แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว2568 วางรากฐานรับมือ'ภัยพิบัติ'

ประเทศไทยเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดโศกนาฏกรรมอาคาร สตง.ถล่ม  ปลายปีบอบซ้ำจากมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่  ต้นปี 2569 กรุงเทพฯ อ่วมกับปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5  ส่วนภาคเหนือขณะนี้ประสบภาวะวิกฤตฝุ่นหาโหด  ค่าฝุ่นพิษเชียงใหม่ติดอันดับ 2 เมืองมลพิษสูงสุดของโลก ค่า AQI สีม่วงทะลุ 231 (ข้อมูลเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569) ประชาชนหายใจไม่เต็มปอด  การวางแผนและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่ถาโถมในหลายรูปแบบ การมีข้อมูลที่ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและทันท่วงที

จากบทเรียนภัยพิบัตินำมาสู่การเปลี่ยนวิธีคิดจากการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุเป็นการยกระดับจัดการภัยพิบัติจากการตัดสินใจเชิงรุกบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม  ร่วมกับประชาชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สนับสนุนการพัฒนาโครงการ  SRI Alert (ศรีเตือนภัย) แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติแบบ Realtime โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดย  SRI Alert ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเซ็นเซอร์ จากหน่วยงานภาครัฐ และรายงานจากพื้นที่จริงโดยประชาชน  ข้อมูลจากหลายแหล่งจะถูกวิเคราะห์โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  เพื่อประมวลผลสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และเชื่อมโยงกับมาตรการสากล CAP  ส่งต่อยังผู้มีอำนาจตัดสินใจ สั่งการ เตือนได้ทันท่วงทีทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว มลพิษ  ความเสี่ยงดินถล่ม  ช่วยรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสีย

แพลตฟอร์ม SRI Alert นี้ยังเชื่อมระบบอัจฉริยะเพื่อการเตือนภัยและอพยพชุมชนจากภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหว พื้นที่นำร่องกรุงเทพมหานคร และเทศบาลเมืองแพร่ พัฒนาโดยทีมนักวิจัย สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)  และแพลตฟอร์ม Traffy Fondue จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นอกจากนี้ เชื่อมงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่โดดเด่นด้วยแบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) ยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 และแอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science วิเคราะห์ความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกก จ.เชียงราย แบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา ข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมโยงเข้ากับระบบบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินอัจฉริยะแจ้งเตือนผ่านไลน์OA ภายใต้  SRI Alert ทดลองใช้งานแล้ว ก่อนขยายผลระดับประเทศ

ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤติจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที เป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ “ ไทยมีงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านภัยพิบัติในหลายมิติ ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่ วิศวกรรมโครงสร้าง น้ำ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งจะถูกนำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านSRI Alert ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยงานและเครือข่ายนักวิจัย

ด้าน ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา  นำมาสู่การจัดทีมวิจัยด้านแผ่นดินไหวในหลายเรื่อง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดและพฤติกรรมของคลื่นแผ่นดินไหวมากยิ่งขึ้น หลังเหตุการณ์ฝุ่นหายตลบมีทีมงานที่รวบรวมรวมงานวิจัยเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว โดยพื้นที่กลุ่มชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ มีค่าความเร่งสูงกว่าพื้นที่รับคลื่นปฐมภูมิในภาคเหนือและตะวันตกอย่างชัดเจน เกิดจากปรากฏการณ์การสั่นพ้องที่ชั้นดินอ่อนขยายกำลังของคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเกิดการโยกตัวรุนแรงขึ้น แอ่งดินอ่อน กทม. ขยายแรงสั่นสะเทือน 3-6 เท่า  แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ ไม่ได้แรง เป็นคลื่นสั่นช้ายาวและสัญญาณนานเป็นพิเศษประมาณ 2 นาที และพบว่าสัญญาณคลื่นที่ไม่มีรูปแบบ แยกองค์ประกอบได้ 3 สัญญาณแต่ละอัน มีจังหวะที่ชัดเจนที่ 1.6 วินาที 2.8 วินาที และ 6.3 วินาทีเมื่อนำมารวมกันพบต้นตอของการเกิดแผ่นดินไหวกรุงเทพฯ  เมื่อพื้นดินสั่นช้าๆ 5 วินาทีต่อรอบ ส่งผลต่ออาคารสูง 50 ชั้นหากสั่นที่จังหวะ 2.4 วินาทีต่อรอบจะเขย่าอาคารช่วงกลางที่สูง 25 ชั้น หากสั่น 1.1 วินาทีต่อรอบจากเขย่าอาคารขนาดเล็ก อาคารในกรุงเทพฯ ไม่ได้โยกตัวเท่ากันหมด มีอาคารสูงบางลักษณะที่โยกรุนแรง

