บันทึกประวัติ "พุทธศาสน์" สึก


   

        จะเรียกว่าวัน "ฟ้าผ่า" หลังคาวัดก็คงได้

        เปรี้ยงแรก..........

        สึก "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ฉับพลัน เย็นวาน (๒๔ พ.ค.๖๑)!

        พูดภาษาชาวบ้าน คือ "จับสึก"

        แต่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรือใครไปกระชากผ้าเหลืองออกเป็นการข่มขืนใจสึก

        หากแต่ไปนิมนต์พระจากวัดเสมียนนารีมาเป็นพยานรับรู้

        ให้ "หลวงปู่พุทธะอิสระ" กล่าวคำลาสิกขาเอง เมื่อพระดึงจีวรเป็นสัญญา

        ก็เป็นอันว่าหลวงปู่ "ลาสมณเพศ" แล้ว เปลื้องสบง-จีวรออก ไปสวมเสื้อผ้า สู่ฆราวาสเพศ

        จากนั้น เจ้าหน้าที่คุมตัวจากที่ควบคุมใต้ถุนศาลอาญา ขึ้นรถไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

        เหตุสืบเนื่องจากคดีค้างเก่า ๒ คดี ที่หลวงปู่พุทธะอิสระถูกกล่าวหา

        คดีแรก คดีอั้งยี่-ซ่องโจร ครั้งชุมนุมที่ถนนแจ้งวัฒนะ ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

        คดีที่สอง คดีปลอมพระปรมาภิไธย ประดิษฐานหลังพระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต

        ตำรวจกองปราบไปนิมนต์ตัวหลวงปู่จากวัดตอนเช้าตรู่วันวาน แล้วนำไป "ผัดฟ้อง-ฝากขัง" ต่อศาลอาญา

        ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง อัตราโทษสูง

        ตามระเบียบ เจ้าหน้าที่เรือนจำ ต้องนำตัวหลวงปู่ไปคุมขังไว้ที่เรือนจำ

        แต่พระนั้น เอาไป "เข้าคุก" ไม่ได้.......

        เป็นเหตุต้องให้ "สึก" หรือ "ลาสิกขา" เป็นฆราวาสก่อน จึงจะนำไปขังระหว่างคดีได้

        นี่คือสาเหตุ "สึกฉับพลัน" หลวงปู่พุทธะอิสระ เมื่อวาน

        ถามว่า ทำอย่างนี้ได้หรือ?

        ตอบว่า "ทำได้"

        ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕/๖ มกราคม ๒๕๖๐ หมวด ๔ ว่าด้วยนิคหกรรมและการสละสมณเพศ

        มาตรา ๒๙..........

        "พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง

       ให้พนักงานสอบสวน มีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้"

        มาตรา ๓๐ ..........

        "เมื่อจะต้องจำคุก กักขังหรือขังพระภิกษุรูปใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล

       ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

        และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น"

        เปรี้ยงที่ ๒..........

        -สึก "พระพรหมดิลก" (เจ้าคุณเอื้อน) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพฯ

        -สึก "พระอรรถกิจติโสภณ" เลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพฯ

        -สึก "พระศรีคุณาภรณ์" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

        -สึก "พระครูสิริวิหารการ" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

        -สึก "พระราชกิจจาภรณ์" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

        พระเถระทั้ง ๕ ........

        เป็นผู้ต้องหาคดี "๓ พรหม" ร่วมกระทำความผิดว่าด้วยการฟอกเงินหรือคดี "เงินทอนวัด"!

        ตำรวจกองปราบใช้ฤกษ์ "คืนศีลให้พุทธศาสน์"

        ออกปูพรมเช้าวาน หวังนิมนต์พระเถระคดีเงินทอน ทั้งหมด ๗ รูป มาสอบปากคำที่กองปราบ

        แต่ไปแล้ว พบแค่ ๕ จากวัดสามพระยาและวัดสระเกศ

        ส่วน ๒ ใน ๓ พรหม.......

        ตบะแก่กล้า "ล่องหน-หายตัว" หลุดรอดจากการปูพรมจับพรหมของตำรวจไปได้ ก็คือ

        "พระพรหมสุทธิ" (ธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค ๑๐ กรรมการมหาเถรสมาคม

        "พระพรหมเมธี" (จำนงค์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม เจ้าคณะภาค ๔-๗  กรรมการมหาเถรสมาคม

        คาดว่า ทั้ง ๒ พรหม ไม่น่าจะลี้ตำรวจ "ปลีกวิเวก" ไปที่ดูไบหรือที่อังกฤษได้เป็นแน่!

        สำหรับที่นิมนต์ตัวมาทั้ง ๕ รูปนั้น ตำรวจสอบปากคำแล้ว นำไปผัดฟ้อง-ฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

        ศาลพิจารณาแล้ว "ไม่อนุญาตให้ประกันตัว"!

        จึงเป็นเช่นเดียว "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ต้องลาสิกขา สู่ฆราวาสเพศ

        เจ้าหน้าที่เรือนจำ คุมตัวทั้ง ๕ ทิดสึกใหม่ ไปฝากขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

        ในคดีเงินทอนวัดนี้ นอกจาก ๕ พระเถระแล้ว

        ยังอีก ๒ โยม ที่ตำรวจนำตัวผัดฟ้อง-ฝากขังเช่นกัน และศาลไม่อนุญาตให้ประกัน ต้องเข้าคุกด้วย คือ

        น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา แม่ ร.ท.ฐิติทัศน์ และ น.ส.นุชรา สิทธินอก

        มีข่าวที่ยังไม่เป็นทางการจากสำนักพุทธฯ เพิ่มเติมอีกว่า ในวันเดียวกันนี้

        "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธฯ มีพระบัญชา

        ปลด "พระพรหมสิทธิ, พระพรหมเมธี, พระพรหมดิลก"

        พ้นจาก "คณะกรรมการมหาเถรสมาคม"!

