบอบ สร้างทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมา

            ผมก็เลยมาวิเคราะห์มาศึกษาว่าปัญหาทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะอะไร จนค้นพบว่าพลเอกประยุทธ์ใช้วิธี แบ่งแยกแล้วปกครอง เพราะการต่อสู้ทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกรัฐบาลไม่เคยเกิดเหตุแบบที่เกิดสมัยปัจจุบัน  รวมถึงพฤติกรรมของนายกฯ ที่ไม่รักษาคำพูด คือตระบัดสัตย์ มุสาตลอด ตั้งแต่ยึดอำนาจปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยพูดอะไรที่เป็นความจริงกับประชาชน หลอกประชาชนตลอด เรื่องตระบัดสัตย์ก็เช่นเคยบอกว่าจะอยู่ไม่นาน จะเข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จะสร้างความปรองดอง ปฏิรูปประเทศ แต่ก็ไม่ทำ เช่นไม่ปฏิรูปตำรวจ ทั้งที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม

            ...อีกทั้งการทำงานของรัฐบาลก็มีปัญหาการทุจริตเต็มไปหมด โดยเครือข่ายที่สร้างมาตั้งแต่ยุค คสช.ก็ตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ จนเข้าข่ายรัฐบาลลักทรัพย์แผ่นดิน มีให้เห็นหลายตัวอย่าง เช่นกรณีที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เขากระโดง-จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น และยังมีพฤติการณ์สนับสนุนทำให้เกิดการผูกขาดหลายอย่าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เช่นการปล่อยให้มีการควบรวมซีพีกับโลตัส ทำให้ประชาชนซื้อของแพงมากขึ้น หรือเรื่องสัมปทานโรงไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ที่ต่อยอดมาจากรัฐบาลในอดีต จนทำให้ประชาชนใช้ไฟแพง และอีกหลายเรื่องที่กลุ่มนายทุนได้ประโยชน์ เช่นการทำสัญญาเช่า 50 ปีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วรัฐบาลก็นำเงินไปใช้ทางการเมืองเพื่อตัวเอง เช่นการให้เงินหรือแจกกล้วย ส.ส.

            อดุลย์-แกนนำกลุ่มสามัคคีประชาชน กล่าวต่อไปว่า การที่ตนเองกล้าบอกว่ารัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์สร้างปัญหาไว้หลายอย่าง ก็เพราะได้รับข้อมูลหลายเรื่องในช่วงที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรม จัดเสวนาทางการเมือง เศรษฐกิจในนาม สภาที่ 3 มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี  2560 ที่มีคนจากหลายแวดวงมาให้ข้อมูล ความเห็น หลังเริ่มทำสภาที่ 3 มาตั้งแต่ 25 ก.พ.60 โดยมีการตรวจสอบทุกเรื่องกระทั่งพบข้อมูลต่างๆ เช่นการทุจริตหลายระดับ  โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ โดยทั้งสภาและวุฒิสภาพึ่งพาไม่ได้ รวมถึงองค์กรอิสระก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้ สภาที่ 3  จึงเกิดขึ้นมา ซึ่งการทำงานของสภาที่ 3 ในการติดตาม ตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์นำเสนอข้อมูลต่างๆ

            “ตรวจเช็กลงไปแล้วปัญหาทุกอย่างโยงไปที่พลเอกประยุทธ์และพวก ทุกฝีก้าวโกง ทุจริต จนเรากล้าบอกกับสังคมว่า ไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนที่ทุจริตมากที่สุดเท่ากับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทั้งตอนเป็นรัฐบาล คสช.และรัฐบาลหลังเลือกตั้ง”

            ...ที่สำคัญสร้างความแตกแยกในสังคม ด้วยการแบ่งแยกแล้วปกครอง เข้าข่ายทฤษฎีสมคบคิด อย่างเรื่องบอกจะเข้ามาสร้างความปรองดอง แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะเรื่องปรองดองผมเคยถูกตั้งเข้าไปเป็นคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุด ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รวมถึงคนอื่นๆ เช่น พะเยาว์ อัคฮาด, นางนิชา หิรัญบูรณะ เป็นต้น มีการเดินสายคุยเรื่องการสร้างความปรองดองกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูญเสีย จนกรรมาธิการมีรายงานข้อเสนอการสร้างความปรองดองแถลงต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งสมาชิก สปช.ก็เห็นชอบสนับสนุนให้มีการสร้างความปรองดอง แต่พอเสนอไปรัฐบาล คสช.ก็ล้มไม่เอาข้อเสนอไปทำ

