
ประเทศไทยมีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ แต่วิถีชีวิตและสื่อใหม่ในปัจจุบัน ทำให้สิ่งเหล่านี้เลือนหายไป การขยายผล ต่อยอดการแสดงพื้นบ้าน โดยพัฒนาทักษะและเทคนิคการแสดงผ่านการจัดประกวดจึงเปิดเวทีประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2566 ภายใต้แนวคิด “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคเหนือ ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม และสมาคมศิลปินพื้นบ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สืบสานวัฒนธรรมควบคู่กับการยกระดับดนตรีและการแสดงพื้นบ้านสู่สากล

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่าดนตรีและการแสดงพื้นบ้านเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ ซึ่งแต่ละภูมิภาคจะมีศิลปะการแสดงที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
ในปัจจุบันดนตรีและการแสดงพื้นบ้านได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอด อาจเสี่ยงต่อการสูญหาย กระทรวงวัฒนธรรม มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริม อนุรักษ์ ผลักดันให้ ดนตรี และการแสดงพื้นบ้านทั้ง 4 ภาค ยังคงอยู่กับประเทศไทย
“ เวทีนี้เปิดโอกาสให้คณะนักแสดงได้สร้างสรรค์ชุดการแสดงที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วรรณคดี วรรณกรรมพื้นบ้าน ประเพณี สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ มีทีมสมัครเข้าประกวด 40 ทีม ความพิเศษตรงที่ไม่จำกัดอายุของผู้เข้าประกวด เพื่อมุ่งส่งเสริม รักษา ต่อยอด และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้านแขนงต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชน ได้มีโอกาสร่วมถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมการแสดง และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สายตาประชาชน “ รมว.วธ. กล่าว

ด้าน โกวิท ผกามาศ อธิบดี สวธ. กล่าวว่า การจัดประกวดเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน สร้างมิติใหม่ให้วัฒนธรรมมีความร่วมสมัย ยกระดับขีดความสามารถของดนตรี พัฒนาเทคนิคทางการแสดง ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดของแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประกวด 4 ประเภท การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคกลาง เริ่มในวันที่ 16 พ.ค. 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 23 พ.ค. ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคใต้ วันที่ 31 พ.ค. ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จ.สงขลา และ จบการประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านที่ภาคเหนือ วันที่ 7 มิ.ย. ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ทีมผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัลรวม 4 ภาค 1,000,000 บาท ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เงินรางวัล 80,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และ รางวัลชมเชย ภาคละ 2 รางวัล ได้รับเงินรางวัล ๆ ละ 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ติดตามรายละเอียดกิจกรรมการประกวดได้ทาง www.culture.go.th หรือ เฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ line@วัฒนธรรม

สำหรับคณะกรรมการตัดสินการประกวด 4 ภูมิภาค ประกอบด้วย นายธนวัฒน์ ราชวัง ประธานกรรมการตัดสินการประกวดภาคเหนือ ผศ.ขวัญใจ คงถาวร กรรมการตัดสินการประกวดภาคกลาง ผศ.สุขสันติ แวงวรรณ กรรมการตัดสินการประกวดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนายพงศ์พันธ์ เพชรทอง กรรมการตัดสินการประกวดภาคใต้ ต้องติดตามและให้กำลังใจเหล่าเยาวชนคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปที่จะสร้างสรรค์ผลงานในการประกวดแต่ละประเภท เพื่อให้ประสบความสำเร็จและชนะใจกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อธิบดี สวธ.เปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ‘ครูปี๊บ คงลายทอง’ แหล่งเรียนรู้-สร้างแรงบันดาลใจดนตรีไทย
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช 2563 โดยมีนายชัยพล
สวธ. พัฒนาทักษะครู-อาจารย์ สร้างวิทยากรมารยาทไทยส่งต่อความรู้แก่เยาวชน-ต่างชาติ
นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดี สวธ. กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมตระหนักถึงภารกิจด้านการส่งเสริม สืบสาน รักษา ต่อยอดและปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สนองนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยการปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
วธ.ยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม หนุนศิลปิน2ประเทศสร้างผลงาน
นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดย กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ ระหว่างวันที่ 16 – 20 มกราคม 2569 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