        ส่วนตำแหน่งทางปกครอง รอมติ "คณะกรรมการมหาเถรสมาคม" ที่จะประชุมชี้ขาดกัน พุธที่ ๓๐ พ.ค.

        ในด้าน "รายละเอียด" ทั้งคดีอั้งยี่-ซ่องโจร คดีปลอมพระปรมาภิไธย ของหลวงปู่พุทธะอิสระ

        และคดีเงินทอนวัด ของพระเถระทั้ง ๗ เป็นเหตุนำฝนห่าใหญ่กระหน่ำล้างคณะสงฆ์

        คนที่ตามเรื่องราวมา คงทราบเนื้อหาแล้ว

        ส่วนที่เพิ่งสะดุ้งจากเสียงฟ้าผ่าผสมฝนเมื่อวาน ก็อ่านเอาจากข่าวละกันนะ!

        ครับ....ผมก็ช็อกเหมือนกัน

        เรื่องชำระพระศาสนาด้วยจับพระนอกรีต-นอกรอยพระธรรมวิสัยสึก ผมไม่ช็อก

        ที่ช็อก คือ ไม่เคยเชื่อมาแต่ไหนๆ ว่ากับพระใหญ่ๆ กับคนรวย คนมีอิทธิพล คนมีสี คนมีตำแหน่งโต

        ตำรวจจะกล้า "เอาจริง-จับจริง"!

        นอกจากไม่จริงแล้ว เผลอๆ ตำรวจไม่เพียงปล่อยให้หนี ยังเป่าหรือปล่อยคดีขาด หรือทำสำนวนอ่อน

        ยัง "พาหนี" เองซะอีกด้วย

        อย่างกับ "นางสาวยิ่งลักษณ์" เป็นต้น!

        แต่เมื่อตำรวจทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยทำหน้าที่คดีความบนมาตรฐานทัดเทียมกับผู้ต้องคดีทุกรายเช่นนี้

        ขนาดพระ ระดับรัฐมนตรี "รัฐบาลสงฆ์" เมื่อถูกกล่าวหาว่าผิด ยังกระชากผ้าเหลืองได้

        ทำให้ต้องคิดใหม่ว่า..........

        แล้วพวกโจร ที่ "อ้างประชาธิปไตย" กวนตีน-กวนเมืองทั้งหลาย

        ด้วยมาตรฐานเดียวกันนี้ ถ้าตำรวจทำ

        ย่อมสร้าง "ศรัทธา-มั่นใจ" ต่อสุจริตชนทั้งหลาย ว่าต่อไปนี้........

        เมื่อกฎหมายเป็นกฎหมาย ตำรวจเป็นตำรวจ รัฐบาลเป็นรัฐบาล ของชาติและประชาชนคนสุจริต

        บ้านเมืองจะคืนสุข!

        ลัทธิลูบหน้าปะจมูก ลัทธิเห็นแก่หน้าแล้วเลือกปฏิบัติ ลัทธิตีตั๋วนักศึกษาซ่าได้ทุกที่ ลัทธิกูไม่ได้ต้องเผา

        อย่างนี้ ต้องไม่ปรากฏ!

        ก็น่าอัศจรรย์ กับเรื่องมหาเถรฯ ที่ใครมองไม่เห็นทางจบ

        จู่ๆ ไม่คิด-ไม่ฝัน "ก็จบ" แบบช็อกซีนีม่า

        แผ่นดินยุคนี้.........

        ต้องไม่มีจลาจลเมือง ต้องไม่มีผ้าเหลืองห่มโจร ต้องไม่มีคน "ปล้นราชการ" กิน

        คนดี ต้องอยู่สบาย คนที่ร้ายกับบ้านเมือง เมื่อไม่กลับตัว-กลับใจ เลือกได้ ๒ สถาน

        "ตายกับคุก"!

        อ้อ...ยังมีอีกเปรี้ยง เป็น "เปรี้ยง" ที่ ๓

        เมื่อวานเหมือนกัน.........

        ศาลอนุญาตให้ประกันตัว ๑๕ ผู้ต้องหาจ่านิว-นายรังสิมันต์ ผู้นำ "ม็อบอยากเลือกตั้ง" แนวร่วมระบอบทักษิณที่ "ป่วนเมือง" ซ้ำซาก

        หลังฟ้าผ่า ต่อจากนี้ อะไรจะตามมา

        มันมีแน่....โยม!.


ได้ลองของใหม่..... ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มักจะมาจากสายศาล กับสายตำรวจ มาถึง กกต.ชุดที่ ๕ เป็นครั้งแรกที่ประธานเป็นนักการทูต ไปดูกันก่อนว่า กกต.ชุดใหม่ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคมที่ผ่านมานั้น มีใครบ้าง

ความลับที่ประชาชนรู้ไม่ได้?
นวัตกรรมมาหนังสือต้องไป?
'สามมิตร' ที่นายกฯ ไม่รู้จัก?
'เราเป็นคนไทยนะเว้ย'
'ณเดชน์' กลเม็ดใหม่ฝ่าย คสช.
'วันแม่' ในสังคมเลี้ยงเดี่ยว