            อดุลย์-ประธานญาติวีรชนพฤษภา 35-อดีตกรรมการศึกษาการสร้างความปรองดองสมัย สปช.  กล่าวถึงเรื่องการสร้างความปรองดองอีกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตอนเกือบๆ ปลายปีที่แล้ว นายกฯ ก็ยังมาหลอกว่าจะทำแล้วเรื่องการสร้างความปรองดอง จะเอาจริงแล้ว เราก็คิดว่าจะเอาจริง ก็คิดว่ามาช้าก็ยังดีกว่าไม่ทำ พวกเราก็เดินหน้าประสานงาน เช่นการจัดเวทีเสวนาเรื่องการสร้างความปรองดองที่หลายฝ่ายก็เห็นด้วย จนมีข้อเสนอออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่ทำ เสนอไปก็เก็บเข้าลิ้นชักล้มโต๊ะอีก จนบ้านเมืองก็ยังมีปัญหาความแตกแยก แม้แต่ว่าไปแล้วกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกันอย่าง กปปส. พอทำรัฐประหารเข้ามา ทางฝ่าย คสช.มีการนิรโทษกรรมให้ตัวเอง แต่กลับไม่นิรโทษกรรมให้ฝ่ายอื่นๆ เช่น กปปส. ครั้งสุดท้ายหักหลังหน้าตาเฉยเลย เอาพวกนี้ขึ้นเขียงหมด แต่พวก 3 ป.ได้ประโยชน์อยู่กลุ่มเดียว โดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ เพราะไปเอาสิ่งที่คนอื่นต่อสู้มาใช้ประโยชน์ให้ตัวเอง หักหลังมวลชน

            ...พอมาปี 2563 ก็ส่งสัญญาณ ส่งคนมาคุยกับผมว่า นายกฯ จะเอาจริงแล้วเรื่องปรองดอง ก็เห็นว่าไม่เป็นไร มาช้าดีกว่าไม่มา ผมก็ไปจัดเวทีสภาที่ 3 ทำเรื่องการปรองดอง ทั้งที่ตอนก่อนจะทำก็มีคนบอกให้ดูให้ดี เชื่อถือได้ไหม ดูท่าทางจะเหลวอีก แต่ผมก็เห็นว่าควรทำ จึงมีการจัดเวทีเชิญแต่ละฝ่ายมาร่วมพูดคุยกันเรื่องการสร้างความปรองดอง มีข้อเสนอออกมาต่างๆ ที่หากทำ เช่นการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เชื่อว่าสภาก็พร้อมจะเอาด้วย แต่นายกฯ ก็ไม่ทำ ล้มโต๊ะเฉยเลย ที่แสดงให้เห็นชัดว่าไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความสามัคคีปรองดอง แต่ต้องการให้แตกแยกแล้วปกครอง

            “ตอนก่อนจะทำเวทีเรื่องข้อเสนอการสร้างความปรองดอง ก็มีการให้สัมภาษณ์แล้วส่งคนของเขามาคุยกับผม อย่าง ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี หรือแรมโบ้, พลตรีนิมิตต์ สุวรรณรัฐ (หรือเสธ.มิตต์ นายทหารคนสนิทของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ), พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ โดยมาบอกว่าจะเอาทางนี้  ทางนิรโทษกรรมจะปรองดอง ตามแนวทางของกรรมการศึกษาการสร้างความปรองดองชุด ดร.เอนก  ผมก็บอกผมก็ยินดีจะทำให้”