ผอ.ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ผลกระทบต่ออาคารสูงในกรุงเทพมหานคร พบว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงจากแหล่งกำเนิดอื่น ๆ ที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม ซึ่งฐานข้อมูลการสั่นสะเทือนในพื้นที่กรุงเทพฯ ถูกนำไปใช้พัฒนาเป็นแบบจำลองใหม่เพื่อประเมินความรุนแรงของแผ่นดินไหวในอนาคตได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มจะนำไปสู่การออกแบบมาตรฐานอาคารรูปแบบใหม่ที่รองรับความเสี่ยงได้ดีกว่าเดิมการลดความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในระยะยาว มุ่งสร้างความเข้าใจตั้งแต่ต้นทางของปัญหา รวมถึงแนวทางการออกแบบอาคารและการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ศ.ดร.เป็นหนึ่งย้ำแนวทางการรับมือและเทคโนโลยีการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคตจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือน โดยติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือนชนิดของเหลวในโครงสร้างอาคาร ระบบตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้าง โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS (MEMS Acceleration Sensors) เพื่อติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันได้ติดตั้งใช้งานจริงแล้วที่อาคารโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย และภายในปี 70 จะติดตั้งเซ็นเซอร์นี้เพิ่มในเชียงรายและอาคารในกรุงเทพฯ รวม 20 อาคาร 

 “ สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง ปี 68 แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ เกิดจากรอยเลื่อนสกายพม่ามีการไถลตัวช่วงกลาง แต่ยังไม่ได้ไถลตัวช่วงล่าง  หากไถลตัวมาช่วงล่างๆ จะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพอย่างรุนแรง เรามีโอกาสมากหรือน้อยเพียงใดที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนดังกล่าว  นอกจากนี้ ต้องจับตาแผ่นดินไหวขนาด 7–7.5 บริเวณกาญจนบุรี ขนาด 8 ตามแนวรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมา หรือ 8.5–9 จากแนวมุดตัวในทะเลอันดามัน ล้วนมีศักยภาพที่จะส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงพื้นที่กรุงเทพฯ  ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ออกกฎกระทรวงควบคุมการออกแบบอาคารพื้นที่เสี่ยงภัย ให้โครงสร้างต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้ในระดับหนึ่ง “  ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าว

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย  ถอดบทเรียน 1 ปี แผ่นดินไหวปี 2568 ว่า ปัญหาหลักคือความไม่รู้ นำมาซึ่งความโกลาหล และความโกลาหลนำมาซึ่งความสูญเสีย  นอกจากจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ได้พัฒนาการปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย การตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึง “ระบบตรวจติดตามการตอบสนองของโครงสร้างต่อแผ่นดินไหวและระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย” สำหรับวิศวกรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของและผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะ ระบบจะทำงานอัตโนมัติตลอด 24 ชม. โดยมีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์สามารถตรวจจับความเสียหายและแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับการซ้อมอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงอีกด้วย

“  ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องจำลองแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อประเมินการทำงานของการแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารผ่านระบบสัญญาณไฟ การติดตั้งระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจจับความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงเป้าหมาย ลดความตื่นตระหนกและการอพยพที่ไม่จำเป็น จะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงสามารถตอบสนองต่อการเสื่อมสภาพของอาคารตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ ศ.ดร.อมร กล่าวถึงระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวที่ใช้ได้จริงเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตคนไทย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สกสว.เดินหน้าต่อยอดVR Thailandปี69 เชื่อมต่อนวัตกรรมงานวิจัยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย

หลายประเทศที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจได้อย่างก้าวกระโดด ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่มี “ระบบนิเวศนวัตกรรม (Ecosystem)” ที่สามารถเชื่อมโยงคนเก่ง งานวิจัย เงินทุน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล และมีภาครัฐที่กล้าลงทุนในระยะเริ่มต้น” ประเทศที่จะขยับจากฐานอุตสาหกรรมเดิมไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมได้จึงต้อง

นายกสมาคมวิศวกรฯ ชง 6 ข้อเสนอ หยุดวงจรการถล่มต่อเนื่อง ของเครนก่อสร้าง

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ถล่มเหล่านี้ เกิดขึ้นกับโครงการก่อสร้างภาครัฐทั้งหมด

นายกสมาคมวิศวกรฯ เปิดปัจจัยเสี่ยงทำถนนยุบ แนะ 4 วิธีแก้ไข

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ถนนทรุดตัว