            ...ผมก็ไปจัดเสวนา จัดพบปะพูดคุยกันจนทุกฝ่ายยอมกันหมด เพราะอยากให้บ้านเมืองปรองดอง นิรโทษกรรม ทุกอย่างจะได้เริ่มต้นใหม่ แต่พอทำไปก็ไม่มีการพูดถึงอีก ไม่ได้ทำ ที่เขาไม่ทำเพราะหากบ้านเมืองเกิดการปรองดอง การจะคุมอำนาจต่อไปก็อาจทำได้ไม่ค่อยดี นี่คือความคิดที่ไม่ถูกต้อง ทั้งที่หากทำให้บ้านเมืองปรองดอง ก็ให้เป็นนายกฯ ตายคาเก้าอี้ไปเลย เพราะถ้าทำดี ประชาชนก็อยู่ดีมีสุข บ้านเมืองสงบ แต่ที่ไม่ทำเพราะตัวเองอยากอยู่ในอำนาจนานๆ แต่ก็บริหารงานผิดพลาด อย่างล่าสุดก็การระบาดของโควิดรอบสาม ทั้งหมดคือสาเหตุที่ผมทนไม่ไหว จึงออกมาเรียกร้องให้ตั้งเวทีกำจัดระบอบประยุทธ์ออกไป เพราะมันสร้างความเสียหายมากเกิน เสียหายทุกด้านเลย ไม่มีด้านไหนที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสอบผ่านเลย ผลประจักษ์ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลสอบตกทุกด้าน

                แกนนำกลุ่มสามัคคีประชาชน กล่าวอีกว่า เมื่อพิสูจน์แล้วว่าปัญหาแต่ละเรื่องโยงไปที่พลเอกประยุทธ์และคนรอบข้าง จึงเห็นว่าไม่ใช่รัฐบาลชั่วร้ายตามปกติ แต่กลายเป็นกำลังจะสร้างระบอบ เราก็ได้คุยกันกับคนที่ใกล้ชิดญาติพฤษภาฯ อย่างนายพิภพ ธงไชย ที่เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนฯ ที่เป็นมา 28  ปีแล้ว, จตุพร พรหมพันธุ์ ที่สมาชิกครอบครัวญาติวีรชนฯ  ให้ความรักเอ็นดูเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์  อดีตแกนนำนักศึกษาช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 ที่ญาติวีรชนให้ความไว้วางใจมากเพราะคอยช่วยชี้แนะว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ, สุริยะใส กตะศิลา จากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่แม้แต่ละคนจะมีความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างกัน  แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการพูดคุยกัน รวมถึงคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เราก็วิเคราะห์สถานการณ์ติดตามมาเรื่อย จนเมื่อปลายปีที่แล้วก็เห็นตรงกันว่าท่าทางจะหนักเกินไปแล้ว  ควรต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง

            การที่ผมกล้าขึ้นเวที แม้จะถูกใครว่าอย่างไรก็ยอม เพราะผมคิดว่าคนเหล่านี้และอีกจำนวนมากที่ยืนอยู่ข้างหลังผมจำนวนมากเขาเข้าใจผม พวกเราก็ได้พูดคุยและปรึกษา ผมก็คิดว่าแม้สุขภาพผมอาจจะไม่ค่อยดีเพราะอายุมากแล้ว ปีนี้ก็ 77 ปีแล้ว จึงได้ขึ้นเวที 14 มีนาคม 2564 ที่สมาคมนักข่าวฯ ที่ผมได้บอกกล่าวว่าผมทนไม่ไหวแล้ว  ผมขอเวลาอีกแค่ 3 ปีให้มีสุขภาพแข็งแรง ขอจัดการให้บ้านเมืองเข้าที่เข้าทาง ทำให้พลเอกประยุทธ์ออกไปลงจากอำนาจ

            เป้าหมายครั้งนี้คือ ไล่ระบอบประยุทธ์ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นตัวปัญหา เป็นศูนย์กลาง หากพลเอกประยุทธ์ออกไป ก็เหมือนสมัยพฤษภาคม 2535 ที่หลังเกิดเหตุการณ์ พอพลเอกสุจินดา คราประยูรลาออกไป อีกไม่กี่วันก็แก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ รอบนี้ก็เหมือนกัน หากพลเอกประยุทธ์ลาออกไป รัฐสภาก็โหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ เพราะผมไม่เคยคิดเรื่องความรุนแรง ไม่เคยคิดนำคนไปลงถนน ครั้งหนึ่งผมเคยเสียลูกไปแล้วจากสิ่งเหล่านี้ ผมก็จะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอีกกับคนอื่น ทางออกก็ต้องเป็นไปอย่างสันติวิธี เช่นพรรคประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนาถอนตัวจากรัฐบาล บ้านเมืองก็ไม่มีเหตุรุนแรง แล้วจากนั้นก็โหวตเลือกนายกฯ คนใหม่

            ส่วนหากนายกฯ เลือกที่จะยุบสภา ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็อาจเกิดปัญหา ประชาชนไม่มีทางเลือก เขาอาจไม่ยอมจนพากันลงถนน ผมจึงกลัวจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ถึงได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกคนทุกฝ่ายละวางสีและความขัดแย้งไว้ โดยเอาเรื่องนี้ก่อน จัดการระบอบประยุทธ์  เอาประยุทธ์ออกไป เพื่อให้บ้านเมืองเดินได้ เพราะตอนนี้บ้านเมืองเสียหายหนักมาก คือฉิบหายวายวอดหมดแล้ว ดีแค่กลุ่มเดียวคือกลุ่มของระบอบประยุทธ์ โดยเมื่อจัดการกับระบอบประยุทธ์ได้ ก็โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็หาคนจากบัญชีที่พรรคการเมืองประกาศตอนเลือกตั้งสักคนมาเป็นนายกฯ หรือนายกฯ คนใน หรือหากหาไม่ได้ก็ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญเลือกนายกฯ จากนอกบัญชีรายชื่อ ที่ก็มีคนเก่งเยอะๆ แล้วเอามาช่วยชาติ หาคนเก่งๆ มาเป็นรัฐบาลช่วยชาติแก้ปัญหาทุกด้าน และต้องปกป้องสถาบัน  แต่ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ ทุกอย่างให้เดินไปตามรัฐธรรมนูญ   แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จากนั้นอีก 1-2 ปีก็ให้กลับไปเลือกตั้งกันใหม่

            อดุลย์ ย้ำว่า กับการจัดกิจกรรมที่สวนสันติพรในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการจัดไป 3 วัน ไม่ได้สนใจว่าจะมีคนมามากหรือคนมาน้อย แต่สำคัญที่สุดคือในแต่ละวัน เวทีมีการให้ความรู้ความเข้าใจประชาชนในเรื่องต่างๆ ที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โดยรัฐบาลไม่เคยออกมาปฏิเสธหรือโต้แย้งว่าเขาไม่โกง ไม่ได้สร้างความแตกแยก ซึ่งผมเชื่อว่าต่อไปประชาชนจะเข้าใจมากขึ้น โดยต่อไปการเคลื่อนไหวของเราจะปรับวิธีให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ส่วนบุคคลที่ผมเอ่ยชื่อข้างต้นว่าอยู่กับฝ่ายญาติวีรชนพฤษภา 35 อีกไม่ช้านานก็จะโผล่มาด้วยแน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาขอให้รอก่อน และหลังจากนี้กลุ่มต่างๆ ก็คงจะมาร่วมเคลื่อนไหวด้วย เพราะผมได้รับโทรศัพท์ที่หลายคนโทร.มาหาผมมากมาย ซึ่งหลังสงกรานต์ก็จะรู้ว่าทุกฝ่ายจะเข้ามาร่วมด้วย จนเมื่อไปถึงเดือนพฤษภาคมประชาชนจะมีความเข้าใจมากขึ้น จนกระทั่งอาจเห็นด้วยกับพวกผม จนออกมาร่วมกันเปล่งเสียงโดยสงบ ไม่มีเหตุรุนแรงว่า ระบอบประยุทธ์ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นศูนย์กลาง ต้องลงจากอำนาจ หรือไม่เช่นนั้นพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรคอย่าง ประชาธิปัตย์,  ภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา หากถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ทุกอย่างก็จะสงบลงแล้วปล่อยให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เช่นตัดอำนาจของ ส.ว.

            -หากมีคนในซีกรัฐบาลส่งคนมาพูดคุยด้วยทางการเมือง พร้อมคุยหรือไม่?

            ก็พร้อมคุยด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าผมจะเชื่อ ต้องพูดแบบนี้เพราะผมถูกหลอกมาหลายครั้งแล้ว ควรต้องแสดงความจริงใจออกมาก่อนด้วย เช่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยส่งสัญญาณให้ ส.ว.มาร่วมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ทั้งหมด ต้องทำให้คนเชื่อถือให้ได้ก่อน

                -มีข่าวกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่างๆ  จะนัดเคลื่อนไหวใหญ่ช่วง 22 พ.ค.ที่เป็นวันครบรอบ 7 ปีรัฐประหาร คสช.?

            แน่นอน ถึงเวลาก็ต้องรอดูว่าเราจะเรียกร้องรัฐบาลในรูปแบบไหน ก็เชื่อว่าระบอบประยุทธ์ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นศูนย์กลางคงรับฟังข้อเรียกร้องและรีบแก้ไข แต่ผมก็ยังหวังว่าพลเอกประยุทธ์จะรีบแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และควรทำสิ่งที่ต้องทำนานแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ ก็ต้องรีบทำเพราะตอนนี้เวลามันเหลือน้อย นอกจากนี้ในช่วงวันที่ 17 พ.ค.ที่จะถึงนี้เช่นกัน ที่จะครบรอบ 29 ปีเหตุการณ์พฤษภา 35  ทางญาติวีรชนฯ ก็จะจัดงานรำลึกครบรอบเหตุการณ์ด้วยเช่นกัน ที่ต้องรอดูก่อนว่างานวันดังกล่าวจะจัดอย่างไร

                -หากม็อบปลดแอกลดข้อเรียกร้องในการเคลื่อนไหว โดยกลับมาเคลื่อนไหวอีกแต่ไม่แตะเรื่อง 112  และปฏิรูปสถาบัน โดยเอาด้วยกับการเคลื่อนไหวไล่นายกฯ อย่างเดียว การเคลื่อนไหวจะไปด้วยกันได้ไหมกับกลุ่มสามัคคีประชาชน?

            การเคลื่อนไหวของสามัคคีประชาชนไม่มีสีทางการเมือง ใครก็ได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่า หากเห็นด้วยกับแนวทางที่สามัคคีประชาชนทำ คือเอาระบอบประยุทธ์ออกไป  เราก็ยินดีต้อนรับ เพราะแสดงว่าทุกคนละวางสิ่งที่ตัวเองไม่สบายใจ แล้วมาจัดการกับพลเอกประยุทธ์ก่อน เราก็ยินดีต้อนรับ เวทีของสามัคคีประชาชนที่จะดำเนินต่อจากนี้  หากใครหรือแต่ละกลุ่มที่จะเข้ามาแล้วอาจจะมีข้อขัดแย้ง-โต้เถียงกันมาก่อนบ้าง ผมเชื่อว่าสามารถทำความเข้าใจแต่ละกลุ่มได้

            ถามปิดท้ายว่า การเคลื่อนไหวไล่รัฐบาล ล้มระบอบประยุทธ์ที่กลุ่มสามัคคีประชาชนชูธง จะยืดเยื้อเคลื่อนไหวยาวนานหรือไม่ เพราะดูแล้วนายกฯ คงไม่ยอมง่ายๆ อดุลย์-แกนนำสามัคคีประชาชน ย้ำว่า ก็จะจัดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เน้นการให้ความรู้ประชาชน ไม่ได้มีเจตนาจะลงถนน ไม่ใช้ความรุนแรง แต่หากอนาคตคนเห็นด้วย จนมาร่วมด้วยจำนวนมาก ก็ต้องบริหารจัดการไป อย่างผมเคยไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ประเทศเกาหลีใต้ ที่เกาหลีจะมีลักษณะคือคนเห็นด้วยกับการชุมนุม พอตกเย็นเลิกงานก็มารวมตัวกัน พอดึกก็เลิกแยกย้ายกลับบ้าน ไม่ต้องค้างคืน วันรุ่งขึ้นก็มาใหม่

            "สิ่งที่ผมพยายามจะทำในช่วงที่ผ่านมาและต่อจากนี้ แม้จะลำบาก แต่หากประชาชนเห็นด้วยกับแนวคิดข้างต้น ก็ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาช่วยกันเปล่งเสียง ส่งเสียงไปถึงระบอบประยุทธ์ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นศูนย์กลางของปัญหา หรือไม่พรรคร่วมรัฐบาลก็ถอนตัวจากรัฐบาล ที่ก็อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ทุกอย่างให้เดินไปตามกลไกรัฐสภา เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้".

  โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

 


พรรคที่ "หล่อ" ในเกมการเมืองที่สุดในศตวรรษนี้ ต้องยกให้ "ประชาธิปัตย์" เป็นแกนนำรัฐบาล ก็สไตล์หนึ่ง เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็อีกสไตล์หนึ่ง

"ธรรมนัสกับจริยธรรม"
เมื่อ"เสือโทนี่"เป็น"อีแร้ง"
อยากย้ายประเทศใช่มั้ย?
ไฟลามทุ่ง 'ลามถึงศาล'
รอบนี้"คนแก่ขอก่อน"
"อย่าให้เสียชาติเกิด"